You are here: BP HOME > PT > Pāli Mahāvagga > fulltext
Pāli Mahāvagga

Choose languages

Choose images, etc.

Choose languages
Choose display
  • Enable images
  • Enable footnotes
    • Show all footnotes
    • Minimize footnotes
Search-help
Choose specific texts..
    Click to Expand/Collapse Option Complete text
Click to Expand/Collapse OptionMahākhandaka
Click to Expand/Collapse OptionUposathakkhandhaka
Click to Expand/Collapse OptionVassupanāyikakkhandhaka
Click to Expand/Collapse OptionPavāraṇakkhandhaka
Click to Expand/Collapse OptionCammakkhandhaka
Click to Expand/Collapse OptionBhesajjakkhandhaka
Click to Expand/Collapse OptionKaṭhinakkhandhaka
Click to Expand/Collapse OptionCampeyyakkhandhaka
Click to Expand/Collapse OptionKosambakkhandhaka
VINAYAPIṬAKAṂ MAHĀVAGGA. 
THE MAHÂVAGGA. 
พระวินัยปิฎก มหาวรรค 
วินยปิฏก มหาวคฺค ปฐมภาค 
Namo tassa bhagavato arahato sammāsambuddhassa. 
REVERENCE TO THE BLESSED ONE, THE HOLY ONE, THE FULLY ENLIGHTENED ONE. 
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ 
I. Tena samayena buddho bhagavā Uruvelāyaṃ viharati najjā Nerañjarāya tīre bodhirukkhamūle paṭhamābhisambuddho.  atha kho bhagavā bodhirukkhamūle sattāhaṃ ekapallaṅkena nisīdi vimuttisukhapaṭisaṃvedī. |1| 
FIRST KHANDHAKA. (THE ADMISSION TO THE ORDER OF BHIKKHUS.) At that time the blessed Buddha dwelt at Uruvelâ, on the bank of the river Nerañgarâ at the foot of the Bodhi tree (tree of wisdom), just after he had become Sambuddha.  And the blessed Buddha sat cross-legged at the foot of the Bodhi tree uninterruptedly during seven days, enjoying the bliss of emancipation. 
[มหาขันธกะ โพธิกถา ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ] [๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า แรกตรัสรู้ประทับอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด ๗ วัน 
(๑. มหาขนฺธโก ๑. โพธิกถา) ๑. เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา อุรุเวลายํ วิหรติ นชฺชา เนรญฺชราย ตีเร พธิรุกฺขมูเล ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ.  อถ โข ภควา โพธิรุกฺขมูเล สตฺตาหํ เอกปลฺลงฺเกน นิสีทิ วิมุตฺติสุขปฏิสํเวที. 
atha kho bhagavā rattiyā paṭhamaṃ yāmaṃ paṭiccasamuppādaṃ anulomapaṭilomaṃ manas’ ākāsi:  avijjāpaccayā saṃkhārā,  saṃkhārapaccayā viññāṇaṃ,  viññāṇapaccayā nāmarūpaṃ,  nāmarūpapaccayā saḷāyatanaṃ,  saḷāyatanapaccayā phasso,  phassapaccayā vedanā,  vedanāpaccayā taṇhā,  taṇhāpaccayā upādānaṃ,  upādānapaccayā bhavo,  bhavapaccayā jāti,  jātipaccayā jarāmaraṇaṃ sokaparidevadukkhadomanassupāyāsā sambhavanti.  evam etassa kevalassa dukkhakkhandhassa samudayo hoti.  avijjāya tv eva asesavirāganirodhā saṃkhāranirodho,  saṃkhāranirodhā viññāṇanirodho,  viññāṇanirodhā nāmarūpanirodho,  nāmarūpanirodhā saḷāyatananirodho,  saḷāyatananirodhā phassanirodho,  phassanirodhā vedanānirodho,  vedanānirodhā taṇhānirodho,  taṇhānirodhā upādānanirodho,  upādānanirodhā bhavanirodho,  bhavanirodhā jātinirodho,  jātinirodhā jarāmaraṇaṃ sokaparidevadukkhadomanassupāyāsā nirujjhanti.  evam etassa kevalassa dukkhakkhandhassa (2) nirodho hotīti. |2| 
Then the Blessed One (at the end of these seven days) during the first watch of the night fixed his mind upon the Chain of Causation, in direct and in reverse order:  'From Ignorance spring the samkhâras,  from the samkhâras springs Consciousness,  from Consciousness spring Name-and-Form,  from Name-and-Form spring the six Provinces,  from the six Provinces springs Contact,  from Contact springs Sensation,  from Sensation springs Thirst (or Desire),  from Thirst springs Attachment,  from Attachment springs Existence,  from Existence springs Birth,  from Birth spring Old Age and Death, grief, lamentation, suffering, dejection, and despair.  Such is the origination of this whole mass of suffering.  Again, by the destruction of Ignorance, which consists in the complete absence of lust, the samkhâras are destroyed,  by the destruction of the samkhâras Consciousness is destroyed,  by the destruction of Consciousness Name-and-Form are destroyed,  by the destruction of Name-and-Form the six Provinces are destroyed,  by the destruction of the six Provinces Contact is destroyed,  by the destruction of Contact Sensation is destroyed,  by the destruction of Sensation Thirst is destroyed,  by the destruction of Thirst Attachment is destroyed,  by the destruction of Attachment Existence is destroyed,  by the destruction of Existence Birth is destroyed,  by the destruction of Birth Old Age and Death, grief, lamentation, suffering, dejection, and despair are destroyed.  Such is the cessation of this whole mass of suffering.' 
และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลมและปฏิโลม ตลอดปฐมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้:- ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร  เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ  เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป  เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงสฬายตนะ  เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา  เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา  เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน  เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ  เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ  เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส.  เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.  (ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม) อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือ ด้วยมรรคคือวิราคะ สังขารจึงดับ  เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ  เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ  เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ  เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ  เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ  เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ  เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ  เพราะอุปทานดับ ภพจึงดับ  เพราะภพดับ ชาติจึงดับ  เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส จึงดับ.  เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้. 
อถ โข ภควา รตฺติยา ปฐมํ ยามํ ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ อนุโลมปฏิโลมํ มนสากาสิ  “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา  สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ  วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ  นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ  สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส  ผสฺสปจฺจยา เวทนา  เวทนาปจฺจยา ตณฺหา  ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ  อุปาทานปจฺจยา ภโว  ภวปจฺจยา ชาติ  ชาติปจฺจยา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ  เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ.  “อวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ  สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ  วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธ  นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ  สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธ  ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธ  เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ  ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ  อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ  ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ  ชาตินิโรธา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฺฌนฺติ  เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตี”ติ. 
atha kho bhagavā etam atthaṃ viditvā tāyaṃ velāyaṃ imaṃ udānaṃ udānesi:  yadā have pātubhavanti dhammā ātāpino jhāyato brāhmaṇassa ath’ assa kaṅkhā vapayanti sabbā yato pajānāti sahetudhamman ti. |3| 
Knowing this the Blessed One then on that occasion pronounced this solemn utterance:  'When the real nature of things becomes clear to the ardent, meditating Brâhmana, then all his doubts fade away, since he realises what is that nature and what its cause.' 
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ว่าดังนี้:-  (พุทธอุทานคาถาที่ ๑) เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวง ของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุ. 
อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ  “ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา. อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส. อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา. ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺม”นฺติฯ 
atha kho bhagavā rattiyā majjhimaṃ yāmaṃ paṭiccasamuppādaṃ anulomapaṭilomaṃ manas’ ākāsi:  avijjāpaccayā saṃkhārā,  saṃkhārapaccayā viññāṇaṃ,  viññāṇapaccayā nāmarūpaṃ --la-- (repeated, see previously)  evam etassa kevalassa dukkhakkhandhassa samudayo hoti --pa-- nirodho hotīti. (repeated, see previously) |4| 
Then the Blessed One during the middle watch of the night fixed his mind upon the Chain of Causation, in direct and reverse order:  'From Ignorance spring the samkhâras, &c.  Such is the origination of this whole mass of suffering, &c. Such is the cessation of this whole mass of suffering.' 
[๒] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมนสิการปฎิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม และปฏิโลมตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้ :- ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม  เพราะอวิชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร  เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ  เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส  เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้. (ปฏิจจสมุปาท ปฏิโลม) อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือ ด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้. 
๒. อถ โข ภควา รตฺติยา มชฺฌิมํ ยามํ ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ อนุโลมปฏิโลมํ มนสากาสิ  “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา  สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ  วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํฯเปฯ  เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีฯเปฯ นิโรโธ โหตี”ติ. 
atha kho bhagavā etam atthaṃ viditvā tāyaṃ velāyaṃ imaṃ udānaṃ udānesi:  yadā have pātubhavanti dhammā ātāpino jhāyato brāhmaṇassa ath’ assa kaṅkhā vapayanti sabbā yato khayaṃ paccayānaṃ avedīti. |5| 
Knowing this the Blessed One then on that occasion pronounced this solemn utterance:  'When the real nature of things becomes clear to the ardent, meditating Brâhmana, then all his doubts fade away, since he has understood the cessation of causation.' 
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ว่าดังนี้:-  (พุทธอุทานคาถาที่ ๒) เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไปเพราะได้รู้ความสั้นแต่งปัจจัยทั้งหลาย. 
อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ  “ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา. อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส. อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา. ยโต ขยํ ปจฺจยานํ อเวที”ติฯ 
atha kho bhagavā rattiyā pacchimaṃ yāmaṃ paṭiccasamuppādaṃ anulomapaṭilomaṃ manas’ ākāsi:  avijjāpaccayā saṃkhārā,  saṃkhārapaccayā viññāṇaṃ --gha--  evam etassa kevalassa dukkhakkhandhassa samudayo hoti --pa-- nirodho hotīti. |6| 
Then the Blessed One during the third watch of the night fixed his mind, &c. 
[๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท เป็นอนุโลมและปฏิโลม ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้:- ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร  เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมันส อุปายาส.  เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้. ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือ ด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้. 
๓. อถ โข ภควา รตฺติยา ปจฺฉิมํ ยามํ ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ อนุโลมปฏิโลมํ มนสากาสิ  “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา  สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํฯเปฯ  เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติฯเปฯ นิโรโธ โหตี”ติ. 
atha kho bhagavā etam atthaṃ viditvā tāyaṃ velāyaṃ imaṃ udānaṃ udānesi:  yadā have pātubhavanti dhammā ātāpino jhāyato brāhmaṇassa vidhūpayaṃ tiṭṭhati Mārasenaṃ suriyo ’va obhāsayamantalikkhan ti. |7| 
Knowing this the Blessed One then on that occasion pronounced this solemn utterance:  'When the real nature of things becomes clear to the ardent, meditating Brâhmana, he stands, dispelling the hosts of Mâra, like the sun that illuminates the sky.' 
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ว่าดังนี้:-  (พุทธอุทานคาถาที่ ๓) เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัยทำอากาศให้สว่าง ฉะนั้น. 
อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ  “ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา. อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส. วิธูปยํ ติฏฺฐติ มารเสนํ. สูริโยว โอภาสยมนฺตลิกฺข”นฺติฯ 
bodhikathā niṭṭhitā. ||1|| 
Here ends the account of what passed under the Bodhi tree. 
โพธิกถา จบ 
โพธิกถา นิฏฺฐิตา. 
atha kho bhagavā sattāhassa accayena tamhā samādhimhā vuṭṭhahitvā bodhirukkhamūlā yena Ajapālanigrodho ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā Ajapālanigrodharukkhamūle sattāhaṃ ekapallaṅkena nisīdi vimuttisukhapaṭisaṃvedī. |1| 
Then the Blessed One, at the end of those seven days, arose from that state of meditation, and went from the foot of the Bodhi tree to the Agapâla banyan tree (banyan tree of the goat-herds). And when he had reached it, he sat cross-legged at the foot of the Agapâla banyan tree uninterruptedly during seven days, enjoying the bliss of emancipation. 
(อชปาลนิโครธกถา เรื่องพราหมณ์หุหุกชาติ) [๔] ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธินั้น เสด็จจากควงไม้โพธิพฤกษ์เข้าไปยังต้นไม้อชปาลนิโครธ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียวเสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้อชปาลนิโครธตลอด ๗ วัน. 
(๒. อชปาลกถา) ๔. อถ โข ภควา สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ตมฺหา สมาธิมฺหา วุฏฺฐหิตฺวา โพธิรุกฺขมูลา เยน อชปาลนิคฺโรโธ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อชปาลนิคฺโรธมูเล สตฺตาหํ เอกปลฺลงฺเกน นิสีทิ วิมุตฺติสุขปฏิสํเวที. 
atha kho aññataro huhuṅkajātiko brāhmaṇo yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavatā saddhiṃ sammodi, sammodanīyaṃ kathaṃ sāraṇīyaṃ vītisāretvā ekamantaṃ aṭṭhāsi, ekamantaṃ ṭhito kho so brāhmaṇo bhaga-(3)vantaṃ etad avoca:  kittāvatā nu kho bho Gotama brāhmaṇo hoti katame ca pana brāhmaṇakaraṇā dhammā ’ti. |2| 
Now a certain Brâhmana, who was of a haughty disposition, went to the place where the Blessed One was; having approached him, he exchanged greeting with the Blessed One; having exchanged with him greeting and complaisant words, he stationed himself near him; then standing near him that Brâhmana thus spoke to the Blessed One:  'By what, Gotama; does one become a Brâhmana, and what are the characteristics that make a man a Brâhmana?' 
ครั้งนั้น พราหมณ์หุหุกชาติคนหนึ่ง ได้ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พราหมณ์นั้นครั้นได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ท่านพระโคตม บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ก็แลธรรมเหล่าไหนทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์. 
อถ โข อญฺญตโร หุํหุงฺกชาติโก พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ. อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ. สมฺโมทนียํ กถํ สารณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ. เอกมนฺตํ ฐิโต โข โส พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ  “กิตฺตาวตา นุ โข โภ โคตม พฺราหฺมโณ โหติ กตเม จ ปน พฺราหฺมณกรณา ธมฺมา”ติ? 
atha kho bhagavā etam atthaṃ viditvā tāyaṃ velāyaṃ imaṃ udānaṃ udānesi:  yo brāhmaṇo bāhitapāpadhammo nihuhuṅko nikasāvo yatatto vedantagū vusitabrahmacariyo, dhammena so brāhmaṇo brahmavādaṃ vadeyya, yass’ ussadā n’ atthi kuhiñci loke ’ti. |3| 
And the Blessed One, having heard that, on this occasion pronounced this solemn utterance:  'That Brâhmana who has removed (from himself) all sinfulness, who is free from haughtiness, free from impurity, self-restrained, who is an accomplished master of knowledge (or, of the Veda), who has fulfilled the duties of holiness, such a Brâhmana may justly call himself a Brâhmana, whose behaviour is uneven to nothing in the world.' 
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ว่าดังนี้.  (พุทธอุทานคาถา)พราหมณ์ใดมีบาปธรรมอันลอยเสียแล้ว ไม่ตวาดผู้อื่นว่า หึหึ ไม่มีกิเลสดุจน้ำฝาด มีตนสำรวมแล้ว ถึงที่สุดแห่งเวท มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว พราหมณ์นั้นไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น ในอารมณ์ไหน ๆ ในโลก ควรกล่าวถ้อยคำว่า ตนเป็นพราหมณ์โดยธรรม. 
อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ  โย พฺราหฺมโณ พาหิตปาปธมฺโม. นิหุํหุงฺโก นิกฺกสาโว ยตตฺโต. เวทนฺตคู วุสิตพฺรหฺมจริโย. ธมฺเมน โส พฺรหฺมวาทํ วเทยฺย. ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก”ติฯ 
Ajapālakathā niṭṭhitā. ||2|| 
Here ends the account of what passed under the Agapâla tree. 
อชปาลนิโครธกถา จบ 
อชปาลกถา นิฏฺฐิตา. 
atha kho bhagavā sattāhassa accayena tamhā samādhimhā vuṭṭhahitvā Ajapālanigrodhamūlā yena Mucalindo ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā Mucalindamūle sattāhaṃ ekapallaṅkena nisīdi {vimuttisukhapaṭisaṃvedī.} |1| 
Then the Blessed One, at the end of those seven days, arose from that state of meditation, and went from the foot of the Agapâla banyan tree to the Mukalinda tree. And when he had reached it, he sat cross-legged at the foot of the Mukalinda tree uninterruptedly during seven days, enjoying the bliss of emancipation. 
(มุจจลินทกถา เรื่องมุจลินทนาคราช) [๕] ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธินั้น เสด็จจากควงไม้อชปาลนิโครธเข้าไปยังต้นไม้มุจจลินท์ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียวเสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้มุจจลินท์ตลอด ๗ วัน 
(๓. มุจลินฺทกถา) ๕. อถ โข ภควา สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ตมฺหา สมาธิมฺหา วุฏฺฐหิตฺวา อชปาลนิคฺโรธมูลา เยน มุจลินฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มุจลินฺทมูเล สตฺตาหํ เอกปลฺลงฺเกน นิสีทิ วิมุตฺติสุขปฏิสํเวที. 
tena kho pana samayena mahāakālamegho udapādi sattāhavaddalikā sītavātaduddinī.  atha kho Mucalindo nāgarājā sakabhavanā nikkhamitvā bhagavato kāyaṃ sattakkhattuṃ bhogehi parikkhipitvā upari muddhani mahantaṃ phaṇaṃ karitvā aṭṭhāsi:  mā bhagavantaṃ sītaṃ, mā bhagavantaṃ uṇhaṃ, mā bhagavantaṃ ḍaṃsamakasavātātapasiriṃsapasamphasso ’ti. |2| 
At that time a great cloud appeared out of season, rainy weather which lasted seven days, cold weather, storms, and darkness.  And the Nâga (or Serpent) king Mukalinda came out from his abode, and seven times encircled the body of the Blessed One with his windings, and kept extending his large hood over the Blessed One's head, thinking to himself:  'May no coldness (touch) the Blessed One! May no heat (touch) the Blessed One! May no vexation by gadflies and gnats, by storms and sunheat and reptiles (touch) the Blessed One!' 
ครั้งนั้น เมฆใหญ่ในสมัยมิใช่ฤดูกาลตั้งขึ้นแล้ว ฝนตกพรำเจือด้วยลมหนาว ตลอด ๗ วัน  ครั้งนั้น มุจจลินทนาคราชออกจากที่อยู่ของตนได้แวดวงพระกายพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยขนด ๗ รอบ ได้แผ่พังพานใหญ่เหนือพระเศียรสถิตอยู่ด้วยหวังใจว่า  ความร้อน อย่าเบียดเบียนพระผู้มีพระภาคเจ้า สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน อย่าเบียดเบียนพระผู้มีพระภาคเจ้า 
เตน โข ปน สมเยน มหา อกาลเมโฆ อุทปาทิ สตฺตาหวทฺทลิกา สีตวาตทุทฺทินี.  อถ โข มุจลินฺโท นาคราชา สกภวนา นิกฺขมิตฺวา ภควโต กายํ สตฺตกฺขตฺตุํ โภเคหิ ปริกฺขิปิตฺวา อุปริมุทฺธนิ มหนฺตํ ผณํ กริตฺวา อฏฺฐาสิ  “มา ภควนฺตํ สีตํ มา ภควนฺตํ อุณฺหํ มา ภควนฺตํ ฑํสมกสวาตาตปสรีสปสมฺผสฺโส”ติ . 
atha kho Mucalindo nāgarājā sattāhassa accayena viddhaṃ vigatavalāhakaṃ devaṃ viditvā bhagavato kāyā bhoge viniveṭhetvā sakavaṇṇaṃ paṭisaṃharitvā māṇavakavaṇṇaṃ abhinimminitvā bhagavato purato aṭṭhāsi añjaliko bhagavantaṃ namassamāno. |3| 
And at the end of those seven days, when the Nâga king Mukalinda saw the open, cloudless sky, he loosened his windings from the body of the Blessed One, made his own appearance disappear, created the appearance of a youth, and stationed himself in front of the Blessed One, raising his clasped hands, and paying reverence to the Blessed One. 
ครั้นล่วง ๗ วัน มุจจลินทนาคราชรู้ว่า อากาศปลอดโปร่งปราศจากฝนแล้ว จึงคลายขนดจากพระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า จำแลงรูปของตนเป็นเพศมาณพ ได้ยืนประคองอัญชลีถวายมันสการพระผู้มีพระภาคเจ้าทางเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า. 
อถ โข มุจลินฺโท นาคราชา สตฺตาหสฺส อจฺจเยน วิทฺธํ วิคตวลาหกํ เทวํ วิทิตฺวา ภควโต กายา โภเค วินิเวเฐตฺวา สกวณฺณํ ปฏิสํหริตฺวา มาณวกวณฺณํ อภินิมฺมินิตฺวา ภควโต ปุรโต อฏฺฐาสิ ปญฺชลิโก ภควนฺตํ นมสฺสมาโน. 
atha kho bhagavā etam atthaṃ viditvā tāyaṃ velāyaṃ imaṃ udānaṃ udānesi:  sukho viveko tuṭṭhassa sutadhammassa passato, avyāpajjhaṃ sukhaṃ loke pāṇabhūtesu saṃyamo. | sukhā virāgatā loke kāmānaṃ samatikkamo, asmimānassa yo vinayo etaṃ ve paramaṃ sukhan ti. |4| 
And the Blessed One, perceiving that, on this occasion, pronounced this solemn utterance:  'Happy is the solitude of him who is full of joy, who has learnt the Truth, who sees (the Truth). Happy is freedom from malice in this world, (self-)restraint towards all beings that have life. Happy is freedom from lust in this world, getting beyond all desires; the putting away of that pride which comes from the thought "I am!" This truly is the highest happiness!' 
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ว่าดังนี้:-  (พุทธอุทานกถา) ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้สันโดษมีธรรมปรากฏแล้ว เห็นอยู่ ความไม่พยาบาทคือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก ความปราศจากกำหนัด คือความล่วงกามทั้งหลายเสียได้ เป็นสุขในโลก การกำจัดอัสมิมานะเสียได้นั้นแล เป็นสุขอย่างยิ่ง. 
อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ  “สุโข วิเวโก ตุฏฺฐสฺส สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต. อพฺยาปชฺชํ สุขํ โลเก ปาณภูเตสุ สํยโมฯ “สุขา วิราคตา โลเก กามานํ สมติกฺกโม. อสฺมิมานสฺส โย วินโย เอตํ เว ปรมํ สุข”นฺติฯ 
Mucalindakathā niṭṭhitā. ||3|| 
Here ends the account of what passed under the Mukalinda tree. 
มุจจลินทกถา จบ 
มุจลินฺทกถา นิฏฺฐิตา. 
atha kho bhagavā sattāhassa accayena tamhā samādhimhā vuṭṭhahitvā Mucalindamūlā yena Rājāyatanaṃ ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā Rājāyatanamūle sattāhaṃ ekapallaṅkena nisīdi vimuttisukhapaṭisaṃvedī. |1| 
Then the Blessed One, at the end of those seven days, arose from that state of meditation, and went from the foot of the Mukalinda tree to the Râgâyatana (tree); when he had reached it, he sat cross-legged at the foot of the Râgâyatana tree uninterruptedly during seven days, enjoying the bliss of emancipation. 
(ราชายตนกถา เรื่องตปุสสะภัลลิะ ๒ พ่อค้า) [๖] ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธินั้น แล้วเสด็จจากควงไม้มุจจลินท์เข้าไปยังต้นไม้ราชายตนะ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้ราชายตนะ ตลอด ๗ วัน 
(๔. ราชายตนกถา) ๖. อถ โข ภควา สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ตมฺหา สมาธิมฺหา วุฏฺฐหิตฺวา มุจลินฺทมูลา เยน ราชายตนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ราชายตนมูเล สตฺตาหํ เอกปลฺลงฺเกน นิสีทิ วิมุตฺติสุขปฏิสํเวที. 
tena kho (4) pana samayena Tapussabhallikā vāṇijā Ukkalā taṃdesaṃ addhānamaggapaṭipannā honti.  atha kho Tapussabhallikānaṃ vāṇijānaṃ ñāti sālohitā devatā Tapussabhallike vāṇije etad avoca:  ayaṃ mārisā bhagavā Rājāyatanamūle viharati paṭhamābhisambuddho, gacchatha taṃ bhagavantaṃ manthena ca madhupiṇḍikāya ca paṭimānetha, taṃ vo bhavissati dīgharattaṃ hitāya sukhāyā ’ti. |2| 
At that time Tapussa and Bhallika, two merchants, came travelling on the road from Ukkala (Orissa) to that place.  Then a deity who had been (in a former life) a blood-relatian of the merchants Tapussa and Bhallika, thus spoke to the merchants Tapussa and Bhallika:  'Here, my noble friends, at the foot of the Râgâyatana tree, is staying the Blessed One, who has just become Sambuddha. Go and show your reverence to him, the Blessed One, by (offering him) rice-cakes and lumps of honey. Long will this be to you for a good and for a blessing.' 
ก็สมัยนั้น พ่อค้าชื่อตปุสสะ ๑ ภัลลิกะ ๑ เดินทางไกลจากอุกกลชนบท ถึงตำบลนั้น  ครั้งนั้น เทพดาผู้เป็นญาติสาโลหิตของตปุสสะภัลลิกะ ๒ พ่อค้า ได้กล่าวคำนี้กะ ๒ พ่อค้านั้นว่า  ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ แรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงไม้ราชายตนะ ท่านทั้งสองจงไปบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ด้วยสัตตุผง และ สัตตุก้อน การบูชาของท่านทั้งสองนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน. 
เตน โข ปน สมเยน ตปุสฺส ภลฺลิกา วาณิชา อุกฺกลา ตํ เทสํ อทฺธานมคฺคปฺปฏิปนฺนา โหนฺติ.  อถ โข ตปุสฺสภลฺลิกานํ วาณิชานํ ญาติสาโลหิตา เทวตา ตปุสฺสภลฺลิเก วาณิเช เอตทโวจ  “อยํ มาริสา ภควา ราชายตนมูเล วิหรติ ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ คจฺฉถ ตํ ภควนฺตํ มนฺเถน จ มธุปิณฺฑิกาย จ ปติมาเนถ ตํ โว ภวิสฺสติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายา”ติ. 
atha kho Tapussabhallikā vāṇijā manthañ ca madhupiṇḍikañ ca ādāya yena bhagavā ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhaṃsu, ekamantaṃ ṭhitā kho Tapussabhallikā vāṇijā bhagavantaṃ etad avocuṃ:  paṭigaṇhātu no bhante bhagavā manthañ ca madhupiṇḍikañ ca yaṃ amhākaṃ assa dīgharattaṃ hitāya sukhāyā ’ti. |3| 
And the merchants Tapussa and Bhallika took rice-cakes and lumps of honey, and went to the place where the Blessed One was; having approached him and respectfully saluted the Blessed One, they stationed themselves near him; standing near him, the merchants Tapussa and Bhallika thus addressed the Blessed One:  'May, O Lord, the Blessed One accept from us these rice-cakes and lumps of honey, that that may long be to us for a good and for a blessing! 
ครั้งนั้น พ่อค้าชื่อตปุสสะ และภัลลิกะ ถือสัตตุผงและสัตตุก้อนเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วถวายบังคม ได้ยีนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง สองพ่อค้านั้นครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้แค่ พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้พระภาคเจ้าจงทรงรับสัตตุผง สัตตุก้อนของข้าพระพุทธเจ้าทั้งสอง ซึ่งจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน 
อถ โข ตปุสฺสภลฺลิกา วาณิชา มนฺถญฺจ มธุปิณฺฑิกญฺจ อาทาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ. เอกมนฺตํ ฐิตา โข ตปุสฺสภลฺลิกา วาณิชา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ  “ปฏิคฺคณฺหาตุ โน ภนฺเต ภควา มนฺถญฺจ มธุปิณฺฑิกญฺจ ยํ อมฺหากํ อสฺส ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายา”ติ. 
atha kho bhagavato etad ahosi: na kho tathāgatā hatthesu paṭigaṇhanti. kimhi nu kho ahaṃ paṭigaṇhe44aṃ manthañ ca madhupiṇḍikañ cā ’ti.  atha kho cattāro Mahārājāno bhagavato cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya catuddisā cattāro selamaye patte bhagavato upanāmesuṃ:  idha bhante bhagavā paṭigaṇhātu manthañ ca madhupiṇḍikañ cā ’ti.  paṭiggahesi bhagavā paccagghe selamaye patte manthañ ca madhupiṇḍikañ ca paṭiggahetvā ca paribhuñji. |4| 
Then the Blessed One thought: 'The Tathâgatas do not accept (food) with their hands. Now with what shall I accept the rice-cakes and lumps of honey?'  Then the four Mahârâga gods, understanding by the power of their minds the reflection which had arisen in the mind of the Blessed One, offered to the Blessed One from the four quarters (of the horizon) four bowls made of stone (saying),  'May, O Lord, the Blessed One accept herewith the rice-cakes and the lumps of honey!'  The Blessed One accepted those new stone bowls; and therein be received the rice-cakes and honey lumps, and those, when he had received, he ate. 
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงปริวิตกว่า พระตถาคตทั้งหลาย ไม่รับวัตถุด้วยมือ เราจะพึงรับสัตตุผง และสัตตุก้อนด้วยอะไรหนอ.  ลำดับนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์ ทรงทราบพรูปริวิตกแห่งจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจของตนแล้ว เสด็จมาจาก ๔ ทิศ ทรงนำบาตรที่สำเร็จด้วยศิลา ๔ ใบเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับสัตตุผงและสัตตุก้อนด้วยบาตรนี้ พระพุทธเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้บาตรสำเร็จด้วยศิลาอันใหม่เอี่ยม รับสัตตุผงและสัตตุก้อน แล้วเสวย. 
อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “น โข ตถาคตา หตฺเถสุ ปฏิคฺคณฺหนฺติ. กิมฺหิ นุ โข อหํ ปฏิคฺคณฺเหยฺยํ มนฺถญฺจ มธุปิณฺฑิกญฺจา”ติ?  อถ โข จตฺตาโร มหาราชาโน ภควโต เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย จตุทฺทิสา จตฺตาโร เสลมเย ปตฺเต ภควโต อุปนาเมสุํ  “อิธ ภนฺเต ภควา ปฏิคฺคณฺหาตุ มนฺถญฺจ มธุปิณฺฑิกญฺจา”ติ.  ปฏิคฺคเหสิ ภควา ปจฺจคฺเฆ เสลมเย ปตฺเต มนฺถญฺจ มธุปิณฺฑิกญฺจ ปฏิคฺคเหตฺวา ปริภุญฺชิ. 
atha kho Tapussabhallikā vāṇijā bhagavantaṃ onītapattapāṇiṃ viditvā bhagavato pādesu sirasā nipatitvā bhagavantaṃ etad avocuṃ:  ete ma5aṃ bhante bhagavantaṃ saraṇaṃ gacchāma dhammañ ca, upāsake no bhagavā dhāretu ajjatagge pāṇupete saraṇaṃ gate ’ti.  teva loke paṭhamaṃ upāsakā ahesuṃ dvevācikā. |5| 
And Tapussa and Bhallika, the merchants, when they saw that the Blessed One had cleansed his bowl and his hands, bowed down in reverence at the feet of the Blessed One and thus addressed the Blessed One:  'We take our refuge, Lord, in the Blessed One and in the Dhamma; may the Blessed One receive us as disciples who, from this day forth while our life lasts, have taken their refuge (in him).  'These were the first in the world to become lay-disciples (of the Buddha) by the formula which contained (only) the dyad. 
ครั้งนั้น พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะ ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าและและพระธรรมว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองว่าเป็นอุบายสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.  ก็นายพาณิชสองคนนั้นได้เป็นอุบายสกล่าวอ้าง ๒ รัตนะ เป็นชุดแรกในโลก. 
อถ โข ตปุสฺสภลฺลิกา วาณิชา ภควนฺตํ โอนีตปตฺตปาณึ วิทิตฺวา ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ (โอนีตปตฺตปาณึ วิทิตฺวา ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ) เอตทโวจุํ  “เอเต มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉาม ธมฺมญฺจ อุปาสเก โน ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปเต สรณํ คเต”ติ.  เต จ โลเก ปฐมํ อุปาสกา อเหสุํ ทฺเววาจิกา. 
Rājāyatanakathā niṭṭhitā. ||4|| 
Here ends the account of what passed under the Râgâyatana tree. 
ราชายตนกถา จบ 
ราชายตนกถา นิฏฺฐิตา. 
atha kho bhagavā sattāhassa accayena tamhā samādhimhā vuṭṭhahitvā Rājāyatanamūlā yena Ajapālanigrodho ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā tatra sudaṃ bhagavā Ajapālanigrodhamūle viharati. |1| 
Then the Blessed One, at the end of those seven days, arose from that state of meditation, and went from the foot of the Râgâyatana tree to the Agapâla banyan tree. And when he had reached it, the Blessed One stayed there at the foot of the Agapâla banyan tree. 
(อัปโปสสุกกกถา เรื่องความขวนขวายน้อย) [๗] ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธินั้น แล้วเสด็จจากควงไม้ราชายตนะ เข้าไปยังต้นไม้อชปาลนิโครธ ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธนั้น 
(๕. พฺรหฺมยาจนกถา) ๗. อถ โข ภควา สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ตมฺหา สมาธิมฺหา วุฏฺฐหิตฺวา ราชายตนมูลา เยน อชปาลนิคฺโรโธ เตนุปสงฺกมิ. ตตฺร สุทํ ภควา อชปาลนิคฺโรธมูเล วิหรติ. 
atha kho bhagavato rahogatassa paṭisallīnassa evaṃ cetaso parivitakko udapādi:  adhigato kho my āyaṃ dhammo gambhīro duddaso duranubodho santo paṇīto atakkāvacaro nipuṇo paṇḍitavedanīyo.  ālayarāmā kho panāyaṃ pajā ālayaratā ālayasammuditā. ālayarāmāya kho pana pajāya ālayaratāya ālayasammuditāya duddasaṃ idaṃ (5) ṭhānaṃ yad idaṃ idappaccayatā paṭiccasamuppādo,  idam pi kho ṭhānaṃ sududdasaṃ yad idaṃ sabbasaṃkhārasamatho sabbūpadhipaṭinissaggo taṇhakkhayo virāgo nirodho nibbānaṃ.  ahañ ceva kho pana dhammaṃ deseyyaṃ pare ca me na ājāneyyuṃ, so mam’ assa kilamatho, sā mam’ assa vihesā ’ti. |2| 
Then in the mind of the Blessed One, who was alone, and had retired into solitude, the following thought arose:  'I have penetrated this doctrine which is profound, difficult to perceive and to understand, which brings quietude of heart, which is exalted, which is unattainable by reasoning, abstruse, intelligible (only) to the wise.  This people, on the other hand, is given to desire, intent upon desire, delighting in desire.  To this people, therefore, who are given to desire, intent upon desire, delighting in desire, the law of causality and the chain of causation will be a matter difficult to understand; most difficult for them to understand will be also the extinction of all samkhâras, the getting rid of all the substrata (of existence), the destruction of desire, the absence of passion, quietude of heart, Nirvâna!  Now if I proclaim the doctrine, and other men are not able to understand my preaching, there would result but weariness and annoyance to me.' 
และพระองค์เสด็จไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้มีพระปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า  ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นคุณอันลึกเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต ไม่หยั่งลงสู่ความตรึก ละเอียดเป็นวิสัยที่บัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง  ส่วนหมู่สัตว์นี้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย ชื่นชมในอาลัย ฐานะคือความที่อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารเป็นต้นนี้ เป็นสภาพอาศัยปัจจัยเกิดชั้นนี้ อันหมู่สัตว์ผู้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย. ชื่นชมในอาลัยเห็นได้ยาก  แม้ฐานะคือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับสนิทหากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้ นี้ก็แสนยากที่จะเห็นได้  ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม สัตว์เหล่าอื่นก็จะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลำบากเปล่าแก่เรา. 
อถ โข ภควโต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ  “อธิคโต โข มฺยายํ ธมฺโม คมฺภีโร ทุทฺทโส ทุรนุโพโธ สนฺโต ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนีโย.  อาลยรามา โข ปนายํ ปชา อาลยรตา อาลยสมฺมุทิตา. อาลยรามาย โข ปน ปชาย อาลยรตาย อาลยสมฺมุทิตาย ทุทฺทสํ อิทํ ฐานํ ยทิทํ อิทปฺปจฺจยตาปอจฺจสมุปฺปาโท  อิทมฺปิ โข ฐานํ สุทุทฺทสํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหากฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ.  อหญฺเจว โข ปน ธมฺมํ เทเสยฺยํ ปเร จ เม น อาชาเนยฺยุํ โส มมสฺส กิลมโถ สา มมสฺส วิเหสา”ติ. 
api ’ssu bhagavantaṃ imā anacchariyā gāthāyo paṭibhaṃsu pubbe assutapubbā:  kicchena me adhigataṃ halaṃ dāni pakāsituṃ, rāgadosaparetehi nāyaṃ dhammo susambudho. | paṭisotagāmi nipuṇaṃ gambhīraṃ duddasaṃ aṇuṃ rāgarattā na dakkhanti tamokhandhena āvuṭā ’ti. |3| 
And then the following . . . . stanzas, unheard before, occurred to the Blessed One:  'With great pains have I acquired it. Enough! why should I now proclaim it? This doctrine will not be easy to understand to beings that are lost in lust and hatred. 'Given to lust, surrounded with thick darkness, they will not see what is repugnant (to their minds), abstruse, profound, difficult to perceive, and subtle.' 
อนึ่ง อนัจฉริยคาถาเหล่านี้ ที่ไม่เคยได้สดับ ในกาลก่อน ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าดังนี้:-  (อนัจฉริยคาถา) บัดนี้ เรายังไม่ควรจะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วโดยยาก เพราะธรรมนี้อันสัตว์ผู้อันราคะและโทสะครอบงำแล้วไม่ตรัสรู้ได้ง่าย สัตว์ผู้อันราคะย้อมแล้วถูกกองอวิชชาหุ้มห่อแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันละเอียดลึกซึ้ง ยากที่จะเห็น ละเอียดยิ่ง อันจะยังสัตว์ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแส คือพระนิพพาน. 
อปิสฺสุ ภควนฺตํ อิมา อนจฺฉริยา คาถาโย ปฏิภํสุ ปุพฺเพ อสฺสุตปุพฺพา  “กิจฺเฉน เม อธิคตํ หลํ ทานิ ปกาสิตุํ. ราคโทสปเรเตหิ นายํ ธมฺโม สุสมฺพุโธฯ “ปฏิโสตคามึ นิปุณํ คมฺภีรํ ทุทฺทสํ อณุํ. ราครตฺตา น ทกฺขนฺติ ตโมขนฺเธน อาวุฏา ”ติฯ 
iti ha bhagavato paṭisañcikkhato appossukkatā4a cittaṃ namati no dhammadesanā4a.  atha kho Brahmuno Sahampatissa bhagavato cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya etad ahosi:  nassati vata bho loko, vinassati vata bho loko, yatra hi nāma tathāgatassa arahato sammāsambuddhassa appossukkatāya cittaṃ namati no dhammadesanāyā ’ti. |4| 
When the Blessed One pondered over this matter, his mind became inclined to remain in quiet, and not to preach the doctrine.  Then Brahmâ Sahampati, understanding by the power of his mind the reflection which had arisen in the mind of the Blessed One, thought:  'Alas! the world perishes! Alas! the world is destroyed! if the mind of the Tathâgata, of the holy, of the absolute Sambuddha inclines itself to remain in quiet, and not to preach the doctrine.' 
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาเห็นอยู่ ดังนี้ พระทัยก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม.  (พรหมยาจนกถา เรื่องพรหมทูลอารธนา) [๘] ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทราบพระปริวิตกแห่งจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจของตนแล้วเกิดความปริวิตกว่า  ชาวเราผู้เจริญ โลกจักฉิบหายหนอ โลกจักวินาศหนอ เพราะตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อทรงแสดงธรรม. 
อิติห ภควโต ปฏิสญฺจิกฺขโต อปฺโปสฺสุกฺกตาย จิตฺตํ นมติ โน ธมฺมเทสนาย.  ๘. อถ โข พฺรหฺมุโน สหมฺปติสฺส ภควโต เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย เอตทโหสิ  “นสฺสติ วต โภ โลโก วินสฺสติ วต โภ โลโก ยตฺร หิ นาม ตถาคตสฺส อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส อปฺโปสฺสุกฺกตาย จิตฺตํ นมติ โน ธมฺมเทสนายา”ติ. 
atha kho Brahmā Sahampati, seyyathāpi nāma balavā puriso sammiñjitaṃ vā bāhaṃ pasāreyya pasāritaṃ vā bāhaṃ sammiñjeyya, evam eva Brahmaloke antarahito bhagavato purato pāturahosi. |5| 
Then Brahmâ Sahampati disappeared from Brahma's world, and appeared before the Blessed One (as quickly) as a strong man might stretch his bent arm out, or draw back his out-stretched arm. 
ลำดับนั้น ท้าวสหับดีพรหมได้หายไปในพรหมโลก มาปรากฏ ณ เบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น 
อถ โข พฺรหฺมา สหมฺปติ เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมิญฺเชยฺย เอวเมว พฺรหฺมโลเก อนฺตรหิโต ภควโต ปุรโต ปาตุรโหสิ. 
atha kho Brahmā Sahampati ekaṃsaṃ uttarāsaṅgaṃ karitvā dakkhiṇañ jānumaṇḍalaṃ paṭhaviyaṃ nihantvā yena bhagavā ten’ añjaliṃ paṇāmetvā bhagavantaṃ etad avoca:  desetu bhante bhagavā dhammaṃ, desetu sugato dhammaṃ, santi sattā apparajakkhajātikā assavanatā dhammassa parihāyanti, bhavissanti dhammassa aññātāro ’ti. |6| 
And Brahmâ Sahampati adjusted his upper robe so as to cover one shoulder, and putting his right knee on the ground, raised his joined hands towards the Blessed One, and said to the Blessed One:  'Lord, may the Blessed One preach the doctrine! may the perfect One preach the doctrine! there are beings whose mental eyes are darkened by scarcely any dust; but if they do not hear the doctrine, they cannot attain salvation. These will understand the doctrine.' 
ครั้นแล้วห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าคุกชาณุมณฑลเบื้องขวาลงบนแผ่นดิน ประณมอัญชลีไปทางพระผู้มีภาคเจ้าแล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดทรงแสดงธรรมขอพระสุคตได้โปรดทรงแสดงธรรม เพราะสัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีในจักษุน้อยมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี. 
อถ โข พฺรหฺมา สหมฺปติ เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา ทกฺขิณชาณุมณฺฑลํ ปถวิยํ นิหนฺตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลึ ปณาเมตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ  “เทเสตุ ภนฺเต ภควา ธมฺมํ เทเสตุ สุคโต ธมฺมํ. สนฺติ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา อสฺสวนตา ธมฺมสฺส ปริหายนฺติ ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโร”ติ. 
idaṃ avoca Brahmā Sahampati, idaṃ vatvā athāparaṃ etad avoca:  pāturahosi Magadhesu pubbe dhammo asuddho samalehi cintito, apāpur’ etaṃ amatassa dvāraṃ suṇantu dhammaṃ vimalenānubuddhaṃ |  sele yathā pabbatamuddhini ṭhito yathāpi passe janataṃ samantato, tath’ ūpamaṃ dhammamayaṃ sumedha pāsādam āruyha samantacakkhu (6) sokāvatiṇṇañ janataṃ apetasoko avekkhassu jātijarābhibhūtaṃ. |  uṭṭhehi vīra vijitasaṃgāma satthavāha anaṇa vicara loke, desetu bhagavā dhammaṃ aññātāro bhavissantīti. |7| 
Thus spoke Brahmâ Sahampati; and when he had thus spoken, he further said:  'The Dhamma hitherto manifested in the country of Magadha has been impure, thought out by contaminated men. But do thou now open the door of the Immortal; let them hear the doctrine discovered by the spotless One!  'As a man standing on a rock, on mountain's top, might overlook the people all around, thus, O wise One, ascending to the highest palace of Truth, look down, all-seeing One, upon the people lost in suffering, overcome by birth and decay,--thou, who hast freed thyself from suffering!  'Arise, O hero; O victorious One! Wander through the world, O leader of the pilgrim band, who thyself art free from debt. May the Blessed One preach the doctrine; there will be people who can understand it!' 
ท้าวสหัมบดีพรหมได้กราบทูลดังนี้แล้ว จึงกราบทูลเป็นประพันธคาถาต่อไปว่า:-  (พรหมนิคนคาถา) เมื่อก่อนธรรมไม่บริสุทธิ์อันคนมีมลทินทั้งหลาย คิดแล้วได้ปรากฏในมคธชนบท ขอพระองค์ได้โปรดทรงเปิดประตูแห่งอมตธรรมนี้  ขอสัตว์ทั้งหลายจงฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หมดมลทินตรัสรู้แล้วตามลำดับเปรียบเหมือนบุรุษมีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขา ซึ่งล้วนแล้วด้วยศิลา พึงเห็นชุมชนได้โดยรอบฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาดี มีพระปัญญาจักษุรอบคอบ ขอพระองค์ผู้ปราศจากความโศกจงเสด็จขั้น สู่ปราสาท อันสำเร็จด้วยธรรม แล้วทรง พิจารณาชุมชนผู้เกลื่อนกล่นด้วยความโศกผู้อันชาติและชราครอบงำแล้ว มีอุปมัยฉันนั้นเถิด  ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ทรงชนะสงความ ผู้นำหมู่หาหนี้มิได้ ขอพระองค์จงทรงอุตสาหะเที่ยวไปในโลกเถิด ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดแสดงธรรมเพราะสัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี. 
อิทมโวจ พฺรหฺมา สหมฺปติ อิทํ วตฺวาน อถาปรํ เอตทโวจ  “ปาตุรโหสิ มคเธสุ ปุพฺเพ. ธมฺโม อสุทฺโธ สมเลหิ จินฺติโต. อปาปุเรตํ อมตสฺส ทฺวารํ. สุณนฺตุ ธมฺมํ วิมเลนานุพุทฺธํฯ  “เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต. ยถาปิ ปสฺเส ชนตํ สมนฺตโต. ตถูปมํ ธมฺมมยํ สุเมธ. ปาสาทมารุยฺห สมนฺตจกฺขุ. โสกาวติณฺณํ ชนตมเปตโสโก. อเวกฺขสฺสุ ชาติชราภิภูตํฯ  “อุฏฺเฐหิ วีร วิชิตสงฺคาม. สตฺถวาห อณณ วิจร โลเก. เทสสฺสุ ภควา ธมฺมํ.อญฺญาตาโร ภวิสฺสนฺตี”ติฯ 
evaṃ vutte bhagavā Brahmānaṃ Sahampatiṃ etad avoca:  mayhaṃ kho Brahme etad ahosi:  adhigato kho my āyaṃ dhammo gambhīro duddaso duranubodho . . . sā mam’ assa vihesā ’ti.  api ’ssu maṃ Brahme imā anacchariyā gāthāyo  paṭibhaṃsu pubbe me assutapubbā . . . āvuṭā ’ti.  iti ha me Brahme paṭisañcikkhato appossukkatāya cittaṃ namati no dhammadesanāyā ’ti. |8| 
When he had spoken thus, the Blessed One said to Brahmâ Sahampati:  'The following thought, Brahmâ, has occurred to me:  "I have penetrated this doctrine, . . . . ."  And also, Brahmâ, the following . . . . stanzas have presented themselves to my mind, which had not been heard (by me) before:  "With great pains, . . . . (&c., down to end of § 3).  " When I pondered over this matter, Brahmâ, my mind became inclined to remain in quiet, and not to preach the doctrine.' 
[เอวํ วุตฺเต ภควา พฺรหฺมานํ สหมฺปตึ เอตทโวจ  “มยฺหมฺปิ โข พฺรหฺเม เอตทโหสิ  ‘อธิคโตโข มฺยายํ ธมฺโม คมฺภีโร ทุทฺทโส ทุรนุโพโธ สนฺโต ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนีโย. อาลยรามา โข ปนายํ ปชา อาลยรตา อาลยสมฺมุทิตา. อาลยรามาย โข ปน ปชาย อาลยรตาย อาลยสมฺมุทิตาย ทุทฺทสํ อิทํ ฐานํ ยทิทํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปาโท อิทมฺปิ โข ฐานํ สุทุทฺทสํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหากฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ. อหญฺเจว โข ปน ธมฺมํ เทเสยฺยํ ปเร จ เม น อาชาเนยฺยุํ โส มมสฺส กิลมโถ สา มมสฺส วิเหสา’ติ.  อปิสฺสุ มํ พฺรหฺเม อิมา อนจฺฉริยา คาถาโย  ปฏิภํสุ ปุพฺเพ อสฺสุตปุพฺพา ‘กิจฺเฉน เม อธิคตํ หลํ ทานิ ปกาสิตุํ. ราคโทสปเรเตหิ นายํ ธมฺโม สุสมฺพุโธฯ ‘ปฏิโสตคามึ นิปุณํ คมฺภีรํ ทุทฺทสํ อณุํ. ราครตฺตา น ทกฺขนฺติ ตโมขนฺเธน อาวุฏา’ติฯ  อิติห เม พฺรหฺเม ปฏิสญฺจิกฺขโต อปฺโปสฺสุกฺกตาย จิตฺตํ นมติ โน ธมฺมเทสนายา”ติ. 
dutiyam pi kho Brahmā Sahampati bhagavantaṃ etad avoca:  desetu bhante bhagavā dhammaṃ . . . aññātāro bhavissantīti.  dutiyam pi kho bhagavā Brahmānaṃ Sahampatiṃ etad avoca:  mayham pi kho Brahme etad ahosi:  adhigato kho my āyaṃ dhammo gambhīro duddaso duranubodho . . . sā mam’ assa vihesā ’ti.  api ’ssu maṃ Brahme imā anacchari9ā gāthā9o paṭibhaṃsu pubbe me assutapubbā. . . āvuṭā ’ti.  iti ha me Brahme paṭisañcikkhato appossukkatāya cittaṃ namati no dhammadesanāyā ’ti. |9| 
And a second time Brahmâ Sahampati said to the Blessed One:  'Lord, may the Blessed One preach the doctrine, . . . . .'  And for the second time the Blessed One said to Brahmâ Sahampati:  'The following thought . . . . (&c., as before).' 
ทุติยมฺปิ โข พฺรหฺมา สหมฺปติ ภควนฺตํ เอตทโวจ  “เทเสตุ ภนฺเต ภควา ธมฺมํ เทเสตุ สุคโต ธมฺมํ สนฺติ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา อสฺสวนตา ธมฺมสฺส ปริหายนฺติ ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโร”ติ. อิทมโวจ พฺรหฺมา สหมฺปติ อิทํ วตฺวาน อถาปรํ เอตทโวจ “ปาตุรโหสิ มคเธสุ ปุพฺเพ. ธมฺโม อสุทฺโธ สมเลหิ จินฺติโต. อปาปุเรตํ อมตสฺส ทฺวารํ. สุณนฺตุ ธมฺมํ วิมเลนานุพุทฺธํฯ “เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต. ยถาปิ ปสฺเส ชนตํ สมนฺตโต. ตถูปมํ ธมฺมมยํ สุเมธ. ปาสาทมารุยฺห สมนฺตจกฺขุ. โสกาวติณฺณํ ชนตมเปตโสโก. อเวกฺขสฺสุ ชาติชราภิภูตํฯ “อุฏฺเฐหิ วีร วิชิตสงฺคาม. สตฺถวาห อณณ วิจร โลเก. เทสสฺสุ ภควา ธมฺมํ. อญฺญาตาโร ภวิสฺสนฺตี”ติฯ  ทุติยมฺปิ โข ภควา พฺรหฺมานํ สหมฺปตึ เอตทโวจ  “มยฺหมฺปิ โข พฺรหฺเม เอตทโหสิ  ‘อธิคโต โข มฺยายํ ธมฺโม คมฺภีโร ทุทฺทโส ทุรนุโพโธ สนฺโต ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนีโย. อาลยรามา โข ปนายํ ปชา อาลยรตา อาลยสมฺมุทิตา. อาลยรามาย โข ปน ปชาย อาลยรตาย อาลยสมฺมุทิตาย ทุทฺทสํ อิทํ ฐานํ ยทิทํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปาโท อิทมฺปิ โข ฐานํ สุทุทฺทสํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหากฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ. อหญฺเจว โข ปน ธมฺมํ เทเสยฺยํ ปเร จ เม น อาชาเนยฺยุํ โส มมสฺส กิลมโถ สา มมสฺส วิเหสา’ติ.  อปิสฺสุ มํ พฺรหฺเม อิมา อนจฺฉริยา คาถาโย ปฏิภํสุ ปุพฺเพ อสฺสุตปุพฺพา ‘กิจฺเฉน เม อธิคตํ หลํ ทานิ ปกาสิตุํ. ราคโทสปเรเตหิ นายํ ธมฺโม สุสมฺพุโธฯ ‘ปฏิโสตคามึ นิปุณํ คมฺภีรํ ทุทฺทสํ อณุํ. ราครตฺตา น ทกฺขนฺติ ตโมขนฺเธน อาวุฏา’ติฯ  อิติห เม พฺรหฺเม ปฏิสญฺจิกฺขโต อปฺโปสฺสุกฺกตาย จิตฺตํ นมติ โน ธมฺมเทสนายา”ติ. 
tatiyam pi kho Brahmā Sahampati bhagavantaṃ etad avoca:  desetu bhante bhagavā dhammaṃ . . . aññātāro bhavissantīti. 
And a third time Brahmâ Sahampati said to the Blessed One:  'Lord, may the Blessed One preach the doctrine, . . . . (&c., as before).' 
ตติยมฺปิ โข พฺรหฺมา สหมฺปติ ภควนฺตํ เอตทโวจ  “เทเสตุ ภนฺเต ภควา ธมฺมํ เทเสตุ สุคโต ธมฺมํ. สนฺติ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา อสฺสวนตา ธมฺมสฺส ปริหายนฺติ ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโร”ติ. อิทมโวจ พฺรหฺมา สหมฺปติ อิทํ วตฺวาน อถาปรํ เอตทโวจ “ปาตุรโหสิ มคเธสุ ปุพฺเพ. ธมฺโม อสุทฺโธ สมเลหิ จินฺติโต. อปาปุเรตํ อมตสฺส ทฺวารํ. สุณนฺตุ ธมฺมํ วิมเลนานุพุทฺธํฯ “เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต. ยถาปิ ปสฺเส ชนตํ สมนฺตโต. ตถูปมํ ธมฺมมยํ สุเมธ. ปาสาทมารุยฺห สมนฺตจกฺขุ. โสกาวติณฺณํ ชนตมเปตโสโก. อเวกฺขสฺสุ ชาติชราภิภูตํฯ “อุฏฺเฐหิ วีร วิชิตสงฺคาม. สตฺถวาห อณณ วิจร โลเก. เทสสฺสุ ภควา ธมฺมํ. อญฺญาตาโร ภวิสฺสนฺตี”ติฯ 
atha kho bhagavā Brahmuno ca ajjhesanaṃ viditvā sattesu ca kāruññataṃ paṭicca buddhacakkhunā lokaṃ volokesi.  addasa kho bhagavā buddhacakkhunā lokaṃ volokento satte apparajakkhe mahārajakkhe tikkhindriye mudindriye svākāre dvākāre suviññāpaye duviññāpaye appekacce paralokavajjabhayadassāvino viharante. |10| 
Then the Blessed One, when he had heard Brahmâ's solicitation, looked, full of compassion towards sentient beings, over the world, with his (all-perceiving) eye of a Buddha.  And the Blessed One, looking over the world with his eye of a Buddha, saw beings whose mental eyes were darkened by scarcely any dust, and beings whose eyes were covered by much dust, beings sharp of sense and blunt of sense, of good disposition and of bad disposition, easy to instruct and difficult to instruct, some of them seeing the dangers of future life and of sin. 
(ทรงพิจารณาสัตว์โลกเปรียบด้วยดอกบัว) [๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบคำทูลอาราธนาของพรหมและทรงอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์ จึงทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักขุ  เมื่อตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักขุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยก็มี ที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุมากก็มี ที่มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี ที่มีอินทรีย์อ่อนก็มี ที่มีอาการดีก็มี ที่มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ยากก็มี ที่มีปรกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ก็มี. 
๙. อถ โข ภควา พฺรหฺมุโน จ อชฺเฌสนํ วิทิตฺวา สตฺเตสุ จ การุญฺญตํ ปฏิจฺจ พุทฺธจกฺขุนา โลกํ โวโลเกสิ.  อทฺทสา โข ภควา พุทฺธจกฺขุนา โลกํ โวโลเกนฺโต สตฺเต อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย อปฺเปกจฺเจ ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิเน วิหรนฺเต อปฺเปกจฺเจ น ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิเน วิหรนฺเต. 
seyyathāpi nāma uppaliniyaṃ vā paduminiyaṃ vā puṇḍarīkiniyaṃ vā appekaccāni uppalāni vā padumāni vā puṇḍarīkāni vā udake jātāni udake saṃvaḍḍhāni udakānuggatāni antonimuggaposīni, appekaccāni uppalāni vā padumāni vā puṇḍarīkāni vā udake jātāni udake saṃvaḍḍhāni samodakaṇ ṭhitāni, appekaccāni uppalāni vā padumāni vā puṇḍarīkāni vā udake jātāni udake saṃvaḍḍhāni udakā accuggamma ṭhitāni anupalittāni udakena, |11| 
As, in a pond of blue lotuses, or water-roses, or white lotuses, some blue lotuses, or water-roses, or white lotuses, born in the water, grown up in the water, do not emerge over the water, but thrive hidden under the water; and other blue lotuses, or water-roses, or white lotuses, born in the water, grown up in the water, reach to the surface of the water; and other blue lotuses, or water-roses, or white lotuses, born in the water, grown up in the water, stand emerging out of the water, and the water does not touch them,-- 
มีอุปมาเหมือนดอกอุบลในกออุบล ดอกปทุมในกอปทุม หรือดอกบุณฑริกในกอบุณฑริก ที่เกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ งอกงามแล้วในน้ำบางเหล่ายังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว 
เสยฺยถาปิ นาม อุปฺปลินิยํ วา ปทุมินิยํ วา ปุณฺฑรีกินิยํ วา อปฺเปกจฺจานิ อุปฺปลานิ วา ปทุมานิ วา ปุณฺฑรีกานิ วา อุทเก ชาตานิ อุทเก สํวฑฺฒานิ อุทกานุคฺคตานิ อนฺโต นิมุคฺคโปสีนิ อปฺเปกจฺจานิ อุปฺปลานิ วา ปทุมานิ วา ปุณฺฑรีกานิ วา อุทเก ชาตานิ อุทเก สํวฑฺฒานิ สโมทกํ ฐิตานิ อปฺเปกจฺจานิ อุปฺปลานิ วา ปทุมานิ วา ปุณฺฑรีกานิ วา อุทเก ชาตานิ อุทเก สํวฑฺฒานิ อุทกํ อจฺจุคฺคมฺม ฐิตานิ อนุปลิตฺตานิ อุทเกน 
evam eva bhagavā buddhacakkhunā lokaṃ volokento addasa satte apparajakkhe mahārajakkhe (7) tikkhindriye mudindriye svākāre dvākāre suviññāpaye duviññāpaye appekacce paralokavajjabhayadassāvino viharante, disvāna Brahmānaṃ Sahampatiṃ gāthāya ajjhabhāsi:  apārutā tesaṃ amatassa dvārā ye sotavanto, pamuñcantu saddhaṃ. vihiṃsasaññī paguṇaṃ na bhāsi dhammaṃ paṇītaṃ manujesu Brahme ’ti. |12| 
Thus the Blessed One, looking over the world with his eye of a Buddha, saw beings whose mental eyes were darkened, . . . . (&c., the text repeats § 10); and when he had thus seen them, he addressed Brahmâ Sahampati in the following stanza:  'Wide opened is the door of the Immortal to all who have ears to hear; let them send forth faith to meet it. The Dhamma sweet and good I spake not, Brahmâ, despairing of the weary task, to men.' 
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักขุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุมากบางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวกมีอาการดี บางพวกมีอาการทราม บางพวกสอนให้รู้ได้ง่าย บางพวกสอนให้รู้ได้ยาก บางพวกมีปรกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ ฉันนั้น เหมือนกัน ครั้นแล้วได้ตรัสดาถาตอบท้าวสหัมบดีพรหมว่า ดังนี้:-  เราเปิดประตูอมตะแก่ท่านแล้ว สัตว์เหล่าใดจะฟัง จงปล่อยศรัทธามาเถิด ดูก่อนพรหม เพราะเรามีความสำคัญในความลำบาก จงไม่แสดงธรรมที่เราคล่องแคล่วประณีต ในหมู่มนุษย์. 
เอวเมวํ ภควา พุทฺธจกฺขุนา โลกํ โวโลเกนฺโต อทฺทส สตฺเต อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย อปฺเปกจฺเจ ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิเน วิหรนฺเต อปฺเปกจฺเจ น ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิเน วิหรนฺเต ทิสฺวาน พฺรหฺมานํ สหมฺปตึ คาถาย ปจฺจภาสิ  “อปารุตา เตสํ อมตสฺส ทฺวารา. เย โสตวนฺโต ปมุญฺจนฺตุ สทฺธํ. วิหึสสญฺญี ปคุณํ น ภาสึ. ธมฺมํ ปณีตํ มนุเชสุ พฺรหฺเม”ติฯ 
atha kho Brahmā Sahampati katāvakāso kho ’mhi bhagavatā dhammadesanāyā ’ti bhagavantaṃ abhivādetvā padakkhiṇaṃ katvā tatth’ ev’ antaradhāyi. |13| 
Then Brahmâ Sahampati understood: 'The Blessed One grants my request that He should preach the doctrine.' And he bowed down before the Blessed One, and passed round him with his right side towards him; and then he straightway disappeared. 
ครั้นท้าวสหัมบดีพรหมทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานโอกาสเพื่อจะแสดงธรรมแล้ว จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทำประทักษิณแล้ว อันตรธานไปในที่นั้นแล. 
อถ โข พฺรหฺมา สหมฺปติ “กตาวกาโส โขมฺหิ ภควตา ธมฺมเทสนายา”ติ ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายิ. 
Brahmayācanakathā niṭṭhitā. ||5|| 
Here ends the story of Brahmâ's request. 
พรหมยาจนกถา จบ 
พฺรหฺมยาจนกถา นิฏฺฐิตา. 
atha kho bhagavato etad ahosi: kassa nu kho ahaṃ paṭhamaṃ dhammaṃ deseyyaṃ, ko imaṃ dhammaṃ khippam eva ājānissatīti.  atha kho bhagavato etad ahosi: ayaṃ kho Āḷāro Kālāmo paṇḍito vyatto medhāvī dīgharattaṃ apparajakkhajātiko.  yaṃ nūnāhaṃ Āḷārassa Kālāmassa paṭhamaṃ dhammaṃ deseyyaṃ, so imaṃ dhammaṃ khippam eva ājānissatīti. |1| 
Now the Blessed One thought: 'To whom shall I preach the doctrine first? Who will understand this doctrine easily?'  And the Blessed One thought: 'There is Âlâra Kâlâma; he is clever, wise, and learned; long since have the eye of his mind been darkened by scarcely any dust.  What if I were to preach the doctrine first to Âlâra Kâlâma? He will easily understand this doctrine.' 
พุทธปริวิตกกถา [๑๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงดำริว่า เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน  ครั้นแล้วทรงพระดำริต่อไปว่าอาฬารดาบสกาลามโคตรนี้แล เป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญามีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยเป็นปรกติมานาน  ถ้ากระไร เราพึงแสดงธรรมแก่อาฬารดาบสกาลามโคตรก่อน เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน 
(๖. ปญฺจวคฺคิยกถา) ๑๐. อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “กสฺส นุ โข อหํ ปฐมํ ธมฺมํ เทเสยฺยํ? โก อิมํ ธมฺมํ ขิปฺปเมว อาชานิสฺสตี”ติ?  อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “อยํ โข อาฬาโร กาลาโม ปณฺฑิโต พฺยตฺโต เมธาวี ทีฆรตฺตํ อปฺปรชกฺขชาติโก  ยํนูนาหํ อาฬารสฺส กาลามสฺส ปฐมํ ธมฺมํ เทเสยฺยํ โส อิมํ ธมฺมํ ขิปฺปเมว อาชานิสฺสตี”ติ. 
atha kho antarahitā devatā bhagavato ārocesi: sattāhakālaṃkato bhante Āḷāro Kālāmo ’ti.  bhagavato pi kho ñāṇaṃ udapādi sattāhakālaṃ kato Āḷāro Kālāmo ’ti.  atha kho bhagavato etad ahosi: mahājāniyo kho Āḷāro Kālāmo, sace hi so imaṃ dhammaṃ suṇeyya, khippam eva ājāneyyā ’ti. |2| 
Then an invisible deity said to the Blessed One: 'Âlâra Kâlâma has died, Lord, seven days ago.'  And knowledge sprang up in the Blessed One's mind that Âlâra Kâlâma had died seven days ago.  And the Blessed One thought: 'Highly noble was Alâra Kâlâma. If he had heard my doctrine, he would easily have understood it.' 
ทีนั้น เทพดาอันตรธานมากราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อาฬารดาบสกาลามโคตร สิ้นชีพได้ ๗ วันแล้ว  พระพุทธเจ้าข้า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงทราบว่า อาฬารคาบสกาลามโคตรสิ้นชีพได้ ๗ วันแล้ว  จึงทรงพระดำริว่าอาฬารดาบสกาลามโคตรเป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่ เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้จะพึงรู้ทั่วถึงได้ฉับพลัน. 
อถ โข อนฺตรหิตา เทวตา ภควโต อาโรเจสิ “สตฺตาหกาลงฺกโต ภนฺเต อาฬาโร กาลาโม”ติ.  ภควโตปิ โข ญาณํ อุทปาทิ “สตฺตาหกาลงฺกโต อาฬาโร กาลาโม”ติ.  อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “มหาชานิโย โข อาฬาโร กาลาโม สเจ หิ โส อิมํ ธมฺมํ สุเณยฺย ขิปฺปเมว อาชาเนยฺยา”ติ. 
atha kho bhagavato etad ahosi: kassa nu kho ahaṃ paṭhamaṃ dhammaṃ deseyyaṃ, ko imaṃ dhammaṃ khippam eva ājānissatīti.  atha kho bhagavato etad ahosi: ayaṃ kho Uddako Rāmaputto paṇḍito vyatto medhāvī dīgharattaṃ apparajakkhajātiko.  yaṃ nūnāhaṃ Uddakassa Rāmaputtassa paṭhamaṃ dhammaṃ deseyyaṃ, so imaṃ dhammaṃ khippam eva ājānissatīti. |3| 
Then the Blessed One thought: 'To whom shall I preach the doctrine first? Who will understand this doctrine easily?'  And the Blessed One thought: 'There is Uddaka Râmaputta; he is clever, wise, and learned; long since have the eye or his mind been darkened by scarcely any dust.  What if I were to preach the doctrine first to Uddaka Râmaputta? He will easily understand this doctrine.' 
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำริว่า เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน  ครั้นแล้วทรงพระดำริต่อไปว่าอุทกดาบสรามบุตรนี้แลเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญา มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยเป็นปรกติมานาน  ถ้ากระไร เราพึงแสดงธรรมแก่อุทกดาบสรามบุตรก่อนเธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน 
อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “กสฺส นุ โข อหํ ปฐมํ ธมฺมํ เทเสยฺยํ? โก อิมํ ธมฺมํ ขิปฺปเมว อาชานิสฺสตี”ติ? อถ โข ภควโต เอตทโหสิ  “อยํ โข อุทโก รามปุตฺโต ปณฺฑิโต พฺยตฺโต เมธาวี ทีฆรตฺตํ อปฺปรชกฺขชาติโก  ยํนูนาหํ อุทกสฺส รามปุตฺตสฺส ปฐมํ ธมฺมํ เทเสยฺยํ โส อิมํ ธมฺมํ ขิปฺปเมว อาชานิสฺสตี”ติ. 
atha kho antarahitā devatā bhagavato ārocesi: abhidosakālaṃkato bhante Uddako Rāmaputto ’ti.  bhagavato pi kho ñāṇaṃ udapādi abhidosakālaṃkato Uddako Rāmaputto ’ti.  atha kho bhagavato etad ahosi: mahājāniyo kho Uddako Rāmaputto, sace hi so imaṃ dhammaṃ suṇeyya, khippam eva ājāneyyā ’ti. |4| 
Then an invisible deity said to the Blessed One: 'Uddaka Râmaputta has died, Lord, yesterday evening.'  And knowledge arose in the Blessed One's mind that Uddaka Râmaputta had died the previous evening.  And the Blessed One thought: 'Highly noble was Uddaka Râmaputta. If he had heard my doctrine, he would easily have understood it.' 
ทีนั้น เทพดาอันตธานมากราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อุทกดาบสรามบุตรสิ้นชีพเสียวานนี้แล้ว  พระพุทธเจ้าข้าแม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงทราบว่า อุทกดาบสรามบุตรสิ้นชีพเสียวานนี้แล้ว  จึงทรงพระดำริว่าอุทกดาบสรามบุตรนี้ เป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่ เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้ จะพึงรู้ทั่วถึงได้ฉับพลัน. 
อถ โข อนฺตรหิตา เทวตา ภควโต อาโรเจสิ “อภิโทสกาลงฺกโต ภนฺเต อุทโก รามปุตฺโต”ติ.  ภควโตปิ โข ญาณํ อุทปาทิ “อภิโทสกาลงฺกโต อุทโก รามปุตฺโต”ติ.  อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “มหาชานิโย โข อุทโก รามปุตฺโต สเจ หิ โส อิมํ ธมฺมํ สุเณยฺย ขิปฺปเมว อาชาเนยฺยา”ติ 
atha kho bhagavato etad ahosi: kassa nu kho ahaṃ paṭhamaṃ dhammaṃ deseyyaṃ, ko imaṃ dham-(8)maṃ khippam eva ājānissatīti. 
Then the Blessed One thought: 'To whom shall I preach the doctrine first? Who will understand this doctrine easily?' 
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำริว่า เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน 
อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “กสฺส นุ โข อหํ ปฐมํ ธมฺมํ เทเสยฺยํ? โก อิมํ ธมฺมํ ขิปฺปเมว อาชานิสฺสตี”ติ? 
atha kho bhagavato etad ahosi: bahūpakārā kho ’me pañcavaggiyā bhikkhū, ye maṃ padhānapahitattaṃ upaṭṭhahiṃsu.  yaṃ nūnāhaṃ pañcavaggiyānaṃ bhikkhūnaṃ paṭhamaṃ dhammaṃ deseyyan ti. |5| 
And the Blessed One thought: 'The five Bhikkhus have done many services to me; they attended on me during the time of my exertions (to attain sanctification by undergoing austerities).  What if I were to preach the doctrine first to the five Bhikkhus?' 
ครั้นแล้วทรงพระดำริต่อไปว่าภิกษุปัญจวัคคีย์มีอุปการะแก่เรามาก ได้บำรุงเราผู้ตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรอยู่  ถ้ากระไรเราพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ก่อน 
อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “พหุการา โข เม ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู เย มํ ปธานปหิตตฺตํ อุปฏฺฐหึสุ  ยํนูนาหํ ปญฺจวคฺคิยานํ ภิกฺขูนํ ปฐมํ ธมฺมํ เทเสยฺย”นฺติ. 
atha kho bhagavato etad ahosi:  kahaṃ nu kho etarahi pañcavaggiyā bhikkhū viharantīti.  addasa kho bhagavā dibbena cakkhunā visuddhena atikkantamānusakena pañcavaggiye bhikkhū Bārāṇasiyaṃ viharante Isipatane migadāye.  atha kho bhagavā Uruvelāyaṃ yathābhirantaṃ viharitvā yena Bārāṇasī tena cārikaṃ pakkāmi. |6| 
Now the Blessed One thought:  'Where do the five Bhikkhus dwell now?'  And the Blessed One saw by the power of his divine, clear vision, surpassing that of men, that the five Bhikkhus were living at Benares, in the deer park Isipatana.  And the Blessed One, after having remained at Uruvelâ as long as he thought fit, went forth to Benares. 
ครั้นแล้วได้ทรงพระดำริต่อไปว่า  บัดนี้ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี ด้วยทิพพจักขุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุมนุษย์  ครั้งพระองค์ประทับอยู่ ณ อุรุเวลาประเทศตามควรแก่พุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปทางพระนครพาราณสี. 
อถ โข ภควโต เอตทโหสิ  “กหํ นุ โข เอตรหิ ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู วิหรนฺตี”ติ?  อทฺทสา โข ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู พาราณสิยํ วิหรนฺเต อิสิปตเน มิคทาเย.  อถ โข ภควา อุรุเวลายํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน พาราณสี เตน จาริกํ ปกฺกามิ. 
addasa kho Upako ājīviko bhagavantaṃ antarā ca Gayaṃ antarā ca bodhiṃ addhānamaggapaṭipannaṃ, disvāna bhagavantaṃ etad avoca:  vippasannāni kho te āvuso indriyāni, parisuddho chavivaṇṇo pariyodāto.  kaṃ ’si tvaṃ āvuso uddissa pabbajito, ko vā te satthā, kassa vā tvaṃ dhammaṃ rocesīti. |7| 
Now Upaka, a man belonging to the Âgîvaka sect (i.e. the sect of naked ascetics), saw the Blessed One travelling on the road, between Gayâ and the Bodhi tree; and when he saw him, he said to the Blessed One:  'Your countenance, friend, is serene; your complexion is pure and bright.  In whose name, friend, have you retired from the world? Who is your teacher? Whose doctrine do you profess?' 
เรื่องอุปกาชีวก [๑] อาชีวกชื่ออุปกะได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินทางไกลระหว่างแม่น้ำคยาและไม้โพธิพฤกษ์ ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ดูก่อนอาวุโส อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง  ดูก่อนอาวุโส ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบธรรมของใคร 
๑๑. อทฺทสา โข อุปโก อาชีวโก ภควนฺตํ อนฺตรา จ คยํ อนฺตรา จ โพธึ อทฺธานมคฺคปฺปฏิปนฺนํ ทิสฺวาน ภควนฺตํ เอตทโวจ  “วิปฺปสนฺนานิ โข เต อาวุโส อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต.  กํสิ ตฺวํ อาวุโส อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต? โก วา เต สตฺถา? กสฺส วา ตฺวํ ธมฺมํ โรเจสี”ติ? 
evaṃ vutte bhagavā Upakaṃ ājīvikaṃ gāthāhi ajjhabhāsi:  sabbābhibhū sabbavidū ’ham asmi sabbesu dhammesu anupalitto sabbañjaho taṇhakkhaye vimutto, sayaṃ abhiññāya kam uddiseyyaṃ. | na me ācariyo atthi, sadiso me na vijjati, sadevakasmiṃ lokasmiṃ n’ atthi me paṭipuggalo. | ahaṃ hi arahā loke, ahaṃ satthā anuttaro, eko ’mhi sammāsambuddho, sītibhūto ’smi nibbuto. | dhammacakkaṃ pavattetuṃ gacchāmi Kāsinaṃ puraṃ, andhabhūtasmi lokasmiṃ āhañhi amatadudrabhin ti. |8| 
When Upaka the Âgîvaka had spoken thus, the Blessed One addressed him in the following stanzas:  'I have overcome all foes; I am all-wise; I am free from stains in every way; I have left everything; and have obtained emancipation by the destruction of desire. Having myself gained knowledge, whom should I call my master? I have no teacher; no one is equal to me; in the world of men and of gods no being is like me. I am the holy One in this world, I am the highest teacher, I alone am the absolute Sambuddha; I have gained coolness (by the extinction of all passion) and have obtained Nirvâna. To found the Kingdom of Truth I go to the city of the Kâsis (Benares); I will beat the drum of the Immortal in the darkness of this world.' 
เมื่ออุปกาชีวกกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาตอบ อุปกาชีวกว่าดังนี้:-  เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้ธรรมทั้งปวงอันตัณหาและทิฏฐิ ไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง ละธรรมเป็นไปในภูมิสานได้หมด พ้นแล้วเพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา เราตรัส รู้ยิ่งเองแล้วจะพึงอ้างใครเล่าอาจารย์ของเราไม่มี คนเช่นเราก็ไม่มี บุคคลเสมอเหมือนเราก็ไม่มี ในโลกกับทั้งเทวโลกเพราะเราเป็นพระอรหันต์ในโลกเราเป็นศาสดาหาศาสดาอื่นยิ่งกว่ามิได้ เราผู้เดียวเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เราเป็นผู้เย็นใจ ดับกิเลสได้แล้ว เราจะไปเมืองในแคว้นกาสี เพื่อประกาศธรรมจักรให้เป็นไป เราจะตีกลองอมตะในโลกอันมืด เพื่อให้สัตว์ได้ธรรมจักษุ. 
เอวํ วุตฺเต ภควา อุปกํ อาชีวกํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ  “สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต. สพฺพญฺชโห ตณฺหากฺขเย วิมุตฺโต สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํฯ “น เม อาจริโย อตฺถิ สทิโส เม น วิชฺชติ. สเทวกสฺมึ โลกสฺมึ นตฺถิ เม ปฏิปุคฺคโลฯ “อหญฺหิ อรหา โลเก อหํ สตฺถา อนุตฺตโร. เอโกมฺหิ สมฺมาสมฺพุทฺโธ สีติภูโตสฺมิ นิพฺพุโตฯ “ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตตุํ คจฺฉามิ กาสินํ ปุรํ. อนฺธีภูตสฺมึ โลกสฺมึ อาหญฺฉํ อมตทุนฺทุภิ”นฺติฯ 
yathā kho tvaṃ āvuso paṭijānāsi arah’ asi anantajino ’ti:  mādisā ve jinā honti ye pattā āsavakkhayaṃ, jitā me pāpakā dhammā tasmāham Upaka jino ’ti.  evaṃ vutte Upako ājīviko hupeyya āvuso ’ti vatvā sīsaṃ okampetvā ummaggaṃ gahetvā pakkāmi. |9| 
(Upaka replied): 'You profess then, friend, to be the holy, absolute Gina.'  (Buddha said): 'Like me are all Ginas who have reached extinction of the Âsavas; I have overcome (gitâ me) all states of sinfulness; therefore, Upaka, am I the Gina.'  When he had spoken thus, Upaka the Âgîvaka replied: 'It may be so, friend;' shook his head, took another road, and went away. 
อุปกาชีวกทูลว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านปฏิญาณโดยประการใด ท่านควรเป็นผู้ชนะหาที่สุดมิได้ โดยประการนั้น.  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลเหล่าใดถึงความสิ้นอาสวะแล้วบุคคลเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ชนะเช่นเรา ดูก่อนอุปกะ เราชนะธรรมอันลามกแล้วเพราะฉะนั้นเราจึงชื่อว่าเป็นผู้ชนะ  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อุปกาชีวกทูลว่า พึงเป็นผู้ชนะเถิดท่านผู้มีอายุดังนี้แล้ว ก้มศีรษะลงแล้วแยกทางหลีกไป. เรื่องอุปกาชีวก จบ 
ยถา โข ตฺวํ อาวุโส ปฏิชานาสิ อรหสิ อนนฺตชิโนติ.  “มาทิสา เว ชินา โหนฺติ เย ปตฺตา อาสวกฺขยํ. ชิตา เม ปาปกา ธมฺมา ตสฺมาหมุปก ชิโน”ติฯ  เอวํ วุตฺเต อุปโก อาชีวโก หุเปยฺยปาวุโสติ วตฺวา สีสํ โอกมฺเปตฺวา อุมฺมคฺคํ คเหตฺวา ปกฺกามิ. 
atha kho bhagavā anupubbena cārikaṃ caramāno yena Bārāṇasī Isipatanamigadāyo yena pañcavaggiyā bhikkhū ten’ upasaṃkami.  addasaṃsu kho pañcavaggiyā bhikkhū bhagavantaṃ dūrato ’va āgacchantaṃ, disvāna aññamaññaṃ saṇṭhapesuṃ:  ayaṃ āvuso samaṇo Gotamo āgacchati bāhulliko (9) padhānavibbhanto āvatto bāhullāya.  so n’ eva abhivādetabbo na paccuṭṭhātabbo nāssa pattacīvaraṃ paṭiggahetabbaṃ, api ca kho āsanaṃ ṭhapetabbaṃ, sace ākaṅkhissati nisīdissatīti. |10| 
And the Blessed One, wandering from place to place, came to Benares, to the deer park Isipatana, to the place where the five Bhikkhus were.  And the five Bhikkhus saw the Blessed One coming from afar; when they saw him, they concerted with each other, saying,  'Friends, there comes the samana Gotama, who lives in abundance, who has given up his exertions, and who has turned to an abundant life.  Let us not salute him; nor rise from our seats when he approaches; nor take his bowl and his robe from his hands. But let us put there a seat; if he likes, let him sit down.' 
เรื่องพระปัญจวัคคีย์ [๑๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เสด็จเข้าไปทางสำนักพระปัญจวัคคีย์  พระปัญจวัคคีย์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล แล้วได้นัดหมายกันและกันว่า  ท่านทั้งหลาย พระสมณะโคตมนี้เป็นผู้มักมาก คลายความเพียร เวียนนาเพื่อความเป็นคนมักมาก กำลังเสด็จมา  พวกเราไม่พึงอภิวาท ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับพระองค์ ไม่พึงรับบาตรจีวรของพระองค์ แต่พึงวางอาสนะไว้ถ้าพระองค์ปรารถนาก็จักประทับนั่ง 
๑๒. อถ โข ภควา อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน พาราณสี อิสิปตนํ มิคทาโย เยน ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ.  อทฺทสํสุ โข ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควนฺตํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน อญฺญมญฺญํ กติกํ สณฺฐเปสุํ  “อยํ อาวุโส สมโณ โคตโม อาคจฺฉติ พาหุลฺลิโก ปธานวิพฺภนฺโต อาวตฺโต พาหุลฺลาย.  โส เนว อภิวาเทตพฺโพ น ปจฺจุฏฺฐาตพฺโพ นาสฺส ปตฺตจีวรํ ปฏิคฺคเหตพฺพํ อปิ จ โข อาสนํ ฐเปตพฺพํ สเจ โส อากงฺขิสฺสติ นิสีทิสฺสตี”ติ. 
yathā-yathā kho bhagavā pañcavaggiye bhikkhū upasaṃkamati, tathā-tathā te pañcavaggiyā bhikkhū sakāya katikāya asaṇṭhahantā bhagavantaṃ paccuggantvā eko bhagavato pattacīvaraṃ paṭiggahesi, eko āsanaṃ paññāpesi, eko pādodakaṃ pādapīṭhaṃ pādakathalikaṃ upanikkhipi.  nisīdi bhagavā paññatte āsane, nisajja kho bhagavā pāde pakkhālesi.  api ’ssu bhagavantaṃ nāmena ca āvusovādena ca samudācaranti. |11| 
But when the Blessed One gradually approached near unto those five Bhikkhus, the five Bhikkhus kept not their agreement. They went forth to meet the Blessed One; one took his bowl and his robe, another prepared a seat, a third one brought water for the washing of the feet, a foot-stool, and a towel.  Then the Blessed One sat down on the seat they had prepared; and when he was seated, the Blessed One washed his feet.  Now they addressed the Blessed One by his name, and with the appellation 'Friend.' 
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปถึงพระปัญจวัคคีย์ พระปัญจวัคคีย์นั้นไม่ตั้งอยู่ในกติกาของตน ต่างลุกขึ้นต้อนรับพระผู้มีพระภาคเจ้า รูปหนึ่งรับบาตรจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้า รูปหนึ่งปูอาสนะ, รูปหนึ่งจัดหาน้ำล้างพระบาท, รูปหนึ่งจัดตั้งตั่งรองพระบาท, รูปหนึ่งนำกระเบื้องเช็ดพระบาทเข้าไปถวาย  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่พระปัญจวัคคีย์จัดถวาย แล้วทรงล้างพระบาท  ฝ่ายพระปัญจวัคคีย์เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยระบุพระนาม และใช้คำว่า อาวุโส 
ยถา ยถา โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู อุปสงฺกมติ ตถา ตถา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู นาสกฺขิ๎สุ สกาย กติกาย สณฺฐาตุํ อสณฺฐหนฺตา ภควนฺตํ ปจฺจุคฺคนฺตฺวา เอโก ภควโต ปตฺตจีวรํ ปฏิคฺคเหสิ เอโก อาสนํ ปญฺญเปสิ เอโก ปาโททกํ เอโก ปาทปีฐํ เอโก ปาทกฐลิกํ อุปนิกฺขิปิ.  นิสีทิ ภควา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสชฺช โข ภควา ปาเท ปกฺขาเลสิ.  อปิสฺสุ ภควนฺตํ นาเมน จ อาวุโสวาเทน จ สมุทาจรนฺติ. 
evaṃ vutte bhagavā pañcavaggiye bhikkhū etad avoca: mā bhikkhave tathāgataṃ nāmena ca āvusovādena ca samudācaratha.  arahaṃ bhikkhave tathāgato sammāsambuddho. odahatha bhikkhave sotaṃ, amataṃ adhigataṃ, ahaṃ anusāsāmi, ahaṃ dhammaṃ desemi.  yathānusiṭṭhaṃ tathā paṭipajjamānā na cirass’ eva yass’ atthāya kulaputtā sammad eva agārasmā anagāriyaṃ pabbajanti, tad anuttaraṃ brahmacariyapariyosānam diṭṭheva dhamme sayaṃ abhiññā sacchikatvā upasampajja viharissathā ’ti. |12| 
When they spoke to him thus, the Blessed One said to the five Bhikkhus: 'Do not address, O Bhikkhus, the Tathâgata by his name, and with the appellation "Friend."  The Tathâgata, O Bhikkhus, is the holy, absolute Sambuddha. Give ear, O Bhikkhus! The immortal (Amata) has been won (by me);  I will teach you; to you I preach the doctrine. If you walk in the way I show you, you will, ere long, have penetrated to the truth, having yourselves known it and seen it face to face; and you will live in the possession of that highest goal of the holy life, for the sake of which noble youths fully give up the world and go forth into the houseless state. 
เมื่อพระปัญจวัคคีย์กล่าวอย่างนั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสห้ามพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าเรียกตถาคตโดยระบุชื่อ และอย่าใช้คำว่า อาวุโส  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว  เราจะสั่งสอน จะแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว ไม่ช้าสักเท่าไร จักทำให้แจ้งซึ่งคุณอันยอดเยี่ยม อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่. 
เอวํ วุตฺเต ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู เอตทโวจ “มา ภิกฺขเว ตถาคตํ นาเมน จ อาวุโสวาเทน จ สมุทาจรถ .  อรหํ ภิกฺขเว ตถาคโต สมฺมาสมฺพุทฺโธ โอทหถ ภิกฺขเว โสตํ อมตมธิคตํ อหมนุสาสามิ อหํ ธมฺมํ เทเสมิ.  ยถานุสิฏฺฐํ ตถา ปฏิปชฺชมานา นจิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถา”ติ. 
evaṃ vutte pañcavaggiyā bhikkhū bhagavantaṃ etad avocuṃ:  tāya pi kho tvaṃ āvuso Gotama cariyāya tāya paṭipadāya tāya dukkarakārikāya n’ ev’ ajjhagā uttarimanussadhammaṃ alamariyañāṇadassanavisesaṃ, kim pana tvaṃ etarahi bāhulliko padhānavibbhanto āvatto bāhullāya adhigamissasi uttarimanussadhammaṃ alamariyañāṇadassanavisesan ti. |13| 
When he had spoken thus, the five monks said to the Blessed One:  'By those observances, friend Gotama, by those practices, by those austerities, you have not been able to obtain power surpassing that of men, nor the superiority of full and holy knowledge and insight. How will you now, living in abundance, having given up your exertions, having turned to an abundant life, be able to obtain power surpassing that of men, and the superiority of full and holy knowledge and insight?' 
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์พูดทูลค้านพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  อาวุโสโคตม แม้ด้วยจริยานั้น แม้ด้วยปฏิปทานั้น แม้ด้วยทุกกรกิริยานั้น พระองค์ก็ยังไม่ได้บรรลุอุตตริมนุสสธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ก็บัดนี้ พระองค์เป็นผู้มักมากคลายความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก ไฉนจักบรรลุอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐ อย่างสามารถได้เล่า. 
เอวํ วุตฺเต ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ  “ตายปิ โข ตฺวํ อาวุโส โคตม อิริยาย ตาย ปฏิปทาย ตาย ทุกฺกรการิกาย เนวชฺฌคา อุตฺตริ มนุสฺสธมฺมา อลมริยญาณทสฺสนวิเสสํ กึ ปน ตฺวํ เอตรหิ พาหุลฺลิโก ปธานวิพฺภนฺโต อาวตฺโต พาหุลฺลาย อธิคมิสฺสสิ อุตฺตริ มนุสฺสธมฺมา อลมริยญาณทสฺสนวิเสส”นฺติ? 
evaṃ vutte bhagavā pañcavaggiye bhikkhū etad avoca:  na bhikkhave tathāgato bāhulliko, na padhānavibbhanto, na āvatto bāhullāya.  arahaṃ bhikkhave tathāgato sammāsambuddho.  odahatha bhikkhave sotaṃ, amataṃ adhigataṃ, ahaṃ anusāsāmi, ahaṃ dhammaṃ desemi.  yathānusiṭṭham tathā paṭipajjamānā na cirass’ eva yass’ atthāya kulaputtā sammad eva agārasmā anagāriyaṃ pabbajanti, tad anuttaraṃ brahmacariyapariyosānaṃ diṭṭheva dhamme sayaṃ abhiññā sacchikatvā upasampajja viharissathā ’ti. |14| 
When they had spoken thus, the Blessed One said to the five Bhikkhus:  'The Tathâgata, O Bhikkhus, does not live in abundance, he has not given up exertion, he has not turned to an abundant life.  The Tathâgata, O Bhikkhus, is the holy, absolute Sambuddha.  Give ear, O Bhikkhus; the immortal has been won (by me); I will teach you, to you I will preach the doctrine.  If you walk in the way I show you, you will, ere long, have penetrated to the truth, having yourselves known it and seen it face to face; and you will live in the possession of that highest goal of the holy life, for the sake of which noble youths fully give up the world and go forth into the houseless state.' 
เมื่อพระปัญจวัคคีย์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตไม่ใช่เป็นคนมักมาก ไม่ได้เป็นคนคลายความเพียรไม่ได้เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ  พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว เราจะสั่งสอน จะแสดงธรรม  พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว ไม่ช้าสักเท่าไร จักทำให้แจ้งซึ่งคุณอันยอดเยี่ยม อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่. 
เอวํ วุตฺเต ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู เอตทโวจ  “น ภิกฺขเว ตถาคโต พาหุลฺลิโก น ปธานวิพฺภนฺโต น อาวตฺโต พาหุลฺลาย  อรหํ ภิกฺขเว ตถาคโต สมฺมาสมฺพุทฺโธ.  โอทหถ ภิกฺขเว โสตํ อมตมธิคตํ อหมนุสาสามิ อหํ ธมฺมํ เทเสมิ.  ยถานุสิฏฺฐํ ตถา ปฏิปชฺชมานา นจิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐวธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถา”ติ. 
dutiyam pi kho pañcavaggiyā bhikkhū bhagavantaṃ etad avocuṃ --pa--, dutiyam pi kho bhagavā pañcavaggiye bhikkhū etad avoca --pa--, tatiyam pi kho pañcavaggiyā bhikkhū bhagavantaṃ etad avocuṃ:  tāya (10) pi kho tvaṃ āvuso Gotama cariyāya tāya paṭipadāya . . . alamariyañāṇadassanavisesan ti. |15| 
And the five Bhikkhus said to the Blessed One a second time (as above). And the Blessed One said to the five Bhikkhus a second time (as above). And the five Bhikkhus said to the Blessed One a third time (as above). 
แม้ครั้งที่สอง พระปัญจวัคคีย์ได้ทูลค้านพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า . . . แม้ครั้งที่สอง พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสว่า . . . แม้ครั้งที่สาม พระปัญจวัคคีย์ได้ทูลค้านพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  อาวุโสโคดมแม้ด้วยจริยานั้น แม้ด้วยปฏิปทานั้น แม้ด้วยทุกกรกิริยานั้น พระองค์ก็ยังไม่ได้บรรลุอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐอย่างสามารถ ก็บัดนี้พระองค์เป็นผู้มักมาก คลายความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก ไฉนจักบรรลุอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐ อย่างสามารถได้เล่า. 
ทุติยมฺปิ โข ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํฯเปฯ. ทุติยมฺปิ โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู เอตทโวจฯเปฯ. ตติยมฺปิ โข ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ  “ตายปิ โข ตฺวํ อาวุโส โคตม อิริยาย ตาย ปฏิปทาย ตาย ทุกฺกรการิกาย เนวชฺฌคา อุตฺตริ มนุสฺสธมฺมา อลมริยญาณทสฺสนวิเสสํ กึ ปน ตฺวํ เอตรหิ พาหุลฺลิโก ปธานวิพฺภนฺโต อาวตฺโต พาหุลฺลาย อธิคมิสฺสสิ อุตฺตริ มนุสฺสธมฺมา อลมริยญาณทสฺสนวิเสส”นฺติ? 
evaṃ vutte bhagavā pañcavaggiye bhikkhū etad avoca:  abhijānātha me no tumhe bhikkhave ito pubbe evarūpaṃ bhāsitaṃ etan ti.  no h’ etaṃ bhante ’ti. arahaṃ bhikkhave tathāgato sammāsambuddho.  odahatha . . . viharissathā ’ti.  asakkhi kho bhagavā pañcavaggiye bhikkhū saññāpetuṃ. atha kho pañcavaggiyā bhikkhū bhagavantaṃ puna sussūsiṃsu sotaṃ odahiṃsu aññācittaṃ upaṭṭhāpesuṃ. |16| 
When they had spoken thus, the Blessed One said to the five Bhikkhus:  'Do you admit, O Bhikkhus, that I have never spoken to you in this way before this day?'  'You have never spoken so, Lord.' 'The Tathâgata, O Bhikkhus, is the holy, absolute Sambuddha. Give ear, O Bhikkhus, &c. (as above).'  And the Blessed One was able to convince the five Bhikkhus; and the five Bhikkhus again listened willingly to the Blessed One; they gave ear, and fixed their mind on the knowledge (which the Buddha imparted to them). 
เมื่อพระปัญจวัคคีย์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยังจำได้หรือว่า ถ้อยคำเช่นนี้ เราได้เคยพูดแล้วในปางก่อนแต่กาลนี้.  พระปัญจวัคคีย์กราบทูลว่า คำนี้ไม่เคยได้ฟังเลย พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ  พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว เราจะสั่งสอนจักแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว ไม่ช้าสักเท่าไรจักทำให้แจ้งซึ่งคุณอันยอดเยี่ยม อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสามารถให้พระปัญจวัคคีย์ยินยอมได้แล้ว ลำดับนั้นพระปัญจวัคคีย์ ได้ยอมเชื่อฟังพระผู้มีพระภาคเจ้า เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ยิ่ง. 
เอวํ วุตฺเต ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู เอตทโวจ  “อภิชานาถ เม โน ตุมฺเห ภิกฺขเว อิโต ปุพฺเพ เอวรูปํ ปภาวิตเมต”นฺติ ?  “โนเหตํ ภนฺเต”. อรหํ ภิกฺขเว ตถาคโต สมฺมาสมฺพุทฺโธ  โอทหถ ภิกฺขเว โสตํ อมตมธิคตํ อหมนุสาสามิ อหํ ธมฺมํ เทเสมิ. ยถานุสิฏฺฐํ ตถา ปฏิปชฺชมานา นจิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํพฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐวธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถาติ.  อสกฺขิ โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู สญฺญาเปตุํ. อถ โข ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควนฺตํ สุสฺสูสึสุ โสตํ โอทหึสุ อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐาเปสุํ. 
atha kho bhagavā pañcavaggiye bhikkhū āmantesi:  dve ’me bhikkhave antā pabbajitena na sevitabbā. katame dve.  yo cāyaṃ kāmesu kāmasukhallikānuyogo hīno gammo pothujjaniko anariyo anatthasaṃhito, yo cāyaṃ attakilamathānuyogo dukkho anariyo anatthasaṃhito, ete kho bhikkhave ubho ante anupagamma majjhimā paṭipadā tathāgatena abhisambuddhā cakkhukaraṇī ñāṇakaraṇī upasamāya abhiññāya sambodhāya nibbānāya saṃvattati. |17| 
And the Blessed One thus addressed the five Bhikkhus:  'There are two extrernes, O Bhikkhus, which he who has given up the world, ought to avoid. What are these two extremes?  A life given to pleasures, devoted to pleasures and lusts: this is degrading, sensual, vulgar, ignoble, and profitless; and a life given to mortifications: this is painful, ignoble, and profitless. By avoiding these two extrernes, O Bhikkhus, the Tathâgata has gained the knowledge of the Middle Path which leads to insight, which leads to wisdom, which conduces to calm, to knowledge, to the Sambodhi, to Nirvâna. 
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา [๑๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะพระปัญจวัคดีย์ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุด ๒ อย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพคือ.  การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลวเป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑.การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้นนั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิดย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน. 
๑๓. อถ โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิ  “ ทฺเวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา. กตเม ทฺเว ?  โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโค หีโน คมฺโม โปถุชฺชนิโก อนริโย อนตฺถสํหิโต โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค ทุกฺโข อนริโย อนตฺถสํหิโต. เอเต โข ภิกฺขเว อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ. 
katamā ca sā {bhikkhave} majjhimā paṭipadā tathāgatena abhisambuddhā cakkhukaraṇī ñāṇakaraṇī upasamāya abhiññāya sambodhāya nibbānāya saṃvattati.  ayam eva ariyo aṭṭhaṅgiko maggo, seyyath’ īdaṃ:  sammādiṭṭhi sammāsaṃkappo sammāvācā sammākammanto sammāājīvo sammāvāyāmo sammāsati sammāsamādhi.  ayaṃ kho sā bhikkhave majjhimā paṭipadā tathāgatena abhisambuddhā cakkhukaraṇī ñāṇakaraṇī upasamāya abhiññāya sambodhāya nibbānāya saṃvattati. |18| 
'Which, O Bhikkhus, is this Middle Path the knowledge of which the Tathâgata has gained, which leads to insight, which leads to wisdom, which conduces to calm, to knowledge, to the Sambodhi, to Nirvâna?  It is the holy eightfold Path, namely,  Right Belief, Right Aspiration, Right Speech, Right Conduct, Right Means of Livelihood, Right Endeavour, Right Mernory, Right Meditation.  This, O Bhikkhus, is the Middle Path the knowledge of which the Tathâgata has gained, which leads to insight, which leads to wisdom, which conduces to calm, to knowledge, to the Sambodhi, to Nirvâna. 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลายที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน ?  ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ  ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งจิตชอบ ๑.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลายนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณได้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน. 
กตมา จ สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ?  อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถิทํ  สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ.  อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ. 
idaṃ kho pana bhikkhave dukkhaṃ ariyasaccaṃ, jāti pi dukkhā, jarāpi dukkhā, vyādhi pi dukkhā, maraṇam pi dukkhaṃ, appiyehi sampayogo dukkho, piyehi vippayogo dukkho, yam p’ icchaṃ na labhati tam pi dukkhaṃ, saṃkhittena pañc’ upādānakkhandhāpi dukkhā. |19| 
'This, O Bhikkhus, is the Noble Truth of Suffering: Birth is suffering; decay is suffering; illness is suffering; death is suffering. Presence of objects we hate, is suffering; Separation from objects we love, is suffering; not to obtain what we desire, is suffering. Briefly, the fivefold clinging to existence is suffering. 
[๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ความประจวบด้วยสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕เป็นทุกข์ 
๑๔. “อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํ. ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา พฺยาธิปิ ทุกฺโข มรณมฺปิ ทุกฺขํ อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ. สํขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา. 
idaṃ kho pana bhikkhave dukkhasamudayaṃ ariyasaccaṃ, yāyaṃ taṇhā ponobbhavikā nandirāgasahagatā tatratatrābhinandinī, seyyath’ īdaṃ: kāmataṇhā bhavataṇhā vibhavataṇhā. |20| 
'This, O Bhikkhus, is the Noble Truth of the Cause of suffering: Thirst, that leads to re-birth, accornpanied by pleasure and lust, finding its delight here and there. (This thirst is threefold), namely, thirst for pleasure, thirst for existence, thirst for prosperity. 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปรกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. 
“อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขสมุทยํ อริยสจฺจํ ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทีราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี เสยฺยถิทํ กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา. 
idaṃ kho pana bhikkhave dukkhanirodhaṃ ariyasaccam, yo tassā yeva taṇhāya asesavirāganirodho cāgo paṭinissaggo mutti anālayo. |21| 
'This, O Bhikkhus, is the Noble Truth of the Cessation of suffering: (It ceases with) the complete cessation of this thirst,--a cessation which consists in the absence of every passion,--with the abandoning of this thirst, with the doing away with it, with the deliverance from it, with the destruction of desire. 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน. 
“อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรธํ อริยสจฺจํ โย ตสฺสา เยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย. 
idaṃ kho pana bhikkhave dukkhanirodhagāminī paṭipadā ariyasaccaṃ, ayam eva ariyo aṭṭhaṅgiko maggo, seyyath’ īdaṃ: sammādiṭṭhi . . . sammāsamādhi. |22| 
'This, O Bhikkhus, is the Noble Truth of the Path which leads to the cessation of suffering: that holy eightfold Path, that is to say, Right Belief, Right Aspiration, Right Speech, Right Conduct, Right Means of Livelihood, Right Endeavour, Right Memory, Right Meditation. 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจคืออริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ปัญญาเห็นชอบ ๑. . . ตั้งจิตชอบ ๑. 
“อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถิทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ. 
(11) idaṃ dukkhaṃ ariyasaccan ti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.  taṃ kho pan’ idaṃ dukkhaṃ ariyasaccaṃ pariññeyyan ti me bhikkhave --la-- pariññātan ti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi. |23| 
'"This is the Noble Truth of Suffering;"--thus, O Bhikkhus, of this doctrine, which formerly had not been heard of, have I obtained insight, knowledge, understanding, wisdom, intuition.  "This Noble Truth of Suffering must be understood," thus, O Bhikkhus, of this doctrine, . . . . (&c., down to intuition). "This Noble Truth of Suffering I have understood," thus, O Bhikkhus, of this doctrine, . . . . (&c.,down to intuition). 
[๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้ว แก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแลควรกำหนดรู้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว. 
๑๕. “อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ.  ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺญาตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ. 
idaṃ dukkhasamudayaṃ ariyasaccan ti me bhikkhave . . . āloko udapādi. taṃ kho pan’ idaṃ dukkhasamudayaṃ ariyasaccaṃ pahātabban ti me bhikkhave --la-- pahīnan ti me bhikkhave . . . āloko udapādi. |24| 
'"This is the Noble Truth of the Cause of suffering," thus, O Bhikkhus, (&c.) "This Noble Truth of the Cause of suffering must be abandoned has been abandoned by me," thus, O Bhikkhus, (&c.) 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว. 
“อิทํ ทุกฺขสมุทยํ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทยํ อริยสจฺจํ ปหาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทยํ อริยสจฺจํ ปหีนนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ. 
idaṃ dukkhanirodhaṃ ariyasaccan ti me bhikkhave . . . āloko udapādi.  taṃ kho pan’ idaṃ dukkhanirodhaṃ ariyasaccaṃ sacchikātabban ti me bhikkhave --la-- sacchikatan ti me bhikkhave . . . āloko udapādi. |25| 
'"This is the Noble Truth of the Cessation of suffering," thus, O Bhikkhus, (&c.)  "This Noble Truth of the Cessation of suffering must be seen face to face . . . . has been seen by me face to face," thus, O Bhikkhus, (&c.) 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแลควรทำให้แจ้ง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว. 
“อิทํ ทุกฺขนิโรธํ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธํ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ.  ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธํ อริยสจฺจํ สจฺฉิกตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ. 
idaṃ dukkhanirodhagāminī paṭipadā ariyasaccan ti me bhikkhave . . . āloko udapādi.  taṃ kho pan’ idaṃ dukkhanirodhagāminī paṭipadā ariyasaccaṃ bhāvetabban ti me bhikkhave -- la -- bhāvitan ti me bhikkhave . . . āloko udapādi. |26| 
'"This is the Noble Truth of the Path which leads to the cessation of suffering," thus, O Bhikkhus, (&c.)  "This Noble Truth of the Path which leads to the cessation of suffering, must be realised has been realised by me," thus, O Bhikkhus, (&c.) 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินี-ปฏิปทาอริยสัจ.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว. 
“อิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ.  ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาวิตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ. 
yāva kīvañ ca me bhikkhave imesu catusu ariyasaccesu evaṃ tiparivaṭṭaṃ dvādasākāraṃ yathābhūtaṃ ñāṇadassanaṃ na suvisuddhaṃ ahosi, n’ eva tāvāhaṃ bhikkhave sadevake loke samārake sabrahmake sassamaṇabrāhmaṇiyā pajāya sadevamanussāya anuttaraṃ sammāsambodhiṃ abhisambuddho ’ti paccaññāsiṃ. |27| 
'As long, O Bhikkhus, as I did not possess with perfect purity this true knowledge and insight into these four Noble Truths, with its three modifications and its twelve constituent parts; so long, O Bhikkhus, I knew that I had not yet obtained the highest, absolute Sambodhi in the world of men and gods, in Mâra's and Brahma's world, among all beings, Samanas and Brâhmanas, gods and men. 
ญาณทัสสนะมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ [๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น. 
๑๖. “ยาวกีวญฺจ เม ภิกฺขเว อิเมสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอวํ ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ น สุวิสุทฺธํ อโหสิ เนว ตาวาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ ปจฺจญฺญาสึ. 
yato ca kho me bhikkhave imesu catusu ariyasaccesu evaṃ tiparivaṭṭaṃ dvādasākāraṃ yathābhūtaṃ ñāṇadassanaṃ suvisuddhaṃ ahosi,  athāhaṃ bhikkhave sadevake loke samārake sabrahmake sassamaṇabrāhmaṇiyā pajāya sadevamanussāya anuttaraṃ sammāsambodhiṃ abhisambuddho ’ti paccaññāsiṃ. |28| 
'But since I possessed, O Bhikkhus, with perfect purity this true knowledge and insight into these four Noble Truths, with its three modifications and its twelve constituent parts,  then I knew, O Bhikkhus, that I had obtained the highest, universal Sambodhi in the world of men and gods, . . . . (&c., as in § 27). 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว  ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พรามหณ์ เทวดา และมนุษย์. 
ยโต จ โข เม ภิกฺขเว อิเมสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอวํ ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ อโหสิ  อถาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ ปจฺจญฺญาสึ. 
ñāṇañ ca pana me dassanaṃ udapādi:  akuppā me cetovimutti, ayaṃ antimā jāti, n’ atthi dāni punabbhavo ’ti.  idaṃ avoca bhagavā, attamanā pañcavaggiyā bhikkhū bhagavato bhāsitaṃ abhinandanti.  imasmiñ ca pana veyyākaraṇasmiṃ bhaññamāne āyasmato Koṇḍaññassa virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhamman ti. |29| 
'And this knowledge and insight arose in my mind:  "The emancipation of my mind cannot be lost; this is my last birth; hence I shall not be born again!"'  Thus the Blessed One spoke.  The five Bhikkhus were delighted, and they rejoiced at the words of the Blessed One. And when this exposition was propounded, the venerable Kondañña obtained the pure and spotless Eye of the Truth (that is to say, the following knowledge): 'Whatsoever is subject to the condition of origination, is subject also to the condition of cessation.' 
อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า  ความพันวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป.  ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่  ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความคับเป็นธรรมดา. 
ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ  อกุปฺปา เม วิมุตฺติ อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว”ติ.  อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ .  อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ “ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺม”นฺติ. 
pavattite ca bhagavatā dhammacakke bhummā devā saddaṃ anussāvesuṃ:  evaṃ bhagavatā Bārāṇasiyaṃ Isipatane (12) migadāye anuttaraṃ dhammacakkaṃ pavattitaṃ appaṭivattiyaṃ samaṇena vā brāhmaṇena vā devena vā Mārena vā Brahmunā vā kenaci vā lokasmin ti.  bhummānaṃ devānaṃ saddaṃ sutvā Cātumahārājikā devā saddaṃ anussāvesuṃ --la-- Cātumahārājikānaṃ devānaṃ saddaṃ sutvā Tāvatiṃsā devā --la-- Yāmā devā --la-- Tusitā devā --la-- Nimmānaratī devā --la-- Paranimmitavasavattī devā --la-- Brahmakāyikā devā saddaṃ anussāvesuṃ:  evaṃ bhagavatā Bārāṇasiyaṃ Isipatane migadāye anuttaraṃ dhammacakkaṃ pavattitaṃ appaṭivattiyaṃ samaṇena vā brāhmaṇena vā devena vā Mārena vā Brahmunā vā kenaci vā lokasmin ti. |30| 
And as the Blessed One had founded the Kingdom of Truth (by propounding the four Noble Truths), the earth-inhabiting devas shouted:  'Truly the Blessed One has founded at Benares, in the deer park Isipatana, the highest kingdom of Truth, which may be opposed neither by a Samana nor by a Brâhmana, neither by a deva, nor by Mâra, nor by Brahma, nor by any being in the world.'  Hearing the shout of the earth-inhabiting devas, the kâtumahârâgika devas (gods belonging to the world of the four divine mahârâgas) shouted, . . . . (&c., as above). Hearing the shout of the kâtumahârâgika devas, the tâvatimsa devas, the yâma devas, the tusita devas, the nimmânarati devas, the paranimmitavasavatti devas, the brahmakâyika devas shouted:  'Truly the Blessed One, . . . .' (&c., as above). 
[๑๗] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้วเหล่าภุมมเทวดาได้บันลือเสียงว่า  นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกจะปฏิวัติไม่ได้.  เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป. เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป. เทวดาชั้นยามา . . . เทวดาชั้นดุสิต. . . เทวดาชั้นนิมมานรดี . . . เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี . . . เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหมได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไปว่า  นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้. 
๑๗. ปวตฺติเต จ ปน ภควตา ธมฺมจกฺเก ภุมฺมา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ  “เอตํ ภควตา พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย อนุตฺตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมิ”นฺติ.  ภุมฺมานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา จาตุมหาราชิกา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํฯเปฯ จาตุมหาราชิกานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ตาวตึสา เทวาฯเปฯ ยามา เทวาฯเปฯ ตุสิตา เทวาฯเปฯ นิมฺมานรตี เทวาฯเปฯ ปรนิมฺมิตวสวตฺตี เทวาฯเปฯ พฺรหฺมกายิกา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ  “เอตํ ภควตา พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย อนุตฺตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมิ”นฺติ. 
iti ha tena khaṇena tena layena tena muhuttena yāva Brahmalokā saddo abbhuggacchi, ayañ ca kho dasasahassilokadhātu saṃkampi sampakampi sampavedhi, appamāṇo ca uḷāro obhāso loke pāturahosi atikkamma devānaṃ devānubhāvaṃ.  atha kho bhagavā imaṃ udānaṃ udānesi:  aññāsi vata bho Koṇḍañño aññāsi vata bho Koṇḍañño ’ti.  iti h’ idaṃ āyasmato Koṇḍaññassa Aññātakoṇḍañño tv eva nāmaṃ ahosi. |31| 
Thus in that moment, in that instant, in that second the shout reached the Brahma world; and this whole system of ten thousand worlds quaked, was shaken, and trembled; and an infinite, mighty light was seen through the world, which surpassed the light that can be produced by the divine power of the devas.  And the Blessed One pronounced this solemn utterance:  'Truly Kondañña has perceived it ("aññâsi"), truly Kondañña has perceived it!'  Hence the venerable Kondañña received the name Aññâtakondañña (Kondañña who has perceived the doctrine). 
ชั่วขณะกาลครู่หนึ่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลกด้วยประการฉะนั้นแล. ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ ปรากฏแล้วในโลกล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.  ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระอุทานว่า  ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ  เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จบ 
อิติห เตน ขเณน เตน ลเยน เตน มุหุตฺเตน ยาว พฺรหฺมโลกา สทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉิ. อยญฺจ ทสสหสฺสิโลกธาตุ สํกมฺปิ สมฺปกมฺปิ สมฺปเวธิ อปฺปมาโณ จ อุฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุรโหสิ อติกฺกมฺม เทวานํ เทวานุภาวํ.  อถ โข ภควา อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ  “อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ”ติ.  อิติ หิทํ อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส ‘อญฺญาสิโกณฺฑญฺโญ’ ตฺเวว นามํ อโหสิ. 
atha kho āyasmā Aññātakoṇḍañño diṭṭhadhammo pattadhammo viditadhammo pariyogāḷhadhammo tiṇṇavicikiccho vigatakathaṃkatho vesārajjappatto aparappaccayo satthu sāsane bhagavantaṃ etad avoca:  labheyyāhaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, labheyyaṃ upasampadan ti.  ehi bhikkhū ’ti bhagavā avoca, svākkhāto dhammo, cara brahmacariyaṃ sammā dukkhassa antakiriyāyā ’ti.  sā ’va tassa āyasmato upasampadā ahosi. |32| 
And the venerable Aññâtakondañña, having seen the Truth, having mastered the Truth, having understood the Truth, having penetrated the Truth, having overcome uncertainty, having dispelled all doubts, having gained full knowledge, dependent on nobody else for knowledge of the doctrine of the Teacher, thus spoke to the Blessed One:  'Lord, let me receive the pabbaggâ and upasampadâ ordinations from the Blessed One.'  'Come, O Bhikkhu,' said the Blessed One, 'well taught is the doctrine; lead a holy life for the sake of the complete extinction of suffering.'  Thus this venerable person received the upasampadâ ordination. 
พระปัญจวัคคีย์ทูลขอบรรพชาอุปสมบท [๑๘] ครั้งนั้น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบท ในสำนักพระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วตรัสต่อไปว่าธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น. 
๑๘. อถ โข อายสฺมา อญฺญาสิโกณฺฑญฺโญ ทิฏฺฐธมฺโม ปตฺตธมฺโม วิทิตธมฺโม ปริโยคาฬฺหธมฺโม ติณฺณวิจิกิจฺโฉ วิคตกถํกโถ เวสารชฺชปฺปตฺโต อปรปฺปจฺจโย สตฺถุสาสเน ภควนฺตํ เอตทโวจ  “ลเภยฺยาหํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปท”นฺติ.  “เอหิ ภิกฺขู”ติ ภควา อโวจ “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จร พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายา”ติ.  สาว ตสฺส อายสฺมโต อุปสมฺปทา อโหสิ. 
atha kho bhagavā tadavasese bhikkhū dhammiyā kathāya ovadi anusāsi.  atha kho āyasmato ca Vappassa āyasmato ca Bhaddiyassa bhagavatā dhammiyā kathāya ovadiyamānānaṃ anusāsiyamānānaṃ virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhamman ti. |33| 
And the Blessed One administered to the other Bhikkhus exhortation and instruction by discourses relating to the Dhamma.  And the venerable Vappa, and the venerable Bhaddiya, when they received from the Blessed One such exhortation and instruction by discourses relating to the Dhamma, obtained the pure and spotless Eye of the Truth (that is to say, the following knowledge): 'Whatsoever is subject to the condition of origination is subject also to the condition of cessation.' 
[๑๙] ครั้นต่อมา พระผู้มีพระภาคได้ทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุทั้งหลายที่เหลือจากนั้นด้วยธรรมีกถา.  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วยธรรมีกถาอยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระวัปปะและท่านพระภัททิยะว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา. 
๑๙. อถ โข ภควา ตทวเสเส ภิกฺขู ธมฺมิยา กถาย โอวทิ อนุสาสิ.  อถ โข อายสฺมโต จ วปฺปสฺส อายสฺมโต จ ภทฺทิยสฺส ภควตา ธมฺมิยา กถาย โอวทิยมานานํ อนุสาสิยมานานํ วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ. 
te diṭṭhadhammā pattadhammā viditadhammā pariyogāḷhadhammā tiṇṇavicikicchā vigatakathaṃkathā vesārajjappattā aparappaccayā satthu sāsane bhagavantaṃ etad avocuṃ: labheyyāma mayaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, labheyyāma upasampadan ti.  etha bhikkhavo ’ti bhagavā avoca, svākkhāto dhammo, cara-(13)tha brahmacariyaṃ sammā dukkhassa antakiriyāyā ’ti.  sā ’va tesaṃ āyasmantānaṃ upasampadā ahosi. |34| 
And having seen the Truth, having mastered the Truth, . . . . (&c., as in § 32), they thus spoke to the Blessed One: 'Lord, let us receive the pabbaggâ and upasampadâ ordinations from the Blessed One.'  'Come, O Bhikkhus,' said the Blessed One, 'well taught is the doctrine; lead a holy life for the sake of the complete extinction of suffering.'  Thus these venerable persons received the upasampadâ ordination. 
ท่านทั้งสองนั้นได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ขอข้าพระองค์ทั้งสองพึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบท ในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอทั้งสองจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่าธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอทั้งสองจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุทั้งสองนั้น. 
เต ทิฏฺฐธมฺมา ปตฺตธมฺมา วิทิตธมฺมา ปริโยคาฬฺหธมฺมา ติณฺณวิจิกิจฺฉา วิคตกถํกถา เวสารชฺชปฺปตฺตา อปรปฺปจฺจยา สตฺถุสาสเน ภควนฺตํ เอตทโวจุํ “ลเภยฺยาม มยํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยาม อุปสมฺปท”นฺติ.  “เอถ ภิกฺขโว”ติ ภควา อโวจ “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายา”ติ.  สาว เตสํ อายสฺมนฺตานํ อุปสมฺปทา อโหสิ. 
atha kho bhagavā tadavasese bhikkhū nīhārabhatto iminā nihārena dhammiyā kathāya ovadi anusāsi:  yaṃ tayo bhikkhū piṇḍāya caritvā āharanti, tena chabbaggo yāpeti. |35| 
And the Blessed One, living on what the Bhikkhus brought him, administered to the other Bhikkhus exhortation and instruction by discourse relating to the Dhamma;  in this way the six persons lived on what the three Bhikkhus brought home from their alms pilgrimage. 
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสวยพระกระยาหารที่ท่านทั้งสามนำมาถวาย ได้ทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุที่เหลือจากนั้นด้วยธรรมีกถา.  ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตนำบิณฑบาตใดมา ทั้ง ๖ รูปก็เลี้ยงชีพด้วยบิณฑบาตนั้น. 
อถ โข ภควา ตทวเสเส ภิกฺขู นีหารภตฺโต ธมฺมิยา กถาย โอวทิ อนุสาสิ.  ยํ ตโย ภิกฺขู ปิณฺฑาย จริตฺวา อาหรนฺติ เตน ฉพฺพคฺโค ยาเปติ. 
atha kho āyasmato ca Mahānāmassa āyasmato ca Assajissa bhagavatā dhammiyā kathāya ovadiyamānānaṃ anusāsiyamānānaṃ virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhamman ti. |36| 
And the venerable Mahânâma and the venerable Assagi, when they received from the Blessed One, . . . . (&c., as in §§ 33, 34, down to:). 
วันต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วยธรรมีกถาอยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระมหานามะและท่านพระอัสสชิว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา. 
อถ โข อายสฺมโต จ มหานามสฺส อายสฺมโต จ อสฺสชิสฺส ภควตา ธมฺมิยา กถาย โอวทิยมานานํ อนุสาสิยมานานํ วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ 
te diṭṭhadhammā pattadhammā viditadhammā pariyogāḷhadhammā tiṇṇavicikicchā vigatakathaṃkathā vesārajjappattā aparappaccayā satthu sāsane bhagavantaṃ etad avocuṃ:  labheyyāma mayaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, labheyyāma upasampadan ti.  etha bhikkhavo ’ti bhagavā avoca, svākkhāto dhammo, caratha brahmacariyaṃ sammā dukkhassa antakiriyāyā ’ti.  sā ’va tesaṃ āyasmantānaṃ upasampadā ahosi. |37| 
ท่านทั้งสองได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ขอข้าพระองค์ทั้งสอง พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอทั้งสองจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่าธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอทั้งสองจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุทั้งสองนั้น. 
เต ทิฏฺฐธมฺมา ปตฺตธมฺมา วิทิตธมฺมา ปริโยคาฬฺหธมฺมา ติณฺณวิจิกิจฺฉา วิคตกถํกถา เวสารชฺชปฺปตฺตา อปรปฺปจฺจยา สตฺถุสาสเน ภควนฺตํ เอตทโวจุํ  “ลเภยฺยาม มยํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยาม อุปสมฺปท”นฺติ.  “เอถ ภิกฺขโว”ติ ภควา อโวจ “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายา”ติ.  สาว เตสํ อายสฺมนฺตานํ อุปสมฺปทา อโหสิ. 
atha kho bhagavā pañcavaggiye bhikkhū āmantesi:  rūpaṃ bhikkhave anattā, rūpañ ca h’ idaṃ bhikkhave attā abhavissa, na yidaṃ rūpaṃ ābādhāya saṃvatteyya, labbhetha ca rūpe evaṃ me rūpaṃ hotu, evaṃ me rūpaṃ mā ahosīti.  yasmā ca kho bhikkhave rūpaṃ anattā, tasmā rūpaṃ ābādhāya saṃvattati, na ca labbhati rūpe evaṃ me rūpaṃ hotu, evaṃ me rūpaṃ mā ahosīti. |38| 
Thus these venerable persons received the upasampadâ ordination.  And the Blessed One thus spoke to the five Bhikkhus:  'The body (Rûpa), O Bhikkhus, is not the self. If the body, O Bhikkhus, were the self, the body would not be subject to disease, and we should be able to say: "Let my body be such and such a one, let my body not be such and such a one." 
ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร [๒๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้นรูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่ารูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 
๒๐. อถ โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิ  “รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา. รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส นยิทํ รูปํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย ลพฺเภถ จ รูเป ‘เอวํ เม รูปํ โหตุ เอวํ เม รูปํ มา อโหสี’ติ.  ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว รูปํ อนตฺตา ตสฺมา รูปํ อาพาธาย สํวตฺตติ น จ ลพฺภติ รูเป ‘เอวํ เม รูปํ โหตุ เอวํ เม รูปํ มา อโหสี’ติ. เวทนา อนตฺตา. 
vedanā anattā, vedanā ca h’ idaṃ bhikkhave attā abhavissa, na yidaṃ vedanā ābādhāya saṃvatteyya, labbhetha ca vedanāya evaṃ me vedanā hotu, evaṃ me vedanā mā ahosīti.  yasmā ca kho bhikkhave vedanā anattā, tasmā vedanā ābādhāya saṃvattati, na ca labbhati vedanāya evaṃ me vedanā hotu, evaṃ me vedanā mā ahosīti. |39| 
But since the body, O Bhikkhus, is not the self, therefore the body is subject to disease, and we are not able to say: "Let my body be such and such a one, let my body not be such and such a one."  'Sensation (Vedanâ), O Bhikkhus, is not the self, . . . . (&c.1) Perception (Saññâ) is not the self, . . . . The Samkhâras are not the self, . . . . Consciousness (Viññâna) is not the self, . . . . (&c.1) 
เวทนาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเวทนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว เวทนานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในเวทนาว่า เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทนาของเราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา ฉะนั้น เวทนาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด เวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 
เวทนา จ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส นยิทํ เวทนา อาพาธาย สํวตฺเตยฺย ลพฺเภถ จ เวทนาย ‘เอวํ เม เวทนา โหตุ เอวํ เม เวทนา มา อโหสี’ติ.  ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว เวทนา อนตฺตา ตสฺมา เวทนา อาพาธาย สํวตฺตติ น จ ลพฺภติ เวทนาย ‘เอวํ เม เวทนา โหตุ เอวํ เม เวทนา มา อโหสี’ติ. 
saññā anattā --la-- saṃkhārā anattā, saṃkhārā ca h’ idaṃ bhikkhave attā abhavissaṃsu, na yidaṃ saṃkhārā ābādhāya saṃvatteyyuṃ, labbhetha ca saṃkhāresu evaṃ me saṃkhārā hontu, evaṃ me saṃkhārā mā ahesun ti.  yasmā ca kho bhikkhave saṃkhārā anattā, tasmā saṃkhārā ābādhāya saṃvattanti, na ca labbhati saṃkhāresu evaṃ me saṃkhārā hontu, evaṃ me saṃkhārā mā ahesun ti. |40| 
สัญญาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสัญญานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สัญญานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะสัญญาเป็นอนัตตา ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารเหล่านี้จักได้เป็นอัตตาแล้วสังขารเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะสังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 
สญฺญา อนตฺตา. สญฺญา จ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส นยิทํ สญฺญา อาพาธาย สํวตฺเตยฺย ลพฺเภถ จ สญฺญาย ‘เอวํ เม สญฺญา โหตุ เอวํ เม สญฺญา มา อโหสี’ติ.  ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว สญฺญา อนตฺตา ตสฺมา สญฺญา อาพาธาย สํวตฺตติ น จ ลพฺภติ สญฺญาย ‘เอวํ เม สญฺญา โหตุ เอวํ เม สญฺญา มา อโหสี’ติ. สงฺขารา อนตฺตา. สงฺขารา จ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺสํสุ นยิทํ สงฺขารา อาพาธาย สํวตฺเตยฺยุํ ลพฺเภถ จ สงฺขาเรสุ ‘เอวํ เม สงฺขารา โหนฺตุ เอวํ เม สงฺขารา มา อเหสุ’นฺติ. ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว สงฺขารา อนตฺตา ตสฺมา สงฺขารา อาพาธาย สํวตฺตนฺติ น จ ลพฺภติ สงฺขาเรสุ ‘เอวํ เม สงฺขารา โหนฺตุ เอวํ เม สงฺขารา มา อเหสุ’นฺติ. 
viññāṇaṃ anattā, viññāṇañ ca h’ idaṃ bhikkhave attā abhavissa, na yidaṃ viññāṇaṃ ābādhāya saṃ-(14)vatteyya, labbhetha ca viññāṇe evaṃ me viññāṇaṃ hotu, evaṃ me viññāṇaṃ mā ahosīti.  yasmā ca kho bhikkhave viññāṇaṃ anattā, tasmā viññāṇaṃ ābādhāya saṃvattati, na ca labbhati viññāṇe evaṃ me viññāṇaṃ hotu, evaṃ me viññāṇaṃ mā ahosīti. |41| 
วิญญาณเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าวิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว วิญญาณนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้นวิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 
วิญฺญาณํ อนตฺตา. วิญฺญาณญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส นยิทํ วิญฺญาณํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย ลพฺเภถ จ วิญฺญาเณ ‘เอวํ เม วิญฺญาณํ โหตุ เอวํ เม วิญฺญาณํ มา อโหสี’ติ.  ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว วิญฺญาณํ อนตฺตา ตสฺมา วิญฺญาณํ อาพาธาย สํวตฺตติ น จ ลพฺภติ วิญฺญาเณ ‘เอวํ เม วิญฺญาณํ โหตุ เอวํ เม วิญฺญาณํ มา อโหสี’ติ. 
taṃ kiṃ maññatha bhikkhave, rūpaṃ niccaṃ vā aniccaṃ vā ’ti.  aniccaṃ bhante.  yaṃ panāniccaṃ, dukkhaṃ vā taṃ sukhaṃ vā ’ti.  dukkhaṃ bhante.  yaṃ panāniccaṃ dukkhaṃ vipariṇāmadhammaṃ, kallaṃ nu taṃ samanupassituṃ etaṃ mama, eso ’ham asmi, eso me attā ’ti.  no h’ etaṃ bhante. |42|  vedanā -- la --  saññā --la--  saṃkhārā --la--  viññāṇaṃ niccaṃ vā aniccaṃ  vā ’ti.  aniccaṃ bhante.  yaṃ panāniccaṃ, dukkhaṃ vā taṃ sukhaṃ vā ’ti.  dukkhaṃ bhante.  yaṃ panāniccaṃ dukkhaṃ vipariṇāmadhammam, kallaṃ nu taṃ samanupassituṃ etaṃ mama, eso ’ham asmi, eso me attā ’ti.  no h’ etaṃ bhante. |43| 
'Now what do you think, O Bhikkhus, is the body permanent or perishable?'  'It is perishable, Lord.'  'And that which isperishable, does that cause pain or joy?'  'It causes pain, Lord.'  'And that which is perishable, painful, subject to change, is it possible to regard that in this way: 'This is mine, this am I, this is my self?'  'That is impossible, Lord.'  'Is sensation permanent or perishable?' . . . . (&c.1) 
ตรัสถามความเห็นของพระปัญจวัคคีย์ [๒๑] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  พระปัญจวัคคีย์ทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.  ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?  ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.  ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?  ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  ภ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา? ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  ภ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา? ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  ภ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา? ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  ภ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.  ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?  ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.  ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง  นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?  ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า. 
๒๑. “ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ?  อนิจฺจํ ภนฺเต  ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ?  ทุกฺขํ ภนฺเต.  ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ?  โน เหตํ ภนฺเต.  เวทนา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ? อนิจฺจา ภนฺเต. ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ? ทุกฺขํ ภนฺเต. ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ? โน เหตํ ภนฺเต.  สญฺญา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ? อนิจฺจา ภนฺเต. ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ? ทุกฺขํ ภนฺเต. ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ? โน เหตํ ภนฺเต.  สงฺขารา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ? อนิจฺจา ภนฺเต. ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ? ทุกฺขํ ภนฺเต. ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ? โน เหตํ ภนฺเต.  วิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ  วาติ?  อนิจฺจํ ภนฺเต.  ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ?  ทุกฺขํ ภนฺเต.  ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ?  โน เหตํ ภนฺเต. 
tasmāt iha bhikkhave yaṃ kiñci rūpaṃ atītānāgatapaccuppannaṃ ajjhattaṃ va bahiddhā vā oḷārikaṃ vā sukhumaṃ vā hīnaṃ vā paṇītaṃ vā yaṃ dūre vā santike vā, sabbaṃ rūpaṃ n’ etaṃ mama, n’ eso ’ham asmi, na me so attā ’ti evaṃ etaṃ yathābhūtaṃ sammappaññāya daṭṭhabbaṃ. |44|  yā kāci vedanā --la--  yā kāci saññā --la--  ye keci saṃkhārā --la--  yaṃ kiñci viññāṇaṃ atītānāgatapaccuppannaṃ ajjhattaṃ vā bahiddhā {vā} oḷārikaṃ vā sukhumaṃ vā hīnaṃ vā paṇītaṃ vā yaṃ dūre vā santike vā sabbaṃ viññāṇaṃ n’ etaṃ mama, n’ eso ’ham asmi, na {m’ eso} attā ’ti evaṃ etaṃ yathābhūtaṃ sammappaññāya daṭṭhabbaṃ. |45| 
'Therefore, O Bhikkhus, whatever body has been, will be, and is now, belonging or not belonging to sentient beings, gross or subtle, inferior or superior, distant or near, all that body is not mine, is not me, is not my self: thus it should be considered by right knowledge according to the truth.  'Whatever sensation, . . . . (&c.2) 
ตรัสให้พิจารณาโดยยถาภูตญาณทัสสนะ [๒๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.  เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทนา เธอทั้งหลายพึงเห็นเวทนานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรานั่นไม่ใช่ตนของเรา.  สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสัญญา เธอทั้งหลายพึงเห็นสัญญานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.  สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสังขาร เธอทั้งหลายพึงเห็นสังขารนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรานั่นไม่ใช่ตนของเรา.  วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าวิญญาณ เธอทั้งหลายพึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรานั่นไม่ใช่ตนของเรา. 
๒๒. “ตสฺมาติห ภิกฺขเว ยํ กิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ รูปํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ.  ยา กาจิ เวทนา อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนา อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกา วา สุขุมา วา หีนา วา ปณีตา วา ยา ทูเร สนฺติเก วา สพฺพา เวทนา เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ.  ยา กาจิ สญฺญา อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนา อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกา วา สุขุมา วา หีนา วา ปณีตา วา ยา ทูเร สนฺติเก วา สพฺพา สญฺญา เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ.  เย เกจิ สงฺขารา อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนา อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกา วา สุขุมา วา หีนา วา ปณีตา วา เย ทูเร สนฺติเก วา สพฺเพ สงฺขารา เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ.  ยํ กิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ. 
evaṃ passaṃ bhikkhave sutavā ariyasāvako rūpasmim pi nibbindati, vedanāya pi nibbindati, saññāya pi nibbindati, saṃkhāresu pi nibbindati, viññāṇasmim pi nibbindati, nibbindaṃ virajjati, virāgā vimuccati, vimuttasmiṃ vimutt’ amhīti ñāṇaṃ hoti, khīṇā jāti, vusitaṃ brahmacariyaṃ, kataṃ karaṇīyaṃ, nāparaṃ itthattāyā ’ti pajānātīti. |46| 
[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้นเมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. 
๒๓. “เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก รูปสฺมิมฺปิ นิพฺพินฺทติ เวทนายปิ นิพฺพินฺทติ สญฺญายปิ นิพฺพินฺทติ สงฺขาเรสุปิ นิพฺพินฺทติ วิญฺญาณสฺมิมฺปิ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ ‘ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายา’ติ ปชานาตี”ติ. 
idaṃ avoca bhagavā, attamanā pañcavaggiyā bhikkhū bhagavato bhāsitaṃ abhinandanti.  imasmiñ ca pana veyyākaraṇasmiṃ bhaññamāne pañcavaggiyānaṃ bhikkhūnaṃ anupādāya āsavehi {cittāni} vimucciṃsu.  tena kho pana samayena cha loke arahanto {honti.} |47| 
'Considering this, O Bhikkhus, a learned, noble hearer of the word becomes weary of body, weary of sensation, weary of perception, weary of the Samkhâras, weary of consciousness. Becoming weary of all that, he divests himself of passion; by absence of passion he is made free; when he is free, he becomes aware that he is free; and he realises that re-birth is exhausted; that holiness is completed; that duty is fulfilled; and that there is no further return to this world.'  Thus the Blessed One spoke; the five Bhikkhus were delighted, and rejoiced at the words of the Blessed One.  And when this exposition had been propounded, the minds of the five Bhikkhus became free from attachment to the world, and were released from the Âsavas. 
[๒๔] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค.  ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.  อนัตตลักขณสูตร จบ  ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์. 
๒๔. อิทมโวจ ภควา. อตฺตมนา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ .  อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน ปญฺจวคฺคิยานํ ภิกฺขูนํ อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสุ.  เตน โข ปน สมเยน ฉ โลเก อรหนฺโต โหนฺติ. (ปญฺจวคฺคิยกถา นิฏฺฐิตา.)   
||6|| 
At that time there were six Arahats (persons who had reached absolute holiness) in the world. 
 
paṭhamabhāṇavāraṃ. 
ปฐมภาณวาร จบ 
ปฐมภาณวาโร. 
(15) tena kho pana samayena Bārāṇasiyaṃ Yaso nāma kulaputto seṭṭhiputto sukhumālo hoti,  tassa tayo pāsādā honti, eko hemantiko, eko gimhiko, eko vassiko.  so vassike pāsāde cattāro māse nippurisehi turiyehi paricāriyamāno na heṭṭhā pāsādā orohati.  atha kho Yasassa kulaputtassa pañcahi kāmaguṇehi samappitassa samaṅgibhūtassa paricāriyamānassa paṭigacc ’eva niddā okkami, parijanassāpi pacchā niddā okkami, sabbarattiyo ca telappadīpo jhāyati. |1| 
End of the first Bhânavâra.  At that time there was in Benares a noble youth, Yasa by name, the son of a setthi (or treasurer) and delicately nurtured.  He had three palaces, one for winter, one for summer, one for the rainy season.  In the palace for the rainy season he lived during the four months (of that season), surrounded with female musicians among whom no man was, and he did not descend from that palace (all that time). 
เรื่องยสกุลบุตร [๒๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครพาราณสี มีกุลบุตร ชื่อ ยส เป็นบุตรเศรษฐีสุขุมาลชาติ.  ยสกุลบุตรนั้นมีปราสาท ๓ หลัง คือ หลังหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูหนาว หลังหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูร้อน หลังหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูฝน.  ยสกุลบุตรนั้นรับบำเรอด้วยพวกดนตรี ไม่มีบุรุษเจือปน ในปราสาทฤดูฝนตลอด ๔ เดือน ไม่ลงมาเบื้องล่างปราสาท.  ค่ำวันหนึ่ง เมื่อยสกุลบุตรอิ่มเอิบพร้อมพรั่งบำเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ ได้นอนหลับก่อน ส่วนพวกบริวารชนนอนหลับภายหลัง. ประทีปน้ำมันตามสว่างอยู่ตลอดคืน. 
(๗. ปพฺพชฺชากถา) ๒๕. เตน โข ปน สมเยน พาราณสิยํ ยโส นาม กุลปุตฺโต เสฏฺฐิปุตฺโต สุขุมาโล โหติ.  ตสฺส ตโย ปาสาทา โหนฺติ เอโก เหมนฺติโก เอโก คิมฺหิโก เอโก วสฺสิโก.  โส วสฺสิเก ปาสาเท จตฺตาโร มาเส นิปฺปุริเสหิ ตูริเยหิ ปริจารยมาโน น เหฏฺฐาปาสาทํ โอโรหติ.  อถ โข ยสสฺส กุลปุตฺตสฺส ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิตสฺส สมงฺคีภูตสฺส ปริจารยมานสฺส ปฏิกจฺเจว นิทฺทา โอกฺกมิ ปริชนสฺสปิ นิทฺทา โอกฺกมิ สพฺพรตฺติโย จ เตลปทีโป ฌายติ. 
atha kho Yaso kulaputto paṭigacc ’eva paṭibujjhitvā addasa sakaṃ parijanaṃ supantaṃ, aññissā kacche vīṇaṃ, aññissā kaṇṭhe mutiṅgaṃ, aññissā kacche ālambaraṃ, aññaṃ vikesikaṃ, aññaṃ vikkheḷikaṃ, vippalapantiyo, hatthappattaṃ susānaṃ maññe.  disvān’ assa ādīnavo pāturahosi, nibbidāya cittaṃ saṇṭhāsi.  atha kho Yaso kulaputto udānaṃ udānesi:  upaddutaṃ vata bho, upassaṭṭhaṃ vata bho ’ti. |2| 
Now one day Yasa, the noble youth, who was endowed with, and possessed of the five pleasures of sense, while he was attended (by those female musicians), fell asleep sooner than usual; and after him his attendants also fell asleep. Now an oil lamp was burning through the whole night.  And Yasa, the noble youth, awoke sooner than usual; and he saw his attendants sleeping; one had her lute leaning against her arm-pit; one had her tabor leaning against her neck; one had her drum leaning against her arm-pit; one had dishevelled hair; one had saliva flowing from her mouth; and they were muttering in their sleep. One would think it was a cemetery one had fallen into.  When he saw that, the evils (of the life he led) manifested themselves to him; his mind became weary (of worldly pleasures).  And Yasa, the noble youth, gave utterance to this solemn exclamation: 
คืนนั้นยสกุลบุตรตื่นขึ้นก่อน ได้เห็นบริวารชนของตนกำลังนอนหลับ บางนางมีพิณตกอยู่ที่รักแร้ บางนางมีตะโพนวางอยู่ข้างคอ บางนางมีเปิงมางตกอยู่ที่อก บางนางสยายผม บางนางมีน้ำลายไหล บางนางบ่นละเมอต่างๆ ปรากฏแก่ยสกุลบุตรดุจป่าช้าผีดิบ.  ครั้นแล้วความเห็นเป็นโทษได้ปรากฏแก่ยสกุลบุตร จิตตั้งอยู่ในความเบื่อหน่าย  จึงยสกุลบุตรเปล่งอุทานว่า  ท่านผู้เจริญ ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ 
อถ โข ยโส กุลปุตฺโต ปฏิกจฺเจว ปพุชฺฌิตฺวา อทฺทส สกํ ปริชนํ สุปนฺตํ อญฺญิสฺสา กจฺเฉ วีณํ อญฺญิสฺสา กณฺเฐ มุทิงฺคํ อญฺญิสฺสา กจฺเฉ อาฬมฺพรํ อญฺญํ วิเกสิกํ อญฺญํ วิกฺเขฬิกํ อญฺญา วิปฺปลปนฺติโย หตฺถปฺปตฺตํ สุสานํ มญฺเญ.  ทิสฺวานสฺส อาทีนโว ปาตุรโหสิ นิพฺพิทาย จิตฺตํ สณฺฐาสิ.  อถ โข ยโส กุลปุตฺโต อุทานํ อุทาเนสิ  “อุปทฺทุตํ วต โภ อุปสฺสฏฺฐํ วต โภ”ติ. 
atha kho Yaso kulaputto suvaṇṇapādukāyo ārohitvā yena nivesanadvāraṃ ten’ upasaṃkami, amanussā dvāraṃ vivariṃsu mā Yasassa kulaputtassa koci antarāyaṃ akāsi agārasmā anagāriyaṃ pabbajjāyā ’ti.  atha kho Yaso kulaputto yena nagaradvāraṃ ten’ upasaṃkami, amanussā dvāraṃ vivariṃsu mā Yasassa kulaputtassa koci antarāyaṃ akāsi agārasmā anagāriyaṃ pabbajjāyā ’ti.  atha kho Yaso kulaputto yena Isipatanaṃ migadāyo ten’ upasaṃkami. |3| 
'Alas! what distress; alas! what danger!'  And Yasa, the noble youth, put on his gilt slippers, and went to the gate of his house. Non-human beings opened the gate, in order that no being might prevent Yasa the noble youth's leaving the world, and going forth into the houseless state.  And Yasa, the noble youth, went to the gate of the city. Non-human beings opened the gate, in order that no being might prevent Yasa the noble youth's leaving the world, and going forth into the houseless state. 
แล้วสวมรองเท้าทองเดินตรงไปยังประตูนิเวศน์ พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ด้วยหวังใจว่า ใครๆ อย่าได้ทำอันตรายแก่การออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตของยสกุลบุตรเลย.  ลำดับนั้น ยสกุลบุตรเดินตรงไปทางประตูพระนคร. พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ด้วยหวังใจว่า ใครๆ อย่าได้ทำอันตรายแก่การออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตของยสกุลบุตร.  ทีนั้น ยสกุลบุตรได้เดินตรงไปทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน. 
อถ โข ยโส กุลปุตฺโต สุวณฺณปาทุกาโย อาโรหิตฺวา เยน นิเวสนทฺวารํ เตนุปสงฺกมิ. อมนุสฺสา ทฺวารํ วิวรึสุ มา ยสสฺส กุลปุตฺตสฺส โกจิ อนฺตรายมกาสิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ  อถ โข ยโส กุลปุตฺโต เยน นครทฺวารํ เตนุปสงฺกมิ. อมนุสฺสา ทฺวารํ วิวรึสุ มา ยสสฺส กุลปุตฺตสฺส โกจิ อนฺตรายมกาสิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ.  อถ โข ยโส กุลปุตฺโต เยน อิสิปตนํ มิคทาโย เตนุปสงฺกมิ. 
tena kho pana samayena bhagavā rattiyā paccūsasamayaṃ paccuṭṭhāya ajjhokāse caṅkamati.  addasa kho bhagavā Yasaṃ kulaputtaṃ dūrato ’va āgacchantaṃ, disvāna caṅkamā orohitvā paññatte āsane nisīdi.  atha kho Yaso kulaputto bhagavato avidūre udānaṃ udānesi:  upaddutaṃ vata bho, upassaṭṭhaṃ vata bho ’ti.  atha kho bhagavā Yasaṃ kulaputtaṃ etad avoca:  idaṃ kho Yasa anupaddutaṃ, idaṃ anupassaṭṭhaṃ.  ehi Yasa nisīda, dhammaṃ te desessāmīti. |4| 
And Yasa, the noble youth, went to the deer park Isipatana.  At that time the Blessed One, having arisen in the night, at dawn was walking up and down in the open air.  And the Blessed One saw Yasa, the noble youth, coming from afar. And when he saw him, he left the place where he was walking, and sat down on a seat laid out (for him).  And Yasa, the noble youth, gave utterance near the Blessed One to that solemn exclamation:  'Alas! what distress; alas! what danger!'  And the Blessed One said to Yasa, the noble youth:  'Here is no distress, Yasa, here is no danger. 
[๒๖] ครั้นปัจจุสสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคตื่นบรรทมแล้วเสด็จจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้ง  ได้ทอดพระเนตรเห็นยสกุลบุตรเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วเสด็จลงจากที่จงกรมประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้.  ขณะนั้น ยสกุลบุตรเปล่งอุทานในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคว่า  ท่านผู้เจริญ ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ.  ทันทีนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะยสกุลบุตรว่า  ดูกรยส ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง  มาเถิดยส นั่งลง เราจักแสดงธรรมแก่เธอ. 
๒๖. เตน โข ปน สมเยน ภควา รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย อชฺโฌกาเส จงฺกมติ.  อทฺทสา โข ภควา ยสํ กุลปุตฺตํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน จงฺกมา โอโรหิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ.  อถ โข ยโส กุลปุตฺโต ภควโต อวิทูเร อุทานํ อุทาเนสิ  “อุปทฺทุตํ วต โภ อุปสฺสฏฺฐํ วต โภ”ติ.  อถ โข ภควา ยสํ กุลปุตฺตํ เอตทโวจ  “อิทํ โข ยส อนุปทฺทุตํ อิทํ อนุปสฺสฏฺฐํ.  เอหิ ยส นิสีท ธมฺมํ เต เทเสสฺสามี”ติ. 
atha kho Yaso kulaputto idaṃ kira anupaddutaṃ, idaṃ anupassaṭṭhan ti haṭṭho udaggo suvaṇṇapādukāhi orohitvā yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ nisīdi.  ekamantaṃ nisinnassa kho Yasassa kulaputtassa bhagavā anupubbikathaṃ kathesi seyyath’ īdaṃ:  dānakathaṃ sīlakathaṃ saggakathaṃ kāmānaṃ ādīnavaṃ okāraṃ saṃkilesaṃ nekkhamme ānisaṃsaṃ pakāsesi. |5| 
Come here, Yasa, sit down; I will teach you the Truth (Dhamma).'  And Yasa, the noble youth, when he heard that there was no distress, and that there was no danger, became glad and joyful; and he put off his gilt slippers, and went to the place where the Blessed One was; having approached him and having respectfully saluted the Blessed One, he sat down near him.  When Yasa, the noble youth, was sitting near him, the Blessed One preached to him in due course: 
ที่นั้น ยสกุลบุตรร่าเริงบันเทิงใจว่า ได้ยินว่า ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ดังนี้ แล้วถอดรองเท้าทองเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  เมื่อยสกุลบุตรนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ  ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม. 
อถ โข ยโส กุลปุตฺโต อิทํ กิร อนุปทฺทุตํ อิทํ อนุปสฺสฏฺฐนฺติ หฏฺโฐ อุทคฺโค สุวณฺณปาทุกาหิ โอโรหิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ.  เอกมนฺตํ นิสินฺนสฺส โข ยสสฺส กุลปุตฺตสฺส ภควา อนุปุพฺพิ๎ กถํ กเถสิ เสยฺยถิทํ  ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สํกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสิ. 
yadā bhagavā (16) āññāsi Yasaṃ kulaputtaṃ kallacittaṃ muducittaṃ vinīvaraṇacittaṃ udaggacittaṃ pasannacittaṃ, atha yā buddhānaṃ sāmukkaṃsikā dhammadesanā taṃ pakāsesi, dukkhaṃ samudayaṃ nirodhaṃ maggaṃ.  seyyathāpi nāma suddhaṃ {vatthaṃ} apagatakāḷakaṃ sammad eva rajanaṃ paṭigaṇheyya, evam eva Yasassa kulaputtassa tasmiṃ yeva āsane virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhamman ti. |6| 
that is to say, he talked about the merits obtained by alms-giving, about the duties of morality, about heaven, about the evils, the vanity, and the sinfulness of desires, and about the blessings of the abandonment of desire.  When the Blessed One saw that the mind of Yasa, the noble youth, was prepared, impressible, free from obstacles (to understanding the Truth), elated, and believing, then he preached what is the principal doctrine of the Buddhas, namely, Suffering, the Cause of stiffering, the Cessation of suffering, the Path. 
เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า ยสกุลบุตรมีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.  ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่ยสกุลบุตร ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น. 
ยทา ภควา อญฺญาสิ ยสํ กุลปุตฺตํ กลฺลจิตฺตํ มุทุจิตฺตํ วินีวรณจิตฺตํ อุทคฺคจิตฺตํ ปสนฺนจิตฺตํ อถ ยา พุทฺธานํ สามุกฺกํสิกา ธมฺมเทสนา ตํ ปกาเสสิ ทุกฺขํ สมุทยํ นิโรธํ มคฺคํ.  เสยฺยถาปิ นาม สุทฺธํ วตฺถํ อปคตกาฬกํ สมฺมเทว รชนํ ปฏิคฺคณฺเหยฺย เอวเมว ยสสฺส กุลปุตฺตสฺส ตสฺมึเยว อาสเน วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ. 
atha kho Yasassa kulaputtassa mātā pāsādaṃ abhirūhitvā Yasaṃ kulaputtaṃ apassantī yena seṭṭhi gahapati ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā seṭṭhiṃ gahapatiṃ etad avoca:  putto te gahapati Yaso na dissatīti.  atha kho seṭṭhi gahapati catuddisā assadūte uyyojetvā sāmaṃ yeva yena Isipatanaṃ migadāyo ten’ upasaṃkami.  addasa kho seṭṭhi gahapati suvaṇṇapādukānaṃ nikkhepaṃ, disvāna taṃ yeva anugamāsi. |7| 
Just as a clean cloth free from black specks properly takes the dye, thus Yasa, the noble youth, even while sitting there, obtained the pure and spotless Eye of the Truth (that is, the knowledge): 'Whatsoever is subject to the condition of origination is subject also to the condition of cessation.'  Now the mother of Yasa, the noble youth, having gone up to his palace, did not see Yasa, the noble youth, and she went to the setthi, the householder (her husband), and having approached him, she said to the setthi, the householder:  'Your son Yasa, O householder, has disappeared.'  Then the setthi, the householder, sent messengers on horseback to the four quarters of the horizon; and he went himself to the deer park Isipatana. 
บิดาของยสกุลบุตรตามหา [๒๗] ครั้นรุ่งเช้า มารดาของยสกุลบุตรขึ้นไปยังปราสาท ไม่เห็นยสกุลบุตร จึงเข้าไปหาเศรษฐีผู้คหบดี แล้วได้ถามว่า  ท่านคหบดีเจ้าข้า พ่อยสกุลบุตรของท่านหายไปไหน?  ฝ่ายเศรษฐีผู้คหบดีส่งทูตขี่ม้าไปตามหาทั้ง ๔ ทิศแล้ว ส่วนตัวเองไปหาทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน.  ได้พบรองเท้าทองวางอยู่ ครั้นแล้วจึงตามไปสู่ที่นั้น. 
๒๗. อถ โข ยสสฺส กุลปุตฺตสฺส มาตา ปาสาทํ อภิรุหิตฺวา ยสํ กุลปุตฺตํ อปสฺสนฺตี เยน เสฏฺฐิ คหปติ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เสฏฺฐึ คหปตึ เอตทโวจ  “ปุตฺโต เต คหปติ ยโส น ทิสฺสตี”ติ.  อถ โข เสฏฺฐิ คหปติ จตุทฺทิสา อสฺสทูเต อุยฺโยเชตฺวา สามํเยว เยน อิสิปตนํ มิคทาโย เตนุปสงฺกมิ.  อทฺทสา โข เสฏฺฐิ คหปติ สุวณฺณปาทุกานํ นิกฺเขปํ ทิสฺวาน ตํเยว อนุคมาสิ . 
addasa kho bhagavā seṭṭhiṃ gahapatiṃ dūrato ’va āgacchantaṃ, disvāna bhagavato etad ahosi:  yaṃ nūnāhaṃ tathārūpaṃ iddhābhisaṃkhāraṃ abhisaṃkhāreyyaṃ, yathā seṭṭhi gahapati idha nisinno idha nisinnaṃ Yasaṃ kulaputtaṃ na passeyyā ’ti.  atha kho bhagavā tathārūpaṃ iddhābhisaṃkhāraṃ abhisaṃkhāresi. |8| 
Then the setthi, the householder, saw on the ground the marks of the gilt slippers; and when he saw them, he followed them up.  And the Blessed One saw the setthi, the householder, coming from afar. On seeing him, he thought:  'What if I were to effect such an exercise of miraculous power, that the setthi, the householder, sitting here, should not see Yasa, the noble youth, who is sitting here also.' 
พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นเศรษฐีผู้คหบดีมาแต่ไกล. ครั้นแล้วทรงพระดำริว่า  ไฉนหนอ เราพึงบันดาลอิทธาภิสังขารให้เศรษฐีคหบดีนั่งอยู่ ณ ที่นี้ ไม่เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้  แล้วทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ดังพระพุทธดำริ. 
อทฺทสา โข ภควา เสฏฺฐึ คหปตึ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน ภควโต เอตทโหสิ  “ยํนูนาหํ ตถารูปํ อิทฺธาภิสงฺขารํ อภิสงฺขเรยฺยํ ยถา เสฏฺฐิ คหปติ อิธ นิสินฺโน อิธ นิสินฺนํ ยสํ กุลปุตฺตํ น ปสฺเสยฺยา”ติ.  อถ โข ภควา ตถารูปํ อิทฺธาภิสงฺขารํ อภิสงฺขเรสิ. 
atha kho seṭṭhi gahapati yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ etad avoca:  api bhante bhagavā Yasaṃ kulaputtaṃ passeyyā ’ti.  tena hi gahapati nisīda. app eva nāma idha nisinno idha nisinnaṃ Yasaṃ kulaputtaṃ passeyyāsīti.  atha kho seṭṭhi gahapati idh’ eva kirāhaṃ nisinno idha nisinnaṃ Yasaṃ kulaputtaṃ passissāmīti haṭṭho udaggo bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ nisīdi. |9| 
And the Blessed One effected such an exercise of his miraculous power.  And the setthi, the householder, went to the place where the Blessed One was; having approached him, he said to the Blessed One:  'Pray, Lord, has the Blessed One seen Yasa, the noble youth?'  'Well, householder, sit down. Perhaps, sitting here, you may see Yasa, the noble youth, sitting here also.' 
ครั้งนั้น เศรษฐีผู้คหบดีได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามว่า  พระผู้มีพระภาคทรงเห็นยสกุลบุตรบ้างไหม พระพุทธเจ้าข้า?  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรคหบดี ถ้าอย่างนั้น เชิญนั่ง บางทีท่านนั่งอยู่ ณ ที่นี้ จะพึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้.  ครั้งนั้น เศรษฐีผู้คหบดีร่าเริงบันเทิงใจว่า ได้ยินว่า เรานั่งอยู่ ณ ที่นี้แหละ จักเห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้ จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. 
อถ โข เสฏฺฐิ คหปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ  “อปิ ภนฺเต ภควา ยสํ กุลปุตฺตํ ปสฺเสยฺยา”ติ?  เตน หิ คหปติ นิสีท อปฺเปว นาม อิธ นิสินฺโน อิธ นิสินฺนํ ยสํ กุลปุตฺตํ ปสฺเสยฺยาสีติ.  อถ โข เสฏฺฐิ คหปติ อิเธว กิราหํ นิสินฺโน อิธ นิสินฺนํ ยสํ กุลปุตฺตํ ปสฺสิสฺสามีติ หฏฺโฐ อุทคฺโค ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ. 
ekamantaṃ nisinnassa kho seṭṭhissa gahapatissa bhagavā anupubbikathaṃ kathesi -- la -- aparappaccayo satthu sāsane bhagavantaṃ etad avoca:  abhikkantaṃ bhante, abhikkantaṃ bhante, seyyathāpi bhante nikkujjitaṃ vā ukkujjeyya, paṭicchannaṃ vā vivareyya, mūḷhassa vā maggaṃ ācikkheyya, andhakāre vā telapajjotaṃ dhāreyya cakkhumanto rūpāni dakkhintīti, evam eva bhagavatā anekapariyāyena dhammo pakāsito.  es’ āhaṃ bhante bhagavantaṃ saraṇaṃ gacchāmi dhammañ ca bhikkhusaṃghañ ca, upāsakaṃ maṃ bhagavā dhāretu ajjatagge pāṇupetaṃ saraṇaṃ gatan ti.  so ’va loke paṭhamaṃ upāsako ahosi (17) tevāciko. |10| 
And the setthi, the householder, who thought: 'Indeed, sitting here I shall see Yasa, the noble youth, sitting here also I became glad and joyful, and having respectfully saluted the Blessed One, he sat down near him.  When the setthi, the householder, was sitting near him, the Blessed One preached to him in due course; that is to say, he talked about the merits obtained by alms-giving, . . . . (&c., as at end of § 5). And the setthi, the householder, having seen the Truth, having mastered the Truth, having penetrated the Truth, having overcome uncertainty, having dispelled all doubts, having gained full knowledge, dependent on nobody else for the knowledge of the doctrine of the Teacher, said to the Blessed One:  'Glorious, Lord! glorious, Lord! Just as if one should set up, Lord, what had been overturned, or should reveal what had been hidden, or should point out the way to one who had lost his way, or should bring a lamp into the darkness, in order that those who had eyes might see visible things, thus has the Blessed One preached the doctrine in many ways.  I take my refuge, Lord, in the Blessed One, and in the Dhamma, and in the fraternity of Bhikkhus; may the Blessed One receive me from this day forth while my life lasts as a disciple who has taken his refuge in Him.' 
เมื่อเศรษฐีผู้คหบดีนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม. เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า เศรษฐีผู้คหบดี มีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่เศรษฐีผู้คหบดี ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อม ฉะนั้น. ครั้นเศรษฐีผู้คหบดี ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้  ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.  ก็เศรษฐีผู้คหบดีนั้น ได้เป็นอุบาสกกล่าวอ้างพระรัตนตรัย เป็นคนแรกในโลก. 
เอกมนฺตํ นิสินฺนสฺส โข เสฏฺฐิสฺส คหปติสฺส ภควา อนุปุพฺพิ๎ กถํ กเถสิ เสยฺยถิทํ ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สํกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสิ. ยทา ภควา อญฺญาสิ เสฏฺฐึ คหปตึ กลฺลจิตฺตํ มุทุจิตฺตํ วินีวรณจิตฺตํ อุทคฺคจิตฺตํ ปสนฺนจิตฺตํ อถ ยา พุทฺธานํ สามุกฺกํสิกา ธมฺมเทสนา ตํ ปกาเสสิ ทุกฺขํ สมุทยํ นิโรธํ มคฺคํ. เสยฺยถาปิ นาม สุทฺธํ วตฺถํ อปคตกาฬกํ สมฺมเทว รชนํ ปฏิคฺคณฺเหยฺย เอวเมว เสฏฺฐิสฺส คหปติสฺส ตสฺมึเยว อาสเน วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ. อถ โข เสฏฺฐิ คหปติ ทิฏฺฐธมฺโม ปตฺตธมฺโม วิทิตธมฺโม ปริโยคาฬฺหธมฺโม ติณฺณวิจิกิจฺโฉ วิคตกถํกโถ เวสารชฺชปฺปตฺโต อปรปฺปจฺจโย สตฺถุสาสเน ภควนฺตํ เอตทโวจ  “อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เสยฺยถาปิ ภนฺเต นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต.  เอสาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ. อุปาสกํ มํ ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คต”นฺติ  โสว โลเก ปฐมํ อุปาสโก อโหสิ เตวาจิโก 
atha kho Yasassa kulaputtassa pituno dhamme desiyamāne yathādiṭṭhaṃ yathāviditaṃ bhūmiṃ paccavekkhantassa anupādāya āsavehi cittaṃ vimucci.  atha kho bhagavato etad ahosi:  Yasassa kulaputtassa pituno dhamme desiyamāne yathādiṭṭhaṃ yathāviditaṃ bhūmiṃ paccavekkhantassa anupādāya āsavehi cittaṃ vimuttaṃ.  abhabbo kho Yaso kulaputto hīnāyāvattitvā kāme paribhuñjituṃ seyyathāpi pubbe agārikabhūto.  yaṃ nūnāhaṃ taṃ iddhābhisaṃkhāraṃ paṭippassambheyyan ti.  atha kho bhagavā taṃ iddhābhisaṃkhāraṃ paṭippassambhesi. |11| 
This was the first person in the world who became a lay-disciple by the formula of the holy triad  And Yasa, the noble youth, while instruction was administered (by the Buddha) to his father, contemplated the stage of knowledge which he had seen with his mind and understood; and his mind became free from attachment to the world, and was released from the Âsavas.  Then the Blessed One thought:  'Yasa, the noble youth, while instruction was administered to his father, has contemplated the stage of knowledge which he had seen with his mind and understood; and his mind has become free from attachment to the world, and has become released from the Âsavas.  It is impossible that Yasa, the noble youth, should return to the world and enjoy pleasures, as he did before, when he lived in his house.  What if I were now to put an end to that exertion of my miraculous power.' 
ยสกุลบุตรสำเร็จพระอรหัตต์ [๒๘] คราวเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร จิตของยสกุลบุตร ผู้พิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว ก็พ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า  เมื่อเราแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตรอยู่ จิตของยสกุลบุตร ผู้พิจารณาเห็นภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.  ยสกุลบุตรไม่ควรจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เหมือนเป็นคฤหัสถ์ครั้งก่อน  ถ้ากระไร เราพึงคลายอิทธาภิสังขารนั้นได้แล้ว.  พระองค์ก็ได้ทรงคลายอิทธาภิสังขารนั้น. 
๒๘. อถ โข ยสสฺส กุลปุตฺตสฺส ปิตุโน ธมฺเม เทสิยมาเน ยถาทิฏฺฐํ ยถาวิทิตํ ภูมึ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิ.  อถ โข ภควโต เอตทโหสิ  “ยสสฺส โข กุลปุตฺตสฺส ปิตุโน ธมฺเม เทสิยมาเน ยถาทิฏฺฐํ ยถาวิทิตํ ภูมึ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ.  อภพฺโพ โข ยโส กุลปุตฺโต หีนายาวตฺติตฺวา กาเม ปริภุญฺชิตุํ เสยฺยถาปิ ปุพฺเพ อคาริกภูโต  ยํนูนาหํ ตํ อิทฺธาภิสงฺขารํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺย”นฺติ.  อถ โข ภควา ตํ อิทฺธาภิสงฺขารํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภสิ. 
addasa kho seṭṭhi gahapati Yasaṃ kulaputtaṃ nisinnaṃ, disvāna Yasaṃ kulaputtaṃ etad avoca:  mātā tetāta Yasa paridevasokasampannā, dehi mātu jīvitan ti. |12| 
And the Blessed One put an end to that exertion of his miraculous Power.  Then the setthi, the householder, saw Yasa, the noble youth, sitting there. On seeing him he said to Yasa, the noble youth: 
เศรษฐีผู้คหบดีได้เห็นยสกุลบุตรนั่งอยู่ ครั้นแล้วได้พูดกะยสกุลบุตรว่า  พ่อยส มารดาของเจ้าโศกเศร้าคร่ำครวญถึง เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาของเจ้าเถิด. 
อทฺทสา โข เสฏฺฐิ คหปติ ยสํ กุลปุตฺตํ นิสินฺนํ ทิสฺวาน ยสํ กุลปุตฺตํ เอตทโวจ  “มาตา เต ตาต ยส ปริเทว โสกสมาปนฺนา เทหิ มาตุยา ชีวิต”นฺติ. 
atha kho Yaso kulaputto bhagavantaṃ ullokesi.  atha kho bhagavā seṭṭhiṃ gahapatiṃ etad avoca: taṃ kiṃ maññasi gahapati, Yasassa sekhena ñāṇena sekhena dassanena dhammo diṭṭho seyyathāpi tayā.  tassa yathādiṭṭhaṃ yathāviditaṃ bhūmiṃ paccavekkhantassa anupādāya āsavehi cittaṃ vimuttaṃ.  bhabbo nu kho Yaso gahapati hīnāyāvattitvā kāme paribhuñjituṃ seyyathāpi pubbe agārikabhūto ’ti.  no h’ etaṃ bhante.  Yasassa kho gahapati kulaputtassa sekhena ñāṇena sekhena dassanena dhammo diṭṭho seyyathāpi tayā.  tassa yathādiṭṭhaṃ yathāviditaṃ bhūmiṃ paccavekkhantassa anupādāya āsavehi cittaṃ vimuttaṃ.  abhabbo kho gahapati Yaso kulaputto hīnāyāvattitvā kāme paribhuñjituṃ seyyathāpi pubbe agārikabhūto ’ti. |13| 
'My son Yasa, your mother is absorbed in lamentation and grief; restore your mother to life.'  Then Yasa, the noble youth, looked at the Blessed One.  And the Blessed One said to the setthi, the householder: 'What do you think then, O householder? That Yasa has (first) won only an imperfect degree of knowledge and insight into the Truth, as you have yourself?  Or that rather he was contemplating the stage of knowledge which he had seen with his mind and understood; and that his mind has thus become free from attachment to the world, and has become released from the Âsavas?  Now would it then be possible, O householder, that Yasa should return to the world and enjoy pleasures as he did before, when he lived in his house?'  'Not so, Lord.'  'Yasa, the noble youth, O householder, had (first) won, like yourself, an imperfect degree of knowledge and insight into the Truth.  But when he was contemplating the stage of knowledge which he had seen with his mind and understood, his mind has become free from attachment to the world, and has become released from the Âsavas. 
ครั้งนั้น ยสกุลบุตรได้ชำเลืองดู พระผู้มีพระภาค  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแก่เศรษฐีผู้คหบดีว่า ดูกรคหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมด้วยญาณทัสสนะเพียงเสขภูมิเหมือนท่าน  เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว จิตพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น  ดูกรคหบดี ยสกุลบุตรควรหรือเพื่อจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เหมือนเป็นคฤหัสถ์ครั้งก่อน?.  เศรษฐีผู้คหบดีกราบทูลว่า ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคตรัสรับรองว่า ดูกรคหบดี ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมด้วยญาณทัสสนะเพียงเสขภูมิเหมือนท่าน  เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว จิตพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น  ดูกรคหบดี ยสกุลบุตรไม่ควรจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกามเหมือนเป็นคฤหัสถ์ครั้งก่อน. 
อถ โข ยโส กุลปุตฺโต ภควนฺตํ อุลฺโลเกสิ.  อถ โข ภควา เสฏฺฐึ คหปตึ เอตทโวจ “ตํ กึ มญฺญสิ คหปติ ยสฺส เสกฺเขน ญาเณน เสกฺเขน ทสฺสเนน ธมฺโม ทิฏฺโฐ วิทิโต เสยฺยถาปิ ตยา?  ตสฺส ยถาทิฏฺฐํ ยถาวิทิตํ ภูมึ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ.  ภพฺโพ นุ โข โส คหปติ หีนายาวตฺติตฺวา กาเม ปริภุญฺชิตุํ เสยฺยถาปิ ปุพฺเพ อคาริกภูโต”ติ?  “โน เหตํ ภนฺเต”.  “ยสสฺส โข คหปติ กุลปุตฺตสฺส เสกฺเขน ญาเณน เสกฺเขน ทสฺสเนน ธมฺโม ทิฏฺโฐ วิทิโต เสยฺยถาปิ ตยา.  ตสฺส ยถาทิฏฺฐํ ยถาวิทิตํ ภูมึ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ.  อภพฺโพ โข คหปติ ยโส กุลปุตฺโต หีนายาวตฺติตฺวา กาเม ปริภุญฺชิตุํ เสยฺยถาปิ ปุพฺเพ อคาริกภูโต”ติ. 
lābhā bhante Yasassa kulaputtassa, suladdhaṃ bhante Yasassa kulaputtassa, yathā Yasassa kulaputtassa anupādāya āsavehi cittaṃ vimuttaṃ.  adhivāsetu me bhante bhagavā ajjatanāya bhattaṃ Yasena kulaputtena pacchāsamaṇenā ’ti.  adhivāsesi bhagavā tuṇhibhāvena.  atha kho seṭṭhi gahapati bhagavato adhivāsanaṃ viditvā uṭṭhāyāsanā bhagavantaṃ abhivādetvā padakkhiṇaṃ katvā pakkāmi. |14| 
It is impossible, O householder, that Yasa, the noble youth, should return to the world and enjoy pleasures as he did before, when he lived in his house.'  'It is all gain, Lord, to Yasa, the noble youth, it is high bliss, Lord, for Yasa, the noble youth, that the mind of Yasa, the noble youth, has become free from attachment to the world, and has become released from the Âsavas.  Might, Lord, the Blessed One consent to take his meal with me to-day together with Yasa, the noble youth, as his attendant?'  The Blessed One expressed his consent by remaining silent. 
เศรษฐีผู้คหบดีกราบทูลว่า การที่จิตของยสกุลบุตรพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นนั้น เป็นลาภของยสกุลบุตร ยสกุลบุตรได้ดีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  ขอพระผู้มีพระภาคมียสกุลบุตรเป็นปัจฉาสมณะ จงทรงรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเสวยในวันนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณีภาพ.  ครั้นเศรษฐีผู้คหบดีทราบการรับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วกลับไป. 
“ลาภา ภนฺเต ยสสฺส กุลปุตฺตสฺส สุลทฺธํ ภนฺเต ยสสฺส กุลปุตฺตสฺส ยถา ยสสฺส กุลปุตฺตสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ.  อธิวาเสตุ เม ภนฺเต ภควา อชฺชตนาย ภตฺตํ ยเสน กุลปุตฺเตน ปจฺฉาสมเณนา”ติ.  อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน.  อถ โข เสฏฺฐิ คหปติ ภควโต อธิวาสนํ วิทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ. 
atha kho Yaso kulaputto acirappakkante seṭṭhimhi gahapatimhi bhagavantaṃ etad avoca: labheyyāhaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, {labheyyaṃ} upasampadan ti.  ehi bhikkhū ’ti bhagavā avoca, svākkhāto dhammo, cara brahmacariyaṃ sammā dukkhassa antakiriyāyā ’ti.  sā (18) ’va tassa āyasmato upasampadā ahosi.  tena kho pana samayena satta loke arahanto honti. |15| 
Then the setthi, the householder, when he understood that the Blessed One had accepted his invitation, rose from his seat, respectfully saluted the Blessed One, and passing round him with his right side towards him, departed thence.  And Vasâ, the noble youth, soon after the setthi, the householder, was gone, said to the Blessed One: 'Lord, let me receive the pabbaggâ and upasampadâ ordinations from the Blessed One.'  'Come, O Bhikkhu,' said the Blessed One, 'well taught is the doctrine; lead a holy life for the sake of the complete extinction of suffering.'  Thus this venerable person received the upasampadâ ordination. 
กาลเมื่อเศรษฐีผู้คหบดีกลับไปแล้วไม่นาน ยสกุลบุตรได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด.  พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น  สมัยนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๗ องค์. 
อถ โข ยโส กุลปุตฺโต อจิรปกฺกนฺเต เสฏฺฐิมฺหิ คหปติมฺหิ ภควนฺตํ เอตทโวจ “ลเภยฺยาหํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปท”นฺติ.  “เอหิ ภิกฺขู”ติ ภควา อโวจ “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จร พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายา”ติ.  สาว ตสฺส อายสฺมโต อุปสมฺปทา อโหสิ.  เตน โข ปน สมเยน สตฺต โลเก อรหนฺโต โหนฺติ. 
Yasapabbajjā niṭṭhitā. ||7|| 
At that time there were seven Arahats in the world. 
ยสบรรพชา จบ 
ยสสฺส ปพฺพชฺชา นิฏฺฐิตา. 
atha kho bhagavā pubbaṇhasamayaṃ nivāsetvā pattacīvaraṃ ādāya āyasmatā Yasena pacchāsamaṇena yena seṭṭhissa gahapatissa nivesanaṃ ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā paññatte āsane nisīdi.  atha kho āyasmato Yasassa mātā ca purāṇadutiyikā ca yena bhagavā ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantam {nisīdiṃsu.} |1| 
End of the story of Yasa's pabbaggâ.  And in the forenoon the blessed One, having put on his under-robes, took his alms-bowl, and, with his kîvara on, went with the venerable Yasa as his attendant to the house of the setthi, the householder. When he had arrived there, he sat down on a seat laid out for him. 
มารดาและภรรยาเก่าของพระยสได้ธรรมจักษุ [๒๙] ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรมีท่านพระยสเป็นปัจฉาสมณะ เสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่นิเวศน์ของเศรษฐีผู้คหบดี ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดถวาย.  ลำดับนั้น มารดาและภรรยาเก่าของท่านพระยส พากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. 
๒๙. อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย อายสฺมตา ยเสน ปจฺฉาสมเณน เยน เสฏฺฐิสฺส คหปติสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ. ข  อถ โข อายสฺมโต ยสสฺส มาตา จ ปุราณทุติยิกา จ เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ. 
tāsaṃ bhagavā anupubbikathaṃ kathesi seyyath’ īdaṃ: dānakathaṃ sīlakathaṃ saggakathaṃ kāmānaṃ ādīnavaṃ okāraṃ saṃkilesaṃ nekkhamme ānisaṃsaṃ pakāsesi.  yadā tā bhagavā aññāsi kallacittā muducittā vinīvaraṇacittā uddaggacittā pasannacittā, atha yā buddhānaṃ sāmukkaṃsikā dhammadesanā taṃ pakāsesi, dukkhaṃ samudayaṃ nirodhaṃ maggaṃ.  seyyathāpi nāma suddhaṃ vatthaṃ apagatakāḷakaṃ sammad eva rajanaṃ paṭigaṇheyya, evam eva tāsaṃ tasmiṃ yeva āsane virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhamman ti. |2| 
Then the mother and the former wife of the venerable Yasa went to the place where the Blessed One was; having approached him and having respectfully saluted the Blessed One. they sat down near him.  Then the Blessed One preached to them in due course; that is to say, he talked about the merits obtained by alms-giving, . . . . (&c., as in chap. 7. 5, 6, down to:);   
พระผู้มีพระภาคตรัสอนุปุพพิกถาแก่นางทั้งสอง คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม.  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นางทั้งสองมีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.  ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่นางทั้งสอง ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น. 
ตาสํ ภควา อนุปุพฺพิ๎ กถํ กเถสิ เสยฺยถิทํ ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สํกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสิ.  ยทา ตา ภควา อญฺญาสิ กลฺลจิตฺตา มุทุจิตฺตา วินีวรณจิตฺตา อุทคฺคจิตฺตา ปสนฺนจิตฺตา อถ ยา พุทฺธานํ สามุกฺกํสิกา ธมฺมเทสนา ตํ ปกาเสสิ ทุกฺขํ สมุทยํ นิโรธํ มคฺคํ  เสยฺยถาปิ นาม สุทฺธํ วตฺถํ อปคตกาฬกํ สมฺมเทว รชนํ ปฏิคฺคณฺเหยฺย เอวเมว ตาสํ ตสฺมึเยว อาสเน วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ. 
tā diṭṭhadhammā pattadhammā viditadhammā pariyogāḷhadhammā tiṇṇavicikicchā vigatakathaṃkathā vesārajjappattā aparappaccayā satthu sāsane bhagavantaṃ etad avocuṃ:  abhikkantaṃ bhante, abhikkantaṃ bhante --la-- etā mayaṃ bhante bhagavantaṃ saraṇaṃ gacchāma dhammañ ca bhikkhusaṃghañ ca, upāsikāyo no bhagavā dhāretu ajjatagge pāṇupetā saraṇaṃ gatā ’ti.  tā ’va loke paṭhamaṃ upāsikā ahesuṃ tevācikā. |3| 
thus they obtained, while sitting there, the pure and spotless Eye of theTruth (that is, the knowledge): 'Whatsoever is subject to the condition of origination is subject also to the condition of cessation.'  And having seen the Truth, . . . . (&c., as above, §§ 5, 6, down to:), dependent on nobody else for knowledge of the Teacher's doctrine, they thus spoke to the Blessed One:  'Glorious, Lord! glorious Lord! Just as if one should set up' (&c., as in chap. 7. 10, down to:). We take our refuge, Lord, in the Blessed One, and in the Dhamma, and in the fraternity of Bhikkhus; may the Blessed One receive us from this day forth, while our life lasts, as disciples who have taken their refuge in Him.' 
มารดาและภรรยาเก่าของท่านพระยสได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ หม่อมฉันทั้งสองนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำหม่อมฉันทั้งสองว่า เป็นอุบาสิกาผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.  ก็มารดาและภรรยาเก่าของท่านพระยส ได้เป็นอุบาสิกา กล่าวอ้างพระรัตนตรัยเป็นชุดแรกในโลก. 
ตา ทิฏฺฐธมฺมา ปตฺตธมฺมา วิทิตธมฺมา ปริโยคาฬฺหธมฺมา ติณฺณวิจิกิจฺฉา วิคตกถํกถา เวสารชฺชปฺปตฺตา อปรปฺปจฺจยา สตฺถุสาสเน ภควนฺตํ เอตทโวจุํ  “อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเตฯเปฯ เอตา มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉาม ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ. อุปาสิกาโย โน ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตา สรณํ คตา”ติ.  ตา จ โลเก ปฐมํ อุปาสิกา อเหสุํ เตวาจิกา. 
atha kho āyasmato Yasassa mātā ca pitā ca purāṇadutiyikā ca bhagavantañ ca āyasmantañ ca Yasaṃ paṇītena khādaniyena bhojaniyena sahatthā santappetvā sampavāretvā bhagavantaṃ bhuttāviṃ onītapattapāṇiṃ ekamantaṃ nisīdiṃsu.  atha kho bhagavā āyasmato Yasassa mātarañ ca pitarañ ca purāṇadutiyikañ ca dhammiyā kathāya sandassetvā samādapetvā samuttejetvā sampahaṃsetvā uṭṭhāyāsanā pakkāmi. |4| 
These were the first females in the world who became lay-disciples by the formula of the holy triad.  And the mother and the father and the former wife of the venerable Yasa with their own hands served and offered excellent food, both hard and soft, to the Blessed One and to the venerable Yasa; and when the Blessed One had finished his meal, and cleansed his bowl and his hands, they sat down near him. 
ครั้งนั้น มารดาบิดาและภรรยาเก่าของท่านพระยสได้อังคาสพระผู้มีพระภาคและท่านพระยส ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตนๆ จนให้ห้ามภัต ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้มารดาบิดา และภรรยาเก่าของท่านพระยส เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากอาสนะกลับไป. 
อถ โข อายสฺมโต ยสสฺส มาตา จ ปิตา จ ปุราณทุติยิกา จ ภควนฺตญฺจ อายสฺมนฺตญฺจ ยสํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปตฺวา สมฺปวาเรตฺวา ภควนฺตํ ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ เอกมนฺตํ นิสีทึสุ.  อถ โข ภควา อายสฺมโต ยสสฺส มาตรญฺจ ปิตรญฺจ ปุราณทุติยิกญฺจ ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสตฺวา สมาทเปตฺวา สมุตฺเตเชตฺวา สมฺปหํเสตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ. 
||8|| 
Then the Blessed One taught, incited, animated, and gladdened the mother, and father, and the former wife of the venerable Yasa by religious discourse; and then he rose from his seat and went away. 
 
assosuṃ kho āyasmato Yasassa cattāro gihisahāyakā Bārāṇasiyaṃ seṭṭhānuseṭṭhīnaṃ kulānaṃ puttā Vimalo (19) Subāhu Puṇṇaji Gavampati: Yaso kira kulaputto kesamassuṃ ohāretvā kāsāyāni vatthāni acchādetvā agārasmā anagāriyaṃ pabbajito ’ti.  sutvāna nesaṃ etad ahosi: na hi nūna so orako dhammavinayo, na sā orakā pabbajjā, yattha Yaso kulaputto kesamassuṃ ohāretvā kāsāyāni vatthāni acchādetvā agārasmā anagāriyaṃ pabbajito ’ti. |1| 
Now four lay persons, friends of the venerable Yasa, belonging to the setthi families of Benares, and to the highest after the setthi families, by name Vimala, Subâhu, Punnagi, and Gavampati, heard: 'Yasa, the noble youth, has cut off his hair and beard, and has put on yellow robes, and has given up the world, and gone forth into the houseless state.' 
สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของพระยสออกบรรพชา [๓๐] สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของท่านพระยส คือ วิมล ๑ สุพาหุ ๑ ปุณณชิ ๑ ควัมปติ ๑ เป็นบุตรของสกุลเศรษฐีสืบๆ มา ในพระนครพาราณสี ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตรปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตแล้ว.  ครั้นทราบดังนั้นแล้ว ได้ดำริว่า ธรรมวินัยและบรรพชาที่ยสกุลบุตร ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้วนั้น คงไม่ต่ำทรามแน่นอน 
  ๓๐. อสฺโสสุํ โข อายสฺมโต ยสสฺส จตฺตาโร คิหิสหายกา พาราณสิยํ เสฏฺฐานุเสฏฺฐีนํ กุลานํ ปุตฺตา วิมโล สุพาหุ ปุณฺณชิ ควมฺปติ ยโส กิร กุลปุตฺโต เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโตติ. 
te cattāro janā yenāyasmā Yaso ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā āyasmantaṃ Yasaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhaṃsu.  atha kho āyasmā Yaso te cattāro gihisahāyake ādāya yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ nisīdi. ekamantaṃ nisinno kho āyasmā Yaso bhagavantaṃ etad avoca:  ime me bhante cattāro gihisahāyakā Bārāṇasiyaṃ seṭṭhānuseṭṭhīnaṃ kulānaṃ puttā Vimalo Subāhu Puṇṇaji Gavampati, ime cattāro bhagavā ovadatu anusāsatū ’ti. |2| 
When they had heard that, they thought: 'Surely that cannot be a common doctrine and discipline, that cannot be a common renunciation of the world, if Yasa, the noble youth, has cut off his hair and beard, and has put on yellow robes, and has given up the world, and gone forth into the houseless state.'  Those four persons went to the place where the venerable Yasa was; having approached him and having respectfully saluted the venerable Yasa, they stood by his side.  And the venerable Yasa went with his four lay-friends to the place where the Blessed One was; having approached him and having respectfully saluted the Blessed One, he sat down near him. Sitting near him the venerable Yasa said to the Blessed One: 
ดังนี้ จึงพากันเข้าไปหาท่านพระยส อภิวาทแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  จึงท่านพระยสพาสหายคฤหัสถ์ทั้ง ๔ นั้น เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า  พระพุทธเจ้าข้า สหายคฤหัสถ์ของข้าพระองค์ ๔ คนนี้ ชื่อ วิมล ๑ สุพาหุ ๑ ปุณณชิ ๑ ควัมปติ ๑ เป็นบุตรของสกุลเศรษฐี สืบๆ มาในพระนครพาราณสี ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานโอวาทสั่งสอนสหายของข้าพระองค์เหล่านี้. 
สุตฺวาน เนสํ เอตทโหสิ “น หิ นูน โส โอรโก ธมฺมวินโย น สา โอรกา ปพฺพชฺชา ยตฺถ ยโส กุลปุตฺโต เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต”ติ.  เต เยนายสฺมา ยโส เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ ยสํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ.  อถ โข อายสฺมา ยโส เต จตฺตาโร คิหิสหายเก อาทาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ. เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา ยโส ภควนฺตํ เอตทโวจ 
tesaṃ bhagavā anupubbikathaṃ kathesi seyyath’ īdaṃ: dānakathaṃ sīlakathaṃ saggakathaṃ kāmānaṃ ādīnavaṃ okāraṃ saṃkilesaṃ nekkhamme ānisaṃsaṃ pakāsesi.  yadā te bhagavā aññāsi kallacitte muducitte vinīvaraṇacitte udaggacitte pasannacitte, atha yā buddhānaṃ sāmukkaṃsikā dhammadesanā taṃ pakāsesi, dukkhaṃ samudayaṃ nirodhaṃ maggaṃ.  seyyathāpi nāma suddhaṃ vatthaṃ apagatakāḷakaṃ sammad eva rajanaṃ paṭigaṇheyya, evam eva tesaṃ tasmiṃ yeva āsane virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhamman ti. |3| 
'Lord, here are four lay-friends of mine, belonging to the setthi families of Benares and to the highest after the setthi families; their names are Vimala, Subâhu, Punnagi, and Gavampati. May the Blessed One administer exhortation and. instruction to these four persons.  Then the Blessed One preached to them, . . . . (&c., as in chap. 8. 2).   
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม.  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.  ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พวกเขา ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น. 
“อิเม เม ภนฺเต จตฺตาโร คิหิสหายกา พาราณสิยํ เสฏฺฐานุเสฏฺฐีนํ กุลานํ ปุตฺตา วิมโล สุพาหุ ปุณฺณชิ ควมฺปติ. อิเม ภควา โอวทตุ อนุสาสตู”ติ  เตสํ ภควา อนุปุพฺพิ๎ กถํ กเถสิ เสยฺยถิทํ ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สํกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสิ  ยทา เต ภควา อญฺญาสิ กลฺลจิตฺเต มุทุจิตฺเต วินีวรณจิตฺเต อุทคฺคจิตฺเต ปสนฺนจิตฺเต อถ ยา พุทฺธานํ สามุกฺกํสิกา ธมฺมเทสนา ตํ ปกาเสสิ ทุกฺขํ สมุทยํ นิโรธํ มคฺคํ 
te diṭṭhadhammā pattadhammā viditadhammā {pariyogāḷhadhammā} tiṇṇavicikicchā vigatakathaṃkathā vesārajjappattā aparappaccayā satthu sāsane bhagavantaṃ etad avocuṃ:  labheyyāma mayaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, labheyyāma upasampadan ti.  etha bhikkhavo ’ti bhagavā avoca, svākkhāto dhammo, caratha brahmacariyaṃ sammā dukkhassa antakiriyāyā ’ti.  sā ’va tesaṃ āyasmantānaṃ upasampadā ahosi.  atha kho bhagavā te {bhikkhū} dhammiyā kathāya ovadi anusāsi.  tesaṃ bhagavatā dhammiyā kathāya ovadiyamānānaṃ anusāsiyamānānaṃ anupādāya āsavehi cittāni vimucciṃsu.  tena kho pana samayena ekādasa loke arahanto honti. |4| 
  And having seen the Truth, . . . . (&c., down to:) dependent on nobody else for the knowledge of the Teacher's doctrine, they thus spoke to the Blessed One:  'Lord, let us receive the pabbaggâ and upasampadâ ordinations from the Blessed One.'  'Come, O Bhikkhus,' said the Blessed One, 'well taught is the doctrine; lead a holy life for the sake of the complete extinction of suffering.'  Thus these venerable persons received the upasampadâ ordination.  And the Blessed One administered to these Bhikkhus exhortation and instruction by discourse relating to the Dhamma.  While they received exhortation and instruction from the Blessed One by discourse relating to the Dhamma. their minds became free from attachment to the world, and were released from the Âsavas. 
พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  พระพุทธเจ้าข้า ขอพวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.  ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา.  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา จิตของภิกษุเหล่านั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.  สมัยนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๑๑ องค์. 
เสยฺยถาปิ นาม สุทฺธํ วตฺถํ อปคตกาฬกํ สมฺมเทว รชนํ ปฏิคฺคณฺเหยฺย เอวเมว เตสํ ตสฺมึเยว อาสเน วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ “ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺม”นฺติ.  เต ทิฏฺฐธมฺมา ปตฺตธมฺมา วิทิตธมฺมา ปริโยคาฬฺหธมฺมา ติณฺณวิจิกิจฺฉา วิคตกถํกถา เวสารชฺชปฺปตฺตา อปรปฺปจฺจยา สตฺถุสาสเน ภควนฺตํ เอตทโวจุํ  “ลเภยฺยาม มยํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยาม อุปสมฺปท”นฺติ.  “เอถ ภิกฺขโว”ติ ภควา อโวจ “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายา”ติ.  สาว เตสํ อายสฺมนฺตานํ อุปสมฺปทา อโหสิ.  อถ โข ภควา เต ภิกฺขู ธมฺมิยา กถาย โอวทิ อนุสาสิ.  เตสํ ภควตา ธมฺมิยา กถาย โอวทิยมานานํ อนุสาสิยมานานํ อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสุ. 
Catugihipabbajjā niṭṭhitā. ||9|| 
At that time there were eleven Arahats in the world. 
สหายคฤหัสถ์ ๔ คน ของพระยสออกบรรพชา จบ. 
เตน โข ปน สมเยน เอกาทส โลเก อรหนฺโต โหนฺติ. 
([page 020] 20 MAHĀVAGGA. [I. 10-11. 1.) assosuṃ kho āyasmato Yasassa paññāsamattā gihisahāyakā janapadā pubbānupubbakānaṃ kulānaṃ puttā:  Yaso kira kulaputto kesamassuṃ ohāretvā kāsāyāni vatthāni acchādetvā agārasmā anagāriyaṃ pabbajito ’ti.  sutvāna nesaṃ etad ahosi: na hi nūna so orako dhammavinayo, na sā orakā pabbajjā, yattha Yaso kulaputto kesamassuṃ ohāretvā kāsāyāni vatthāni acchādetvā agārasmā anagāriyaṃ pabbajito ’ti. |1| 
Here ends the story of the ordination of the four laymen.  Now fifty lay persons, friends of the venerable Yasa, belonging to the highest families in the country and to those next to the highest, heard, . . . . ( &c., as in chap. 9, §§ 1, 2, 3, 4, down to:).   
สหายคฤหัสถ์ ๕๐ คน ของพระยสออกบรรพชา [๓๑] สหายคฤหัสถ์ของท่านพระยส เป็นชาวชนบทจำนวน ๕๐ คน เป็นบุตรของสกุลเก่าสืบๆ กันมา ได้ทราบข่าวว่า  ยสกุลบุตร ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว.  ครั้นทราบดังนั้นแล้วได้ดำริว่า ธรรมวินัยและบรรพชาที่ยสกุลบุตรปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้วนั้น คงไม่ต่ำทรามแน่นอน 
จตุคิหิสหายกปพฺพชฺชา นิฏฺฐิตา.  ๓๑. อสฺโสสุํ โข อายสฺมโต ยสสฺส ปญฺญาสมตฺตา คิหิสหายกา ชานปทา ปุพฺพานุปุพฺพกานํ กุลานํ ปุตฺตา  ยโส กิร กุลปุตฺโต เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโตติ. 
te yenāyasmā Yaso ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā āyasmantaṃ Yasaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhaṃsu.  atha kho āyasmā Yaso te paññāsamatte gihisahāyake ādāya yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ nisīdi. ekamantaṃ nisinno kho āyasmā Yaso bhagavantaṃ etad avoca:  ime me bhante paññāsamattā gihisahāyakā janapadā pubbānupubbakānaṃ kulānaṃ puttā, ime bhagavā ovadatu anusāsatū ’ti. |2| 
     
ดังนี้ จึงพากันเข้าไปหาท่านพระยส อภิวาทแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  จึงท่านพระยสพาสหายคฤหัสถ์จำนวน ๕๐ คนนั้นเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า  พระพุทธเจ้าข้า สหายคฤหัสถ์ของข้าพระองค์เหล่านี้เป็นชาวชนบท เป็นบุตรของสกุลเก่าสืบๆ กันมา ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานโอวาทสั่งสอนสหายของข้าพระองค์เหล่านี้. 
สุตฺวาน เนสํ เอตทโหสิ “น หิ นูน โส โอรโก ธมฺมวินโย น สา โอรกา ปพฺพชฺชา ยตฺถ ยโส กุลปุตฺโต เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต”ติ.  เต เยนายสฺมา ยโส เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ ยสํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ.  อถ โข อายสฺมา ยโส เต ปญฺญาสมตฺเต คิหิสหายเก อาทาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ. เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา ยโส ภควนฺตํ เอตทโวจ 
tesaṃ bhagavā anupubbikathaṃ kathesi seyyath’ īdaṃ: dānakathaṃ sīlakathaṃ saggakathaṃ kāmānaṃ ādīnavaṃ okāraṃ saṃkilesaṃ nekkhamme ānisaṃsaṃ pakāsesi --pa-- dukkhaṃ samudayaṃ nirodhaṃ maggaṃ.  seyyathāpi nāma suddhaṃ vatthaṃ apagatakāḷakaṃ sammad eva rajanaṃ paṭigaṇheyya, evam eva tesaṃ tasmiṃ yeva āsane virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhamman ti. |3| 
   
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม. เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.  ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พวกเขา ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น. 
“อิเม เม ภนฺเต ปญฺญาสมตฺตา คิหิสหายกา ชานปทา ปุพฺพานุปุพฺพกานํ กุลานํ ปุตฺตา. อิเม ภควา โอวทตุ อนุสาสตู”ติ.  เตสํ ภควา อนุปุพฺพิ๎ กถํ กเถสิ เสยฺยถิทํ ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สํกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสิ. ยทา เต ภควา อญฺญาสิ กลฺลจิตฺเต มุทุจิตฺเต วินีวรณจิตฺเต อุทคฺคจิตฺเต ปสนฺนจิตฺเต อถ ยา พุทฺธานํ สามุกฺกํสิกา ธมฺมเทสนา ตํ ปกาเสสิ ทุกฺขํ สมุทยํ นิโรธํ มคฺคํ 
te diṭṭhadhammā pattadhammā viditadhammā pariyogāḷhadhammā tiṇṇavicikicchā vigatakathaṃkathā vesārajjappattā aparappaccayā satthu sāsane bhagavantaṃ etad avocuṃ:  labheyyāma mayaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, labheyyāma upasampadan ti.  etha bhikkhavo ’ti bhagavā avoca, svākkhāto dhammo, caratha brahmacariyaṃ sammā dukkhassa antakiriyāyā ’ti.  sā ’va tesaṃ āyasmantānaṃ upasampadā ahosi.  atha kho bhagavā te bhikkhū dhammiyā kathāya ovadi anusāsi.  tesaṃ bhagavatā dhammiyā kathāya ovadiyamānānaṃ anusāsiyamānānaṃ anupādāya āsavehi cittāni vimucciṃsu.  tena kho pana samayena ekasaṭṭhi loke arahanto honti. |4| 
            While they received exhortation and instruction from the Blessed One by discourse relating to the Dhamma, their minds became free from attachment to the world, and were released from the Âsavas. 
พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  พระพุทธเจ้าข้า ขอพวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.  ต่อมาพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้น ด้วยธรรมีกถา.  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา จิตของภิกษุเหล่านั้นพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.  สมัยนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖๑ องค์. 
เสยฺยถาปิ นาม สุทฺธํ วตฺถํ อปคตกาฬกํ สมฺมเทว รชนํ ปฏิคฺคณฺเหยฺย เอวเมว เตสํ ตสฺมึเยว อาสเน วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ.  เต ทิฏฺฐธมฺมา ปตฺตธมฺมา วิทิตธมฺมา ปริโยคาฬฺหธมฺมา ติณฺณวิจิกิจฺฉา วิคตกถํกถา เวสารชฺชปฺปตฺตา อปรปฺปจฺจยา สตฺถุสาสเน ภควนฺตํ เอตทโวจุํ  “ลเภยฺยาม มยํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยาม อุปสมฺปท”นฺติ.  “เอถ ภิกฺขโว”ติ ภควา อโวจ “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายา”ติ.  สาว เตสํ อายสฺมนฺตานํ อุปสมฺปทา อโหสิ.  อถ โข ภควา เต ภิกฺขู ธมฺมิยา กถาย โอวทิ อนุสาสิ.  เตสํ ภควตา ธมฺมิยา กถาย โอวทิยมานานํ อนุสาสิยมานานํ อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสุ. 
||10|| 
At that time there were sixty-one Arahats in the world. 
สหายคฤหัสถ์ ๕๐ คน ของพระยสออกบรรพชา จบ. 
เตน โข ปน สมเยน เอกสฏฺฐิ โลเก อรหนฺโต โหนฺติ. (ปญฺญาสคิหิสหายกปพฺพชฺชา นิฏฺฐิตา.) 
atha kho bhagavā bhikkhū āmantesi: mutt’ āhaṃ bhikkhave sabbapāsehi ye dibbā ye ca mānusā.  tumhe pi bhik-(21)khave muttā sabbapāsehi ye dibbā ye ca mānusā.  caratha bhikkhave cārikaṃ bahujanahitāya bahujanasukhāya lokānukampāya atthāya hitāya sukhāya devamanussānaṃ.  mā ekena dve agamittha. desetha bhikkhave dhammaṃ ādikalyāṇaṃ majjhekalyāṇaṃ pariyosānakalyāṇaṃ sātthaṃ savyañjanaṃ kevalaparipuṇṇaṃ parisuddhaṃ brahmacariyaṃ pakāsetha.  santi sattā apparajakkhajātikā assavanatā dhammassa parihāyanti, bhavissanti dhammassa aññātāro.  aham pi bhikkhave yena Uruvelā yena Senāninigamo ten’ upasaṃkamissāmi dhammadesanāyā ’ti. |1| 
And the Blessed One said to the Bhikkhus: 'I am delivered, O Bhikkhus, from all fetters, human and divine.  You, O Bhikkhus, are also delivered from all fetters, human and divine.  Go ye now, O Bhikkhus, and wander, for the gain of the many, for the welfare of the many, out of compassion for the world, for the good, for the gain, and for the welfare of gods and men,  Let not two of you go the same way, Preach, O Bhikkhus, the doctrine which is glorious in the beginning, glorious in the middle, glorious at the end, in the spirit and in the letter; proclaim a consummate, perfect, and pure life of holiness.  There are beings whose mental eyes are covered by scarcely any dust, but if the doctrine is not preached to them, they cannot attain salvation. They will understand the doctrine. 
เรื่องพ้นจากบ่วง [๓๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์  แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวงทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์  พวกเธอจงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์  พวกเธออย่าได้ไปรวมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์  สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย มีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมี  ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม. เรื่องพ้นจากบ่วง จบ. 
    (นิฏฺฐิตา จ ปพฺพชฺชากถา. ๘. มารกถา) ๓๒. อถ โข ภควา เต ภิกฺขู อามนฺเตสิ “มุตฺตาหํ ภิกฺขเว สพฺพปาเสหิ เย ทิพฺพา เย จ มานุสา.  ตุมฺเหปิ ภิกฺขเว มุตฺตา สพฺพปาเสหิ เย ทิพฺพา เย จ มานุสา.  จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ.  มา เอเกน ทฺเว อคมิตฺถ. เทเสถ ภิกฺขเว ธมฺมํ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสถ. 
atha kho Māro pāpimā yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ gāthāya ajjhabhāsi:  baddho ’si sabbapāsehi ye dibbā ye ca mānusā, mahābandhanabaddho ’si, na me samaṇa mokkhasīti. |  mutt’ āhaṃ sabbapāsehi ye dibbā ye ca mānusā, mahābandhanamutto ’mhi, nihato tvam asi Antakā ’ti. |  antalikkhacaro pāso yv’ āyaṃ carati mānaso tena taṃ bādhayissāmi, na me samaṇa mokkhasīti. |  rūpā saddā gandhā rasā phoṭṭhabbā ca manoramā ettha me vigato chando, nihato tvam asi Antakā ’ti.  atha kho Māro pāpimā jānāti maṃ bhagavā, jānāti maṃ sugato ’ti dukkhī dummano tatth’ ev’ antaradhāyīti. |2| 
And I will go also, O Bhikkhus, to Uruvelâ, to Senâninigama, in order to preach the doctrine.'  And Mâra the wicked One went to the place where the Blessed One was; having approached him, he addressed the Blessed One in the following stanza:  'Thou art bound by all fetters, human and divine. Thou art bound by strong fetters. Thou wilt not be delivered from me, O Samana.'  Buddha replied: 'I am delivered from all fetters, human and divine. I am delivered from the strong fetters. Thou art struck down, O Death.'  (Mâra said): 'The fetter which pervades the sky, with which mind is bound, with that fetter I will bind thee. Thou wilt not be delivered from me, O Samana.'  (Buddha replied): 'Whatever forms, sounds, odours, flavours, or contacts there are which please the senses, in me desire for them has ceased. Thou art struck down, O Death.' 
เรื่องมาร [๓๓] ครั้งนั้น มารผู้มีใจบาปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาค ด้วยคาถาว่า  ท่านเป็นผู้อันบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ผูกพันไว้แล้ว ท่านเป็นผู้อันเครื่องผูกใหญ่รัดรึงแล้ว แน่ะสมณะ ท่านจักไม่พ้นเรา.  พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกใหญ่ ดูกรมาร ท่านถูกเรากำจัดเสียแล้ว.  มารกราบทูลว่า บ่วงนี้เที่ยวไปได้ในอากาศ เป็นของมีในจิต สัญจรอยู่ เราจักผูกรัดท่านด้วยบ่วงนั้น แน่ะสมณะ ท่านจักไม่พ้นเรา.  พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เราปราศจากความพอใจในอารมณ์เหล่านี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดูกรมาร ท่านถูกเรากำจัดเสียแล้ว.  ครั้งนั้น มารผู้มีใจบาปรู้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้แล้ว มีทุกข์ เสียใจ หายไปในที่นั้นเอง. 
สนฺติ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา อสฺสวนตา ธมฺมสฺส ปริหายนฺติ ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโร.  อหมฺปิ ภิกฺขเว เยน อุรุเวลา เสนานิคโม เตนุปสงฺกมิสฺสามิ ธมฺมเทสนายา”ติ.  ๓๓. อถ โข มาโร ปาปิมา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ  “พทฺโธสิ สพฺพปาเสหิ เย ทิพฺพา เย จ มานุสา. มหาพนฺธนพทฺโธสิ น เม สมณ โมกฺขสี”ติฯ  “มุตฺตาหํ สพฺพปาเสหิ เย ทิพฺพา เย จ มานุสา. มหาพนฺธนมุตฺโตมฺหิ นิหโต ตฺวมสิ อนฺตกาติฯ  “อนฺตลิกฺขจโร ปาโส ยฺวายํ จรติ มานโส. เตน ตํ พาธยิสฺสามิ น เม สมณ โมกฺขสีติฯ 
Mārakathā niṭṭhitā. ||11|| 
Then Mâra the wicked One understood: 'The Blessed One knows me, the perfect One knows me,' and, sad and afflicted, he vanished away. 
เรื่องมาร จบ. 
“รูปา สทฺทา รสา คนฺธา โผฏฺฐพฺพา จ มโนรมา. เอตฺถ เม วิคโต ฉนฺโท นิหโต ตฺวมสิ อนฺตกา”ติฯ 
tena kho pana samayena bhikkhū nānādisā nānājanapadā pabbajjāpekkhe ca upasampadāpekkhe ca ānenti bhagavā ne pabbājessati upasampādessatīti, tattha bhikkhū c’ eva kilamanti pabbajjāpekkhā ca upasampadāpekkhā ca.  atha kho bhagavato rahogatassa paṭisallīnassa evaṃ cetaso parivitakko udapādi:  etarahi kho bhikkhū nānādisā nānājanapadā pabbajjāpekkhe ca upasampadāpekkhe ca ānenti bhagavā ne pabbājessati upasampādessatīti, tattha bhikkhū c’ eva kilamanti pabbajjāpekkhā ca upasampadāpekkhā ca.  yaṃ nūnāhaṃ bhikkhūnaṃ anujāneyyaṃ tumheva dāni bhikkhave tāsu-tāsu disāsu tesu-tesu janapadesu pabbājetha upasampādethā ’ti. |1| 
Here ends the story of Mâra.  At that time the Bhikkhus brought (to Buddha), from different regions and different countries, persons who desired to obtain the pabbaggâ andupasampadâ ordinations, thinking: 'The Blessed One will confer on them the pabbaggâ and upasampadâ ordinations.' Thus both the Bhikkhus became tired (from the journey), and also those who desired to obtain the pabbaggâ and upasampadâ ordinations.  Now when the Blessed One was alone and had retired into solitude, the following consideration presented itself to his mind:  'The Bhikkhus now bring to me from different regions and different countries persons who desire to obtain the pabbaggâ and upasampadâ ordinations, thinking: "The Blessed One will confer on them the pabbaggâ and upasampadâ ordinations." Now both the Bhikkhus become tired, and also those who desire to obtain the pabbaggâ and upasampadâ ordinations. 
ทรงอนุญาตบรรพชาและอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ [๓๔] ก็โดยสมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายพากุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและผู้มุ่งอุปสมบท มาจากทิศต่างๆ จากชนบทต่างๆ ด้วยตั้งใจว่า พระผู้มีพระภาคจักให้พวกเขาบรรพชาอุปสมบท. ในเพราะเหตุนั้น ทั้งพวกภิกษุ ทั้งกุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและกุลบุตรผู้มุ่งอุปสมบท ย่อมลำบาก.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับในที่สงัด หลีกเร้นอยู่ มีพระทัยปริวิตกเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า  บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายพากุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและผู้มุ่งอุปสมบทมาจากทิศต่างๆ จากชนบทต่างๆ ด้วยตั้งใจว่า พระผู้มีพระภาคจักให้พวกเขาบรรพชา อุปสมบท ในเพราะเหตุนั้น ทั้งพวกภิกษุ ทั้งกุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและกุลบุตรผู้มุ่งอุปสมบท ย่อมลำบาก  ผิฉะนั้น เราพึงอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่นแหละจงให้กุลบุตรทั้งหลายบรรพชาอุปสมบทในทิศนั้นๆ ในชนบทนั้นๆ เถิด. 
อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ ภควา ชานาติ มํ สุคโตติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ.  มารกถา นิฏฺฐิตา.  (๙. ปพฺพชฺชูปสมฺปทากถา) ๓๔. เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู นานาทิสา นานาชนปทา ปพฺพชฺชาเปกฺเข จ อุปสมฺปทาเปกฺเข จ อาเนนฺติ ภควา เน ปพฺพาเชสฺสติ อุปสมฺปาเทสฺสตีติ. ตตฺถ ภิกฺขู เจว กิลมนฺติ ปพฺพชฺชาเปกฺขา จ อุปสมฺปทาเปกฺขา จ.  อถ โข ภควโต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ 
atha kho bhagavā sāyaṇhasamayaṃ paṭisallānā vuṭṭhito etasmiṃ nidāne --pa-- dhammiṃ kathaṃ katvā (22) bhikkhū āmantesi:  idha mayhaṃ bhikkhave rahogatassa paṭisallīnassa evaṃ cetaso parivitakko udapādi:  etarahi kho bhikkhū nānādisā nānājanapadā pabbajjāpekkhe ca upasampadāpekkhe ca ānenti bhagavā ne pabbājessati upasampādessatīti, tattha bhikkhū c’ eva kilamanti pabbajjāpekkhā ca upasampadāpekkhā ca.  yaṃ nūnāhaṃ bhikkhūnaṃ anujāneyyaṃ tumheva dāni bhikkhave tāsu-tāsu disāsu tesu-tesu janapadesu pabbājetha upasampādethā ’ti. |2| 
What if I were to grant permission to the Bhikkhus, saying: "Confer henceforth, O Bhikkhus, in the different regions, and in the different countries, the pabbaggâ and upasampadâ ordinations yourselves (on those who desire to receive them)."'  And the Blessed One, having left the solitude in the evening, in consequence of that, and on this occasion, after having delivered a religious discourse, thus addressed the Bhikkhus:  'When I was alone, a Bhikkhus, and had retired into solitude, the following consideration, &c. What if I were to permit, . . . .' (&c., as in § 1).   
ครั้นเวลาเย็น เสด็จออกจากที่เร้น รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น ทรงทำธรรมีกถาแล้ว รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไปในที่สงัด หลีกเร้นอยู่ ณ ที่นี้ ได้มีใจปริวิตกเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า  บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายพากุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและผู้มุ่งอุปสมบท มาจากทิศต่างๆ จากชนบทต่างๆ ด้วยตั้งใจว่า พระผู้มีพระภาคจักให้พวกเขาบรรพชาอุปสมบท ในเพราะเหตุนั้น ทั้งพวกภิกษุ ทั้งกุลบุตรผู้มุ่งบรรพชา และกุลบุตรผู้มุ่งอุปสมบท ย่อมลำบาก  ผิฉะนั้น เราพึงอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่นแหละจงให้กุลบุตรทั้งหลายบรรพชาอุปสมบทในทิศนั้นๆ ในชนบทนั้นๆ เถิด. 
“เอตรหิ โข ภิกฺขู นานาทิสา นานาชนปทา ปพฺพชฺชาเปกฺเข จ อุปสมฺปทาเปกฺเข จ อาเนนฺติ ภควา เน ปพฺพาเชสฺสติ อุปสมฺปาเทสฺสตีติ. ตตฺถ ภิกฺขู เจว กิลมนฺติ ปพฺพชฺชาเปกฺขา จ อุปสมฺปทาเปกฺขา จ.  ยํนูนาหํ ภิกฺขูนํ อนุชาเนยฺยํ ตุมฺเหว ทานิ ภิกฺขเว ตาสุ ตาสุ ทิสาสุ เตสุ เตสุ ชนปเทสุ ปพฺพาเชถ อุปสมฺปาเทถา”ติ.  อถ โข ภควา สายนฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ  “อิธ มยฺหํ ภิกฺขเว รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ 
anujānāmi bhikkhave tumheva dāni tāsu-tāsu disāsu tesu-tesu janapadesu pabbājetha upasampādetha.  evañ ca pana bhikkhave pabbājetabbo upasampādetabbo:  paṭhamaṃ kesamassuṃ ohārāpetvā, kāsāyāni vatthāni acchādāpetvā, ekaṃsaṃ uttarāsaṅgaṃ kārāpetvā, bhikkhūnaṃ pāde vandāpetvā, ukkuṭikaṃ nisīdāpetvā, añjaliṃ paggaṇhāpetvā evaṃ vadehīti vattabbo: |3| 
  'I grant you, O Bhikkhus, this permission: Confer henceforth in the different regions and in the different countries the pabbaggâ and upasampadâ ordinations yourselves (on those who desire to receive them).  And you ought, O Bhikkhus, to confer the pabbaggâ and upasampadâ ordinations in this way: 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราอนุญาต พวกเธอนั่นแหละจงให้กุลบุตรทั้งหลายบรรพชาอุปสมบท ในทิศนั้นๆ ในชนบทนั้นๆ เถิด.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงให้กุลบุตรบรรพชาอุปสมบทอย่างนี้:-  ชั้นแรก พวกเธอพึงให้กุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและผู้มุ่งอุปสมบท ปลงผมและหนวด แล้ว ให้ครองผ้ากาสายะ ให้ทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลายแล้ว ให้นั่งกระหย่ง ประคองอัญชลีสั่งว่า เธอจงว่าอย่างนี้ แล้วให้ว่าสรณคมน์ ดังนี้:- 
‘เอตรหิ โข ภิกฺขู นานาทิสา นานาชนปทา ปพฺพชฺชาเปกฺเข จ อุปสมฺปทาเปกฺเข จ อาเนนฺติ ภควา เน ปพฺพาเชสฺสติ อุปสมฺปาเทสฺสตีติ ตตฺถ ภิกฺขู เจว กิลมนฺติ ปพฺพชฺชาเปกฺขา จ อุปสมฺปทาเปกฺขา จ  ยํนูนาหํ ภิกฺขูนํ อนุชาเนยฺยํ ตุมฺเหว ทานิ ภิกฺขเว ตาสุ ตาสุ ทิสาสุ เตสุ เตสุ ชนปเทสุ ปพฺพาเชถ อุปสมฺปาเทถา”’ติ  อนุชานามิ ภิกฺขเว ตุมฺเหว ทานิ ตาสุ ตาสุ ทิสาสุ เตสุ เตสุ ชนปเทสุ ปพฺพาเชถ อุปสมฺปาเทถ. 
buddhaṃ saraṇaṃ gacchāmi, dhammaṃ saraṇaṃ gacchāmi, saṃghaṃ saraṇaṃ gacchāmi, dutiyam pi buddhaṃ saraṇaṃ gacchāmi, dutiyam pi dhammaṃ saraṇaṃ gacchāmi, dutiyam pi saṃghaṃ saraṇaṃ gacchāmi, tatiyam pi buddhaṃ saraṇaṃ gacchāmi, tatiyam pi dhammaṃ saraṇaṃ gacchāmi, tatiyam pi saṃghaṃ saraṇaṃ gacchāmīti.  anujānāmi bhikkhave imehi tīhi saraṇagamanehi pabbajjaṃ upasampadan ti. |4| 
Let him (who desires to receive the ordination), first have his hair and beard cut off; let him put on yellow robes, adjust his upper robe so as to cover one shoulder, salute the feet of the Bhikkhus (with his head), and sit down squatting; then let him raise his joined hands and tell him to say:  '"I take my refuge in the Buddha, I take my refuge in the Dhamma, I take my refuge in the Samgha. And for the second time I take (&c. . . . . Samgha). And for the third time I take my refuge in the Buddha, and for the third time I take my refuge in the Dhamma, and for the third time I take my refuge in the Samgha." 
ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แม้วาระที่ ๒ ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แม้วาระที่ ๒ ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง แม้วาระที่ ๒ ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แม้วาระที่ ๓ ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แม้วาระที่ ๓ ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง แม้วาระที่ ๓ ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบรรพชาอุปสมบท ด้วยไตรสรณคมน์นี้. 
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ปพฺพาเชตพฺโพ อุปสมฺปาเทตพฺโพ  ปฐมํ เกสมสฺสุํ โอหาราเปตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาทาเปตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ การาเปตฺวา ภิกฺขูนํ ปาเท วนฺทาเปตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทาเปตฺวา อญฺชลึ ปคฺคณฺหาเปตฺวา เอวํ วเทหีติ วตฺตพฺโพ 
tīhisaraṇagamanehi upasampadākathā niṭṭhitā. ||12|| 
'I prescribe, a Bhikkhus, the pabbaggâ and upasampadâ ordinations consisting in the three times repeated declaration of taking refuge (in the holy triad).' 
กถาว่าด้วยอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ จบ. 
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ทุติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามี”ติ. 
atha kho bhagavā vassaṃ vuttho bhikkhū āmantesi:  mayhaṃ kho bhikkhave yonisomanasikārā yonisosammappadhānā anuttarā vimutti anuppattā anuttarā vimutti sacchikatā.  tumhe pi bhikkhave yonisomanasikārā yonisosammappadhānā anuttaraṃ vimuttiṃ anupāpuṇātha anuttaraṃ vimuttiṃ sacchikarothā ’ti. |1| 
End of the account of the upasampadâ ordination by the threefold declaration of taking refuge.  And the Blessed One, after having kept the vassa residence, thus addressed the Bhikkhus:  'By wise contemplation, O Bhikkhus, and by wise firmness of exertion have I attained the highest emancipation, have I realised the highest emancipation. 
ทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ [๓๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงจำพรรษาแล้ว รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะทำในใจโดยแยบคาย เพราะตั้งความเพียรชอบโดยแยบคาย เราจึงได้บรรลุอนุตตรวิมุติ จึงได้ทำอนุตตรวิมุติให้แจ้ง  แม้พวกเธอก็ได้บรรลุอนุตตรวิมุติ ทำอนุตตรวิมุติให้แจ้ง เพราะทำในใจโดยแยบคาย เพราะตั้งความเพียรชอบโดยแยบคาย. 
“อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมหิ ตีหิ สรณคมเนหิ ปพฺพชฺชํ อุปสมฺปท”นฺติ.  ตีหิ สรณคมเนหิ อุปสมฺปทากถา นิฏฺฐิตา.  (๑๐. ทุติยมารกถา) ๓๕. อถ โข ภควา วสฺสํวุฏฺโฐ ภิกฺขู อามนฺเตสิ 
atha kho Māro pāpimā yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ gāthāya ajjhabhāsi:  baddho ’si Mārapāsehi ye dibbā ye ca mānusā, mahābandhanabaddho ’si, na me samaṇa mokkhasīti. |  mutt’ āhaṃ Mārapāsehi ye dibbā ye ca mānusā, mahābandhanamutto ’mhi nihato tvam asi Antakā ’ti. |  atha kho Māro pāpimā jānāti maṃ bhagavā, jānāti maṃ sugato ’ti dukkhī dummano tatth’ ev’ antaradhāyi. |2| 
Attain ye also, O Bhikkhus, the highest emancipation, realise the highest emancipation, by wise contemplation and by wise firmness of exertion.'  And Mâra the wicked One went to the place where the Blessed One was; having approached him, he addressed the Blessed One by the following stanza:  'Thou art bound by Mâra's fetters, human and divine. Thou art bound by strong fetters. Thou wilt not be delivered from me, O Samana.'  (Buddha replied): 'I am delivered from Mâra's fetters, human and divine. I am delivered from the strong fetters. Thou art struck down; O Death.' 
ครั้งนั้น มารผู้มีใจบาปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า  ท่านเป็นผู้อันบ่วงมาร ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ผูกพันไว้แล้ว ท่านเป็นผู้อันเครื่องผูกแห่งมารรัดรึงแล้ว แน่ะสมณะ ท่านจักไม่พ้นเรา.  พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงมาร ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกแห่งมาร ดูกรมาร ท่านถูกเรากำจัดเสียแล้ว.  ครั้งนั้น มารผู้มีใจบาปรู้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้แล้ว มีทุกข์ เสียใจ หายไปในที่นั้นเอง. 
“มยฺหํ โข ภิกฺขเว โยนิโส มนสิการา โยนิโส สมฺมปฺปธานา อนุตฺตรา วิมุตฺติ อนุปฺปตฺตา อนุตฺตรา วิมุตฺติ สจฺฉิกตา  ตุมฺเหปิ ภิกฺขเว โยนิโส มนสิการา โยนิโส สมฺมปฺปธานา อนุตฺตรํ วิมุตฺตึ อนุปาปุณาถ อนุตฺตรํ วิมุตฺตึ สจฺฉิกโรถา”ติ.  อถ โข มาโร ปาปิมา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ  “พทฺโธสิ มารปาเสหิ เย ทิพฺพา เย จ มานุสา. มหาพนฺธนพทฺโธสิ น เม สมณ โมกฺขสี”ติฯ 
||13|| 
Then Mâra the wicked One understood: 'The Blessed One knows me, the perfect One knows me;' and, sad and afflicted, he vanished away. 
“มุตฺตาหํ มารปาเสหิ เย ทิพฺพา เย จ มานุสา. มหาพนฺธนมุตฺโตมฺหิ นิหโต ตฺวมสิ อนฺตกา”ติฯ 
(23) atha kho bhagavā Bārāṇasiyaṃ yathābhirantaṃ viharitvā yena Uruvelā tena cārikaṃ pakkāmi.  atha kho bhagavā maggā okkamma yena aññataro vanasaṇḍo ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā taṃ vanasaṇḍaṃ ajjhogāhetvā aññatarasmiṃ rukkhamūle nisīdi.  tena kho pana samayena tiṃsamattā Bhaddavaggiyā sahāyakā sapajāpatikā tasmiṃ yeva vanasaṇḍe paricārenti.  ekassa pajāpati nāhosi, tass’ atthāya vesī ānītā ahosi.  atha kho sā vesī tesu pamattesu paricārentesu bhaṇḍaṃ ādāya palāyittha. |1| 
And the Blessed One, after having dwelt at Benares as long as he thought fit, went forth to Uruvelâ.  And the Blessed One left the road and went to a certain grove; having gone there, and having entered it, he sat down at the foot of a tree.  At that time there was a party of thirty friends, rich young men, who were sporting in that same grove together with their wives.  One of them had no wife; 
เรื่องสหายภัททวัคคีย์ [๓๖] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระนครพาราณสีตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลอุรุเวลา  และทรงแวะจากทาง แล้วเสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ครั้นถึงไพรสณฑ์นั้นแล้ว ประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง.  ก็โดยสมัยนั้นแล สหายภัททวัคคีย์จำนวน ๓๐ คน พร้อมด้วยปชาบดีบำเรอกันอยู่ ณ ไพรสณฑ์แห่งนั้น.  สหายคนหนึ่งไม่มีประชาบดี.  สหายทั้งหลายจึงได้นำหญิงแพศยามาเพื่อประโยชน์แก่เขา. 
อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ ภควา ชานาติ มํ สุคโตติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายิ. (ทุติยมารกถา นิฏฺฐิตา.)      (๑๑. ภทฺทวคฺคิยวตฺถุ) ๓๖. อถ โข ภควา พาราณสิยํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน อุรุเวลา เตน จาริกํ ปกฺกามิ.  อถ โข ภควา มคฺคา โอกฺกมฺม เยน อญฺญตโร วนสณฺโฑ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ วนสณฺฑํ อชฺโฌคาเหตฺวา อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสีทิ. 
atha kho te sahāyakā sahāyakassa veyyāvaccaṃ karontā taṃ itthiṃ gavesantā taṃ vanasaṇḍaṃ āhiṇḍantā addasaṃsu bhagavantaṃ aññatarasmiṃ rukkhamūle nisinnaṃ, disvāna yena bhagavā ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ etad avocuṃ:  api bhante bhagavā ekaṃ itthiṃ passeyyā ’ti.  kiṃ pana vo kumārā itthiyā ’ti.  idha mayaṃ bhante tiṃsamattā Bhaddavaggiyā sahāyakā sapajāpatikā imasmiṃ vanasaṇḍe paricārayimhā, ekassa pajāpati nāhosi, tass’ atthāya vesī ānītā ahosi.  atha kho sā bhante vesī amhesu pamattesu paricārentesu bhaṇḍaṃ ādāya palāyittha.  tena mayaṃ bhante sahāyakā sahāyakassa veyyāvaccaṃ karontā taṃ itthiṃ gavesantā imaṃ vanasaṇḍaṃ āhiṇḍāmā ’ti. |2| 
for him they had procured a harlot.  Now while they did not pay attention, and were indulging in their sports, that harlot took up the articles belonging to them, and ran away. Then those companions, doing service to their friend, went in search of that woman; and, roaming about that grove, they saw the Blessed One sitting at the foot of a tree. Seeing him they went to the place where the Blessed One was; having approached him, they said to the Blessed One:  'Pray, Lord, has the Blessed One seen a woman passing by?'  'What have you to do, young men, with the woman?'  'We were sporting, Lord, in this grove, thirty friends, rich young men, together with our wives. One of us had no wife; for him we had procured a harlot.  Now, Lord, while we did not pay attention, and were indulging in our sports, that harlot has taken up the articles belonging to us, and has run away. 
ต่อมาหญิงแพศยานั้น เมื่อพวกสหายนั้นเผลอตัวมัวบำเรอกันอยู่ ได้ลักเครื่องประดับหนีไป. จึงพวกสหายนั้น เมื่อจะทำการช่วยเหลือสหาย เที่ยวตามหาหญิงแพศยานั้น ไปถึงไพรสณฑ์แห่งนั้น ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งอยู่ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง ครั้นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า  พระผู้มีพระภาคเห็นหญิงบ้างไหมเจ้าข้า?  พระผู้มีพระภาคทรงย้อนถามว่า ดูกรกุมารทั้งหลาย พวกเธอจะต้องการอะไรด้วยหญิงเล่า?  ภัท. เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าเป็นสหายภัททวัคคีย์จำนวน ๓๐ คน ในตำบลนี้ พร้อมด้วยปชาบดี บำเรอกันอยู่ในไพรสณฑ์แห่งนี้ สหายคนหนึ่งไม่มีปชาบดี พวกข้าพเจ้าจึงได้นำหญิงแพศยามาเพื่อประโยชน์แก่เขา  ต่อมา หญิงแพศยานั้น เมื่อพวกข้าพเจ้าเผลอตัวมัวบำเรอกันอยู่ ได้ลักเครื่องประดับหนีไป  เพราะเหตุนั้น พวกข้าพระองค์ผู้เป็นสหายกัน เมื่อจะทำการช่วยเหลือสหาย จึงเที่ยวตามหาหญิงนั้นมาถึงไพรสณฑ์แห่งนี้ เจ้าข้า. 
เตน โข ปน สมเยน ตึสมตฺตา ภทฺทวคฺคิยา สหายกา สปชาปติกา ตสฺมึ วนสณฺเฑ ปริจาเรนฺติ.  เอกสฺส ปชาปติ นาโหสิ ตสฺส อตฺถาย เวสี อานีตา อโหสิ.  อถ โข สา เวสี เตสุ ปมตฺเตสุ ปริจาเรนฺเตสุ ภณฺฑํ อาทาย ปลายิตฺถ.  อถ โข เต สหายกา สหายกสฺส เวยฺยาวจฺจํ กโรนฺตา ตํ อิตฺถึ คเวสนฺตา ตํ วนสณฺฑํ อาหิณฺฑนฺตา อทฺทสํสุ ภควนฺตํ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสินฺนํ. ทิสฺวาน เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ  “อปิ ภนฺเต ภควา เอกํ อิตฺถึ ปสฺเสยฺยา”ติ?  “กึ ปน โว กุมารา อิตฺถิยา”ติ? 
taṃ kiṃ maññatha vo kumārā, katamaṃ nu kho tumhākaṃ varaṃ, yaṃ vā tumhe itthiṃ gaveseyyātha yaṃ vā attānaṃ gaveseyyāthā ’ti.  etad eva bhante amhākaṃ varaṃ yaṃ mayaṃ attānaṃ gaveseyyāmā ’ti.  tena hi vo kumārā nisīdatha, dhammaṃ vo desessāmīti.  evaṃ bhante ’ti kho te Bhaddavaggiyā sahāyakā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ nisīdiṃsu. |3| 
Therefore, Lord, we companions, doing service to our friend, go in search of that woman, and roam about this grove.'  'Now what think you, young men? Which would be the better for you; that you should go in search of a woman, or that you should go in search of yourselves?'  'That, Lord, would be the better for us, that we should go in search of ourselves.'  'If so, young men, sit down, I will preach to you the Truth (Dhamma).' 
ภ. ดูกรกุมารทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่พวกเธอแสวงหาหญิง หรือแสวงหาตนนั้น อย่างไหนเป็นความดีของพวกเธอเล่า?  ภัท. ข้อที่พวกข้าพระองค์แสวงหาตนนั่นแล เป็นความดีของพวกข้าพเจ้า เจ้าข้า.  ภ. ดูกรกุมารทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้นพวกเธอนั่งลงเถิด เราจักแสดงธรรมแก่พวกเธอ.  พวกสหายภัททวัคคีย์เหล่านั้น รับพระพุทธาณัติพจน์ว่า อย่างนั้น เจ้าข้า ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. 
“อิธ มยํ ภนฺเต ตึสมตฺตา ภทฺทวคฺคิยา สหายกา สปชาปติกา อิมสฺมึ วนสณฺเฑ ปริจาริมฺหา. เอกสฺส ปชาปติ นาโหสิ ตสฺส อตฺถาย เวสี อานีตา อโหสิ.  อถ โข สา ภนฺเต เวสี อมฺเหสุ ปมตฺเตสุ ปริจาเรนฺเตสุ ภณฺฑํ อาทาย ปลายิตฺถ.  เต มยํ ภนฺเต สหายกา สหายกสฺส เวยฺยาวจฺจํ กโรนฺตา ตํ อิตฺถึ คเวสนฺตา อิมํ วนสณฺฑํ อาหิณฺฑามา”ติ.  “ตํ กึ มญฺญถ โว กุมารา กตมํ นุ โข ตุมฺหากํ วรํ ยํ วา ตุมฺเห อิตฺถึ คเวเสยฺยาถ ยํ วา อตฺตานํ คเวเสยฺยาถา”ติ? 
tesaṃ bhagavā anupubbikathaṃ kathesi seyyath’ īdaṃ: dānakathaṃ sīlakathaṃ saggakathaṃ kāmānaṃ ādīnavaṃ okāraṃ saṃkilesaṃ nekkhamme ānisaṃsaṃ pakāsesi.  yadā te bhagavā aññāsi kallacitte muducitte vinīvaraṇacitte udaggacitte pasannacitte, atha yā buddhānaṃ sāmukkaṃsikā dhammadesanā, taṃ pakāsesi, dukkhaṃ samudayaṃ nirodhaṃ maggaṃ.  seyyathāpi nāma suddhaṃ vatthaṃ apagatakāḷakaṃ sammad eva rajanaṃ paṭigaṇheyya, evam eva tesaṃ tasmiṃ yeva āsane virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhammaṃ ti. |4| 
The rich young companions replied: 'Yes, Lord,' and respectfully saluted the Blessed One, and sat down near him.  Then the Blessed One preached to them, . . . . (&c., as in chap. 8. 2, or 9. 3).   
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา คือทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม.  เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.  ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พวกเขา ณ ที่นั่งนั่นแล ดุจผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น. 
“เอตเทว ภนฺเต อมฺหากํ วรํ ยํ มยํ อตฺตานํ คเวเสยฺยามา”ติ.  “เตน หิ โว กุมารา นิสีทถ ธมฺมํ โว เทเสสฺสามี”ติ.  “เอวํ ภนฺเต”ติ โข เต ภทฺทวคฺคิยา สหายกา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ. 
te diṭṭhadhammā pattadhammā viditadhammā pariyogāḷhadhammā (24) tiṇṇavicikicchā vigatakathaṃkathā vesārajjappattā aparappaccayā satthu sāsane bhagavantaṃ etad avocuṃ:  labheyyāma mayaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, labheyyāma upasampadan ti.  etha bhikkhavo ’ti bhagavā avoca, svākkhāto dhammo, caratha brahmacariyaṃ sammā dukkhassa antakiriyāyā ’ti.  sā ’va tesaṃ āyasmantānaṃ upasampadā ahosi. |5| 
  And having seen the Truth, . . . . (&c., as in chap. 9. 4 down to:).     
พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. 
เตสํ ภควา อนุปุพฺพิ๎ กถํ กเถสิ เสยฺยถิทํ ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สํกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสิ  ยทา เต ภควา อญฺญาสิ กลฺลจิตฺเต มุทุจิตฺเต วินีวรณจิตฺเต อุทคฺคจิตฺเต ปสนฺนจิตฺเต อถ ยา พุทฺธานํ สามุกฺกํสิกา ธมฺมเทสนา ตํ ปกาเสสิ ทุกฺขํ สมุทยํ นิโรธํ มคฺคํ  เสยฺยถาปิ นาม สุทฺธํ วตฺถํ อปคตกาฬกํ สมฺมเทว รชนํ ปฏิคฺคณฺเหยฺย เอวเมว เตสํ ตสฺมึเยว อาสเน วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ “ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺม”นฺติ.  เต ทิฏฺฐธมฺมา ปตฺตธมฺมา วิทิตธมฺมา ปริโยคาฬฺหธมฺมา ติณฺณวิจิกิจฺฉา วิคตกถํกถา เวสารชฺชปฺปตฺตา อปรปฺปจฺจยา สตฺถุสาสเน ภควนฺตํ เอตทโวจุํ 
Bhaddavaggiyasahāyakānaṃ vatthuṃ niṭṭhitaṃ ||14|| 
Thus these venerable persons received the upasampadâ ordination. 
เรื่องสหายภัททวัคคีย์ จบ 
“ลเภยฺยาม มยํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยาม อุปสมฺปท”นฺติ. 
dutiyakabhāṇavāraṃ. 
Here ends the story of the thirty rich young companions. 
ทุติยภาณวาร จบ. 
“เอถ ภิกฺขโว”ติ ภควา อโวจ “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายา”ติ. 
atha kho bhagavā anupubbena cārikaṃ caramāno yena Uruvelā tad avasari. tena kho pana samayena Uruvelāyaṃ tayo jaṭilā paṭivasanti Uruvelakassapo Nadīkassapo Gayākassapo ’ti.  tesu Uruvelakassapo jaṭilo pañcannaṃ jaṭilasatānaṃ nāyako hoti vināyako aggo pamukho pāmokkho, Nadīkassapo jaṭilo tiṇṇaṃ jaṭilasatānaṃ nāyako hoti vināyako aggo pamukho pāmokkho, Gayākassapo jaṭilo dvinnaṃ jaṭilasatānaṃ nāyako hoti vināyako aggo pamukho pāmokkho. |1| 
End of the second Bhânavâra.  And the Blessed One, wandering from place to place, came to Uruvelâ. 
เรื่องชฎิล ๓ พี่น้อง [๓๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงตำบลอุรุเวลาแล้ว. ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิล ๓ คน คือ อุรุเวลกัสสป ๑ นทีกัสสป ๑ คยากัสสป ๑ อาศัยอยู่ในตำบลอุรุเวลา.  บรรดาชฎิล ๓ คนนั้น ชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสป เป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็นหัวหน้า เป็นประธาน ของชฎิล ๕๐๐ คน. ชฎิลชื่อนทีกัสสป เป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็นหัวหน้า เป็นประธาน ของชฎิล ๓๐๐ คน. ชฎิลชื่อคยากัสสป เป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็นหัวหน้า เป็นประธาน ของชฎิล ๒๐๐ คน. 
สาว เตสํ อายสฺมนฺตานํ อุปสมฺปทา อโหสิ.  ภทฺทวคฺคิยสหายกานํ วตฺถุ นิฏฺฐิตํ. 
atha kho bhagavā yena Uruvelakassapassa jaṭilassa assamo ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā Uruvelakassapaṃ jaṭilaṃ etad avoca: sace te Kassapa agaru, vaseyyāma ekarattaṃ agyāgāre ’ti.  na kho me mahāsamaṇa garu, caṇḍ’ ettha nāgarājā iddhimā āsiviso ghoraviso, so taṃ mā viheṭhesīti.  dutiyam pi kho bhagavā Uruvelakassapaṃ jaṭilaṃ etad avoca: sace te Kassapa agaru, vaseyyāma ekarattaṃ agyāgāre ’ti.  na kho me mahāsamaṇa garu, caṇḍ’ ettha nāgarājā iddhimā āsiviso ghoraviso, so taṃ mā viheṭhesīti.  tatiyam pi kho bhagavā Uruvelakassapaṃ jaṭilaṃ etad avoca: sace te Kassapa agaru, vaseyyāma ekarattaṃ agyāgāre ’ti.  na kho me mahāsamaṇa garu, caṇḍ’ ettha nāgarājā iddhimā āsiviso ghoraviso, so taṃ mā viheṭhesīti.  app eva maṃ na viheṭheyya, iṅgha tvaṃ Kassapa anujānāhi agyāgāran ti.  vihara mahāsamaṇa yathāsukhan ti. |2| 
At that time there lived in Uruvelâ three Gatilas, Uruvelâ Kassapa, Nadî Kassapa (Kassapa of the River, i.e. the Nerañgarâ), and Gayâ Kassapa (Kassapa of the village Gayâ.). Of these the Gatila Uruvelâ Kassapa was chief, leader, foremost, first, and highest over five hundred Gatilas; Nadî Kassapa was chief . . . . (&c., down to highest over) three hundred Gatilas, Gayâ Kassapa was chief (&c., down to highest over) two hundred Gatilas.  And the Blessed One went to the hermitage of the Gatila Uruvelâ Kassapa; having gone there, he said to the Gatila Uruvelâ Kassapa: 'If it is not disagreeable to you, Kassapa, let me spend one night in the room where your (sacred) fire is kept.'  'It is not disagreeable to me, great Samana, but there is a savage Nâga (or Serpent) king of great magical power, a dreadfully venomous serpent; let him do no harm to you.'  And a second time the Blessed One said to the Gatila Uruvelâ Kassapa: 'If it is not disagreeable,' &c. . . . .  'It is not disagreeable,' &c.  And a third time the Blessed One said: 'If it not disagreeable,' &c. . . . .  'It is not disagreeable,' &c. . . . .  'He is not likely to do any harm to me. Pray, Kassapa, allow me a place in the room where your fire is kept.' 
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าไปสู่อาศรมของชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสป แล้วได้ตรัสกะชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสปว่า ดูกรกัสสป ถ้าท่านไม่หนักใจ เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักคืนหนึ่ง.  อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ในโรงบูชาเพลิงนั้นมีพญานาคดุร้ายมีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง อย่าเลย มันจะทำให้ท่านลำบาก.  แม้ครั้งที่สอง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแก่ชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสปว่า ดูกรกัสสป ถ้าท่านไม่หนักใจ เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักคืนหนึ่ง.  อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ในโรงบูชาเพลิงนั้นมีพญานาคดุร้ายมีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง อย่าเลย มันจะทำให้ท่านลำบาก.  แม้ครั้งที่สาม พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแก่ชฎิลชื่ออุรุเวลกัสสปว่า ดูกรกัสสป ถ้าท่านไม่หนักใจ เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักคืนหนึ่ง.  อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ในโรงบูชาเพลิงนั้นมีพญานาคดุร้ายมีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง อย่าเลย มันจะทำให้ท่านลำบาก.  ภ. ลางที พญานาคจะไม่ทำให้เราลำบาก ดูกรกัสสป เอาเถิด ขอท่านจงอนุญาตโรงบูชาเพลิง.  อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ เชิญท่านอยู่ตามสบายเถิด. 
ทุติยภาณวาโร.  (๑๒. อุรุเวลปาฏิหาริยกถา) ๓๗. อถ โข ภควา อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน อุรุเวลา ตทวสริ. เตน โข ปน สมเยน อุรุเวลายํ ตโย ชฏิลา ปฏิวสนฺติ อุรุเวลกสฺสโป นทีกสฺสโป คยากสฺสโปติ.  เตสุ อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ปญฺจนฺนํ ชฏิลสตานํ นายโก โหติ วินายโก อคฺโค ปมุโข ปาโมกฺโข. นทีกสฺสโป ชฏิโล ติณฺณํ ชฏิลสตานํ นายโก โหติ วินายโก อคฺโค ปมุโข ปาโมกฺโข. คยากสฺสโป ชฏิโล ทฺวินฺนํ ชฏิลสตานํ นายโก โหติ วินายโก อคฺโค ปมุโข ปาโมกฺโข.  อถ โข ภควา เยน อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส อสฺสโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อุรุเวลกสฺสปํ ชฏิลํ เอตทโวจ “สเจ เต กสฺสป อครุ วเสยฺยาม เอกรตฺตํ อคฺยาคาเร”ติ?  “น โข เม มหาสมณ ครุ จณฺเฑตฺถ นาคราชา อิทฺธิมา อาสิวิโส โฆรวิโส โส ตํ มา วิเหเฐสี”ติ.  ทุติยมฺปิ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปํ ชฏิลํ เอตทโวจ “สเจ เต กสฺสป อครุ วเสยฺยาม เอกรตฺตํ อคฺยาคาเร”ติ?  “น โข เม มหาสมณ ครุ จณฺเฑตฺถ นาคราชา อิทฺธิมา อาสิวิโส โฆรวิโส โส ตํ มา วิเหเฐสี”ติ.  ตติยมฺปิ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปํ ชฏิลํ เอตทโวจ “สเจ เต กสฺสป อครุ วเสยฺยาม เอกรตฺตํ อคฺยาคาเร”ติ? 
atha kho bhagavā agyāgāraṃ pavisitvā tiṇasantharakaṃ paññāpetvā nisīdi pallaṅkaṃ ābhuñjitvā ujuṃ kāyaṃ paṇidhāya parimukhaṃ satiṃ upaṭṭhāpetvā.  atha kho so nāgo bhagavantaṃ paviṭṭhaṃ addasa, disvāna dukkhī dummano padhūpāsi.  atha kho bhagavato etad ahosi: yaṃ nūnāhaṃ imassa nāgassa anupahacca (25) chaviñ ca cammañ ca maṃsañ ca nhāruñ ca aṭṭhiñ ca aṭṭhimiñjañ ca tejasā tejaṃ pariyādiyeyyan ti. |3| 
'Stay there, great Samana, as you wish it.'  Then the Blessed One entered the room where the fire was kept, made himself a couch of grass, and sat down cross-legged, keeping the body erect and surrounding himself with watchfulness of mind.  And the Nâga saw that the Blessed One had entered; when he saw that, he became annoyed, and irritated, and sent forth a cloud of smoke. 
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่โรงบูชาเพลิง แล้วทรงปูหญ้า เครื่องลาด ประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติมั่น.  ปาฏิหาริย์ที่ ๑ [๓๘] ครั้งนั้น พญานาคนั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปดังนั้น ครั้นแล้ว มีความขึ้งเคียดไม่พอใจ จึงบังหวนควันขึ้น.  ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงครอบงำเดชของพญานาคนี้ด้วยเดชของตน ไม่กระทบกระทั่งผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูก 
“น โข เม มหาสมณ ครุ จณฺเฑตฺถ นาคราชา อิทฺธิมา อาสิวิโส โฆรวิโส โส ตํ มา วิเหเฐสี”ติ.  “อปฺเปว มํ น วิเหเฐยฺย อิงฺฆ ตฺวํ กสฺสป อนุชานาหิ อคฺยาคาร”นฺติ.  “วิหร มหาสมณ ยถาสุข”นฺติ. 
atha kho bhagavā tathārūpaṃ iddhābhisaṃkhāraṃ abhisaṃkharitvā padhūpāsi.  atha kho so nāgo makkhaṃ asahamāno pajjali.  bhagavāpi tejodhātuṃ samāpajjitvā pajjali.  ubhinnaṃ sajotibhūtānaṃ agyāgāraṃ ādittaṃ viya hoti sampajjalitaṃ sajotibhūtaṃ.  atha kho te jaṭilā agyāgāraṃ parivāretvā evaṃ āhaṃsu: abhirūpo vata bho mahāsamaṇo, nāgena viheṭhiyissatīti. |4| 
Then the Blessed One thought: 'What if I were to leave intact the skin, and hide, and flesh, and ligaments, and bones, and marrow of this Nâga; but were to conquer the fire, which he will send forth, by my fire.'  And the Blessed One effected the appropriate exercise of miraculous power and sent forth a cloud of smoke.  Then the Nâga, who could not master his rage, sent forth flames.  And the Blessed One, converting his body into fire, sent forth flames.  When they both shone forth with their flames, the fire room looked as if it were burning and blazing, as if it were all in flames. 
ดังนี้ แล้วทรงบันดาลอิทธาภิสังขารเช่นนั้น ทรงบังหวนควันแล้ว.  พญานาคนั้นทนความลบหลู่ไม่ได้ จึงพ่นไฟสู้ในทันที.  แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงเข้ากสิณสมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ บันดาลไฟต้านทานไว้.  เมื่อทั้งสองฝ่ายโพลงไฟขึ้น โรงบูชาเพลิงรุ่งโรจน์เป็นเปลวเพลิงดุจไฟลุกไหม้ทั่วไป.  จึงชฎิลพวกนั้นพากันล้อมโรงบูชาเพลิง แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเราพระมหาสมณะรูปงามคงถูกพญานาคเบียดเบียนแน่. 
อถ โข ภควา อคฺยาคารํ ปวิสิตฺวา ติณสนฺถารกํ ปญฺญเปตฺวา นิสีทิ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา.  ๓๘. อทฺทสา โข โส นาโค ภควนฺตํ ปวิฏฺฐํ ทิสฺวาน ทุมฺมโน ปธูปายิ .  อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “ยํนูนาหํ อิมสฺส นาคสฺส อนุปหจฺจ ฉวิญฺจ จมฺมญฺจ มํสญฺจ นฺหารุญฺจ อฏฺฐิญฺจ อฏฺฐิมิญฺชญฺจ เตชสา เตชํ ปริยาทิเยยฺย”นฺติ.  อถ โข ภควา ตถารูปํ อิทฺธาภิสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา ปธูปายิ.  อถ โข โส นาโค มกฺขํ อสหมาโน ปชฺชลิ. 
atha kho bhagavā tassā rattiyā accayena tassa nāgassa anupahacca chaviñ ca cammañ ca maṃsañ ca nhāruñ ca aṭṭhiñ ca aṭṭhimiñjañ ca tejasā tejaṃ pariyādiyitvā patte pakkhipitvā Uruvelakassapassa jaṭilassa dassesi:  ayaṃ te Kassapa nāgo, pariyādinno assa tejasā tejo ’ti.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi:  mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma caṇḍassa nāgarājassa iddhimato āsivisassa ghoravisassa tejasā tejaṃ pariyādiyissati, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti. |5| 
And the Gatilas, surrounding the fire room, said: 'Truly, the countenance of the great Samana is beautiful, but the Nâga will do harm to him.'  That night having elapsed, the Blessed One, leaving intact the skin and hide and flesh and ligaments and bones and marrow of that Nâga, and conquering the Nâga's fire by his fire, threw him into his alms-bowl, and showed him to the Gatila Uruvelâ Kassapa (saying),  'Here you see the Nâga, Kassapa; his fire has been conquered by my fire.'  Then the Gatila Uruvelâ Kassapa thought: 
ต่อมา พระผู้มีพระภาคได้ทรงครอบงำเดชของพญานาคนั้น ด้วยเดชของพระองค์ ไม่กระทบกระทั่งผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูก ทรงขดพญานาคไว้ในบาตร โดยผ่านราตรีนั้น แล้วทรงแสดงแก่ชฎิลอุรุเวลกัสสปด้วยพระพุทธดำรัสว่า  ดูกรกัสสป นี่พญานาคของท่าน เราครอบงำเดชของมันด้วยเดชของเราแล้ว  จึงชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ จึงครอบงำเดชของพญานาคที่ดุร้าย มีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง ด้วยเดชของตนได้ แต่พระมหาสมณะนี้ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
ภควาปิ เตโชธาตุํ สมาปชฺชิตฺวา ปชฺชลิ.  อุภินฺนํ สโชติภูตานํ อคฺยาคารํ อาทิตฺตํ วิย โหติ สมฺปชฺชลิตํ สโชติภูตํ.  อถ โข เต ชฏิลา อคฺยาคารํ ปริวาเรตฺวา เอวมาหํสุ “อภิรูโป วต โภ มหาสมโณ นาเคน วิเหฐิยตี”ติ.  อถ โข ภควา ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ตสฺส นาคสฺส อนุปหจฺจ ฉวิญฺจ จมฺมญฺจ มํสญฺจ นฺหารุญฺจ อฏฺฐิญฺจ อฏฺฐิมิญฺชญฺจ เตชสา เตชํ ปริยาทิยิตฺวา ปตฺเต ปกฺขิปิตฺวา อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส ทสฺเสสิ 
Nerañjarāyaṃ bhagavā Uruvelakassapaṃ jaṭilam avoca: sace te Kassapa agaru, viharemu ajjuṇho aggisālamhīti.  na kho me mahāsamaṇa gara, phāsukāmo ’va taṃ nivāremi, caṇḍ’ ettha nāgarājā iddhimā āsiviso ghoraviso, so taṃ mā viheṭhesīti.  app eva maṃ na viheṭheyya, iṅgha tvaṃ Kassapa anujānāhi agyāgāran ti.  dinnan ti naṃ viditvā asambhīto pāvisi bhayamatīto.  disvā isiṃ paviṭṭhaṃ ahināgo dummano padhūpāsi.  sumānaso avimano manussanāgo pi tattha padhūpāsi.  makkhañ ca asahamāno ahināgo pāvako va pajjali.  tejodhātusukusalo manussanāgo pi tattha pajjali.  ubhinnaṃ sajotibhūtānaṃ agyāgāraṃ udiccare jaṭilā:  abhirūpo vata bho mahāsamaṇo nāgena viheṭhiyissatīti bhaṇanti. |6| 
'Truly the great Samana possesses high magical powers and great faculties, in that he is able to conquer by his fire the fire of that savage Nâga king, who is possessed of magical power, that dreadfully venomous serpent. He is not, however, holy (arahâ) as I am.'  Near the Nerañgarâ river the Blessed One said to the Gatila Uruvelâ Kassapa: 'If it is not disagreeable to you, Kassapa, let me dwell this moonlight night in your fire room.'  'It is not disagreeable to me, great Samana, but in your own behalf I warn you off. There is a savage Snake king there possessed of magical power, a dreadfully venomous serpent; let him do no harm to you.'  'He is not likely to do any harm to me; pray, Kassapa, allow me a place in your fire room.'  When he saw that Kassapa had given his permission, fearlessly He, who had overcome all fear, entered.  When the chief of Serpents saw that the Sage had entered, he became irritated, and sent forth a cloud of smoke.  Then the chief of men, joyful and unperplexed, also sent forth a cloud of smoke.  Unable to master his rage, the chief of Serpents sent forth flames like a burning fire.  Then the chief of men, the perfect master of the element of fire, also sent forth flames.  When they shone forth both with their flames, 
[๓๙] ที่แม่น้ำเนรัญชรา พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะชฎิลอุรุเวลกัสสป ว่าดังนี้:ดูกรกัสสป ถ้าท่านไม่หนักใจ เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักวันหนึ่ง.  อุรุ. ข้าแต่มหาสมณะ ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย แต่ข้าพเจ้าหวังความสำราญจึงห้ามท่านว่า ในโรงบูชาเพลิงนั้นมีพญานาคดุร้าย มีฤทธิ์ เป็นอสรพิษ มีพิษร้ายแรง อย่าเลย มันจะทำให้ท่านลำบาก.  ภ. ลางที พญานาคนั้นจะไม่ทำให้เราลำบาก ดูกรกัสสป เอาเถิด ท่านจงอนุญาตโรงบูชาเพลิง.  พระผู้มีพระภาคทรงทราบอุรุเวลกัสสปนั้นว่า อนุญาตให้แล้ว ไม่ทรงครั่นคร้าม ปราศจากความกลัว เสด็จเข้าไป.  พญานาคเห็นพระผู้มีพระภาคผู้แสวงคุณความดี เสด็จเข้าไปแล้ว ไม่พอใจ จึงบังหวนควันขึ้น.  ส่วนพระพุทธเจ้าผู้เป็นมนุษย์ประเสริฐ มีพระทัยดี มีพระทัยไม่ขัดเคือง ทรงบังหวนควันขึ้นในที่นั้น.  แต่พญานาคทนความลบหลู่ไม่ได้ จึงพ่นไฟสู้.  ส่วนพระพุทธเจ้าผู้เป็นมนุษย์ประเสริฐ ทรงฉลาดในกสิณสมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ได้ทรงบันดาลไฟต้านทานไว้ในที่นั้น.  เมื่อทั้งสองฝ่ายโพลงไฟขึ้นแล้ว โรงบูชาเพลิงรุ่งโรจน์เป็นเปลวเพลิง.  พวกชฎิลกล่าวกันว่า ชาวเรา พระสมณะรูปงามคงถูกพญานาคเบียดเบียนแน่. 
“อยํ เต กสฺสป นาโค ปริยาทินฺโน อสฺส เตชสา เตโช”ติ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ  “มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม จณฺฑสฺส นาคราชสฺส อิทฺธิมโต อาสิวิสสฺส โฆรวิสสฺส เตชสา เตชํ ปริยาทิยิสฺสติ นตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ.  ๓๙. เนรญฺชรายํ ภควา อุรุเวลกสฺสปํ ชฏิลํ อโวจ. “สเจ เต กสฺสป อครุ วิหเรมุ อชฺชณฺโห อคฺคิสาลมฺหี”ติ ฯ  “น โข เม มหาสมณ ครุ. ผาสุกาโมว ตํ นิวาเรมิ. จณฺเฑตฺถ นาคราชา. อิทฺธิมา อาสิวิโส โฆรวิโส. โส ตํ มา วิเหเฐสี”ติฯ  “อปฺเปว มํ น วิเหเฐยฺย. อิงฺฆ ตฺวํ กสฺสป อนุชานาหิ อคฺยาคาร”นฺติ.  ทินฺนนฺติ นํ วิทิตฺวา. อภีโต ปาวิสิ ภยมตีโตฯ  ทิสฺวา อิสึ ปวิฏฺฐํ อหินาโค ทุมฺมโน ปธูปายิ.  สุมนมนโส อธิมโน มนุสฺสนาโคปิ ตตฺถ ปธูปายิฯ  มกฺขญฺจ อสหมาโน อหินาโค ปาวโกว ปชฺชลิ. 
atha kho tassā rattiyā accayena hatā nāgassa acciyo honti, iddhimato pana ṭhitā anekavaṇṇā acciyo honti, nīlā atha lohitikā mañjeṭṭhā pītakā phalikavaṇṇāyo Aṅgirasassa kāye anekavaṇṇā acciyo honti.  pattamhi odahitvā ahināgaṃ brāhmaṇassa dassesi: ayaṃ te Kassapa nāgo, pariyādinno assa tejasā tejo ’ti.  atha kho Uruvelakassapo jaṭilo bhagavato iminā iddhipāṭihāriyena abhippasanno bhagavantaṃ etad avoca:  idh’ eva mahāsamaṇa vihara, ahan te dhuvabhattenā ’ti. |7| 
the Gatilas looked at the fire room (saying), 'Truly the countenance of the great Samana is beautiful, but the Nâga will do harm to him.'  And when that night had elapsed, the flames of the Nâga were extinguished, but the various-coloured flames of Him who is possessed of magical powers remained. Dark blue and red, light red, yellow, and crystal-coloured flames of various colours appeared on the Angirasa's body.  Having put the chief of Serpents into his alms-bowl, he showed him to the Brâhmana (saying), 'Here you see the Nâga, Kassapa; his fire has been conquered by my fire.'  And the Gatila Uruvelâ Kassapa, having conceived an affection for the Blessed One in consequence of this wonder, said to the Blessed One: 
ครั้นราตรีผ่านไป เปลวไฟของพญานาคไม่ปรากฏ. แต่เปลวไฟสีต่างๆ ของพระผู้มีพระภาคผู้ทรงฤทธิ์ยังสถิตอยู่. พระรัศมีสีต่างๆ คือสีเขียว สีแดง สีหงสบาท สีเหลือง สีแก้วผลึก ปรากฏที่พระกายพระอังคีรส.  พระพุทธองค์ทรงขดพญานาคไว้ในบาตรแล้ว ทรงแสดงแก่พราหมณ์ว่า ดูกรกัสสปนี่พญานาคของท่าน เราครอบงำเดชของมันด้วยเดชของเราแล้ว.  ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสป เลื่อมใสยิ่งนัก เพราะอิทธิปาฏิหารย์นี้ของพระผู้มีพระภาค ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ข้าแต่มหาสมณะ นิมนต์อยู่ในที่นี้แหละ ข้าพเจ้าจักบำรุงท่านด้วยภัตตาหารประจำ. 
เตโชธาตุสุ กุสโล มนุสฺสนาโคปิ ตตฺถ ปชฺชลิฯ  อุภินฺนํ สโชติภูตานํ. อคฺยาคารํ อาทิตฺตํ โหติ สมฺปชฺชลิตํ สโชติภูตํ. อุทิจฺฉเร ชฏิลา.  “อภิรูโป วต โภ มหาสมโณ. นาเคน วิเหฐิยตี”ติ ภณนฺติฯ  อถ ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน. หตา นาคสฺส อจฺจิโย โหนฺติ . อิทฺธิมโต ปน ฐิตา . อเนกวณฺณา อจฺจิโย โหนฺติฯ นีลา อถ โลหิติกา. มญฺชิฏฺฐา ปีตกา ผลิกวณฺณาโย. องฺคีรสสฺส กาเย. อเนกวณฺณา อจฺจิโย โหนฺติฯ 
paṭhamaṃ pāṭihāriyaṃ. ||15|| 
'Stay with me, great Samana, I will daily provide you with food.' 
ปาฏิหาริย์ที่ ๑ จบ 
ปตฺตมฺหิ โอทหิตฺวา. อหินาคํ พฺราหฺมณสฺส ทสฺเสสิ. “อยํ เต กสฺสป นาโค. ปริยาทินฺโน อสฺส เตชสา เตโช”ติฯ 
(26) atha kho bhagavā Uruvelakassapassa jaṭilassa assamassa avidūre aññatarasmiṃ vanasaṇḍe vihāsi.  atha kho cattāro Mahārājāno abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ vanasaṇḍaṃ obhāsetvā yena bhagavā ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā catuddisā aṭṭhaṃsu seyyathāpi mahantā aggikkhandhā. |1| 
End of the first Wonder.  And the Blessed One resided in a certain grove near the hermitage of the Gatila Uruvelâ Kassapa. 
ปาฏิหาริย์ที่ ๒ [๔๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากอาศรมของชฎิลอุรุเวลกัสสป.  ครั้งนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เมื่อราตรีปฐมยามผ่านไปแล้ว เปล่งรัศมีงามยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ได้ยืนเฝ้าอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ดุจกองไฟใหญ่ฉะนั้น. 
อถ โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ภควโต อิมินา อิทฺธิปาฏิหาริเยน อภิปฺปสนฺโน ภควนฺตํ เอตทโวจ  “อิเธว มหาสมณ วิหร อหํ เต ธุวภตฺเตนา”ติ. 
atha kho Uruvelakassapo jaṭilo tassā rattiyā accayena yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ etad avoca: kālo mahāsamaṇa niṭṭhitaṃ bhattaṃ.  ke nu kho te mahāsamaṇa abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ vanasaṇḍaṃ obhāsetvā yena tvaṃ ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā taṃ abhivādetvā catuddisā aṭṭhaṃsu seyyathāpi mahantā aggikkhandhā ’ti.  ete kho Kassapa cattāro Mahārājāno yenāhaṃ ten’ upasaṃkamiṃsu dhammasavanāyā ’ti.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi:  mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhavo, yatra hi nāma cattāro pi Mahārājāno upasaṃkamissanti dhammasavanāya, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti.  atha kho bhagavā Uruvelakassapassa jaṭilassa bhattaṃ bhuñjitvā tasmiṃ yeva vanasaṇḍe vihāsi. |2| 
And on a beautiful night the four Mahârâgas, filling the whole grove with light by the brilliancy of their complexion, went to the place where the Blessed One was; having approached him and respectfully saluted the Blessed One, they stood in the four directions like great firebrands.  And when that night had elapsed, the Gatila Uruvelâ Kassapa went to the place where the Blessed One was; having approached him, he said to the Blessed One: 'It is time, great Samana, the meal is ready.  Who were they, great Samana, who came, this beautiful night, filling the whole grove with light by the brilliancy of their complexion, to the place where you were, and having approached you and respectfully saluted you, stood in the four directions like great firebrands?'  'They were the four Mahârâgas, Kassapa, who came to me in order to hearmy preaching.'  Then the Gatila Uruvelâ Kassapa thought:  'Truly the great Samana possesses high magical powers and great faculties, since even the four Mahârâgas come to hear his preaching. He is not, however, holy like me.' 
ต่อมาชฎิลอุรุเวลกัสสป เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคโดยผ่านราตรีนั้น ครั้นถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้วมหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว  พวกนั้นคือใครกันหนอ เมื่อราตรีปฐมยามผ่านไปแล้ว มีรัศมีงาม ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปหาท่าน ครั้นถึงแล้วอภิวาทท่าน ได้ยืนอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ดุจกองไฟใหญ่ฉะนั้น?  พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป พวกนั้นคือท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้ามาหาเราเพื่อฟังธรรม.  ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป แล้วประทับอยู่ในไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล. 
ปฐมํ ปาฏิหาริยํ.  ๔๐. อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส อสฺสมสฺส อวิทูเร อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ วิหาสิ.  อถ โข จตฺตาโร มหาราชาโน อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ วนสณฺฑํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา จตุทฺทิสา อฏฺฐํสุ เสยฺยถาปิ มหนฺตา อคฺคิกฺขนฺธา.  อถ โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ “กาโล มหาสมณ นิฏฺฐิตํ ภตฺตํ.  เก นุ โข เต มหาสมณ อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ วนสณฺฑํ โอภาเสตฺวา เยน ตฺวํ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ อภิวาเทตฺวา จตุทฺทิสา อฏฺฐํสุ “เสยฺยถาปิ มหนฺตา อคฺคิกฺขนฺธา”ติ.  “เอเต โข กสฺสป จตฺตาโร มหาราชาโน เยนาหํ เตนุปสงฺกมึสุ ธมฺมสฺสวนายา”ติ. 
dutiyakapāṭihāriyaṃ. ||16|| 
And the Blessed One ate the food offered by the Gatila Uruvelâ Kassapa, and continued to stay in that same grove. 
ปาฏิหาริย์ที่ ๒ จบ 
อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ 
atha kho Sakko devānam indo abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ vanasaṇḍaṃ obhāsetvā yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi seyyathāpi mahā aggikkhandho, pūrimāhi vaṇṇanibhāhi abhikkantataro ca paṇītataro ca. |1| 
End of the second Wonder. 
ปาฏิหาริย์ที่ ๓ [๔๑] ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ เมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้ว เปล่งรัศมีงาม ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดุจกองไฟใหญ่ งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน. 
“มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม จตฺตาโรปิ มหาราชาโน อุปสงฺกมิสฺสนฺติ ธมฺมสฺสวนาย น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ. 
atha kho Uruvelakassapo jaṭilo tassā rattiyā accayena yena bhagavā ten’ upasāmi, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ etad avoca: kālo mahāsamaṇa niṭṭhitaṃ bhattaṃ.  ko nu kho so mahāsamaṇa abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ vanasaṇḍaṃ obhāsetvā yena tvaṃ ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā taṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi seyyathāpi mahā aggikkhandho purimāhi vaṇṇanibhāhi abhikkantataro ca paṇītataro cā ’ti.  eso kho Kassapa Sakko devānam indo yenāhaṃ ten’ upasaṃkami dhammasavanāyā ’ti.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi:  mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma (27) Sakko pi devānam indo upasaṃkamissati dhammasavanāya, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti.  atha kho bhagavā Uruvelakassapassa jaṭilassa bhattaṃ bhuñjitvā tasmiṃ yeva vanasaṇḍe vihāsi. |2| 
And on a beautiful night Sakka (Sakra or Indra) the king of the devas, filling the whole grove with light by the brilliancy of his complexion, went to the place where the Blessed One was; having approached him and respectfully saluted the Blessed One, he stood near him like a great firebrand, surpassing in beauty and brilliancy the splendour of the former appearances.  And when that night had elapsed (&c., as in chap. 16. 2).         
ต่อมาชฎิลอุรุเวลกัสสปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคโดยผ่านราตรีนั้น ครั้นถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว  ผู้นั้นคือใครกันหนอ เมื่อราตรีปฐมยามผ่านไปแล้ว เปล่งรัศมีงาม ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้ามาหาท่าน ครั้นถึงแล้วอภิวาทท่าน ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดุจกองไฟใหญ่ งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน?  พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ผู้นั้น คือ ท้าวสักกะจอมทวยเทพเข้ามาหาเราเพื่อฟังธรรม.  ครั้งนั้น ชฎิลอุรุกัสสปได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ถึงกับท้าวสักกะจอมทวยเทพเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป แล้วประทับอยู่ในไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล. 
อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา ตสฺมึเยว วนสณฺเฑ วิหาสิ.  ทุติยํ ปาฏิหาริยํ.  ๔๑. อถ โข สกฺโก เทวานมินฺโท อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ วนสณฺฑํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เสยฺยถาปิ มหาอคฺคิกฺขนฺโธ ปุริมาหิ วณฺณนิภาหิ อภิกฺกนฺตตโร จ ปณีตตโร จ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ “กาโล มหาสมณ นิฏฺฐิตํ ภตฺตํ.  โก นุ โข โส มหาสมณ อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ วนสณฺฑํ โอภาเสตฺวา เยน ตฺวํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เสยฺยถาปิ มหาอคฺคิกฺขนฺโธ ปุริมาหิ วณฺณนิภาหิ อภิกฺกนฺตตโร จ ปณีตตโร จา”ติ?  “เอโส โข กสฺสป สกฺโก เทวานมินฺโท เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ ธมฺมสฺสวนายา”ติ. 
tatiyakapāṭihāriyaṃ. ||17|| 
 
ปาฏิหาริย์ที่ ๓ จบ 
อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ 
atha kho Brahmā Sahaṃpati abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ vanasaṇḍaṃ obhāsetvā yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi seyyathāpi mahā aggikkhandho purimāhi vaṇṇanibhāhi abhikkantataro ca paṇītataro ca. |1| 
End of the third Wonder. 
ปาฏิหาริย์ที่ ๔ [๔๒] ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้ว เปล่งรัศมีงาม ยังไพรสณฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดุจกองไฟใหญ่ งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน. 
“มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม สกฺโกปิ เทวานมินฺโท อุปสงฺกมิสฺสติ ธมฺมสฺสวนาย น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ. 
atha kho Uruvelakassapo jaṭilo tassā rattiyā accayena yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ etad avoca: kālo mahāsamaṇa niṭṭhitaṃ bhattaṃ.  ko nu kho so mahāsamaṇa abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ vanasaṇḍaṃ obhāsetvā yena tvaṃ ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā taṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi seyyathāpi mahā aggikkhandho purimāhi vaṇṇanibhāhi abhikkantataro ca paṇītataro cā ’ti.  eso kho Kassapa Brahmā Sahaṃpati yenāhaṃ ten’ upasaṃkami dhammasavanāyā ’ti.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi: mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma Brahmāpi Sahaṃpati upasaṃkamissati dhammasavanāya, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti.  atha kho bhagavā Uruvelakassapassa jaṭilassa bhattaṃ bhuñjitvā tasmiṃ yeva vanasaṇḍe vihāsi. |2| 
And on a beautiful night Brahmâ Sahampati (&c., as in chap. 17).         
ครั้นล่วงราตรีนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสป ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว  ผู้นั้นคือใครกันหนอ เมื่อราตรีปฐมยามผ่านไปแล้ว เปล่งรัศมีงาม ยังไพรสนฑ์ทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้ามาหาท่าน ครั้นถึงแล้วอภิวาทท่าน ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดุจกองไฟใหญ่ งามและประณีตกว่ารัศมีแต่ก่อน?  พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ผู้นั้น คือ ท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเราเพื่อฟังธรรม.  ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ถึงกับท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป แล้วประทับอยู่ในไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล. 
อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา ตสฺมึเยว วนสณฺเฑ วิหาสิ.  ตติยํ ปาฏิหาริยํ.  ๔๒. อถ โข พฺรหฺมา สหมฺปติ อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ วนสณฺฑํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เสยฺยถาปิ มหาอคฺคิกฺขนฺโธ ปุริมาหิ วณฺณนิภาหิ อภิกฺกนฺตตโร จ ปณีตตโร จ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ “กาโล มหาสมณ นิฏฺฐิตํ ภตฺตํ.  โก นุ โข โส มหาสมณ อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ วนสณฺฑํ โอภาเสตฺวา เยน ตฺวํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เสยฺยถาปิ มหาอคฺคิกฺขนฺโธ ปุริมาหิ วณฺณนิภาหิ อภิกฺกนฺตตโร จ ปณีตตโร จา”ติ? 
catutthapātihāriyaṃ. ||18|| 
 
ปาฏิหาริย์ที่ ๔ จบ 
“เอโส โข กสฺสป พฺรหฺมา สหมฺปติ เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ ธมฺมสฺสวนายา”ติ. 
tena kho pana samayena Uruvelakassapassa jaṭilassa mahāyañño paccupaṭṭhito hoti kevalakappā ca Aṅgamagadhā pahūtaṃ khādaniyaṃ bhojaniyaṃ ādāya abhikkamitukāmā honti.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi:  etarahi kho me mahāyañño paccupaṭṭhito kevalakappā ca Aṅgamagadhā pahūtaṃ khādaniyaṃ bhojaniyaṃ ādāya abhikkamissanti.  sace mahāsamaṇo mahājanakāye iddhipāṭihāriyaṃ karissati, mahāsamaṇassa lābhasakkāro abhivaḍḍhissati, mama lābhasakkāro parihāyissati.  aho nūna mahāsamaṇo svātanāya nāgaccheyyā ’ti. |1| 
End of the fourth Wonder.  At that time a great sacrifice which the Gatila Uruvelâ Kassapa used to celebrate was approaching, and all the people of Anga and Magadha wished to go to that sacrifice carrying abundant food, both hard and soft.  Now the Gatila Uruvelâ Kassapa thought:  'Presently my great sacrifice is approaching, and all the people of Anga and Magadha will come and bring with them abundant food, both hard and soft.  If the great Samana should perform a wonder before that great assembly, gain and honour would increase to the great Samana, and my gain and honour would diminish. 
ปาฏิหาริย์ที่ ๕ [๔๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้เตรียมการบูชายัญเป็นการใหญ่. และประชาชนชาวอังคะและมคธทั้งสิ้น ถือของเคี้ยวของบริโภคเป็นอันมาก บ่ายหน้ามุ่งไปหา.  จึงชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า  บัดนี้ เราได้เตรียมการบูชายัญเป็นการใหญ่ และประชาชนชาวอังคะและมคธทั้งสิ้น ได้นำของเคี้ยวของบริโภคเป็นอันมากบ่ายหน้ามุ่งมาหา  ถ้าพระมหาสมณะจักทำอิทธิปาฏิหาริย์ในหมู่มหาชน ลาภสักการะจักเจริญยิ่งแก่พระมหาสมณะ ลาภสักการะของเราจักเสื่อม  โอ ทำไฉน วันพรุ่งนี้ พระมหาสมณะจึงจะไม่มาฉัน. 
อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ “มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม พฺรหฺมาปิ สหมฺปติ อุปสงฺกมิสฺสติ ธมฺมสฺสวนาย น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ.  อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา ตสฺมึเยว วนสณฺเฑ วิหาสิ.  จตุตฺถํ ปาฏิหาริยํ.  ๔๓. เตน โข ปน สมเยน อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส มหายญฺโญ ปจฺจุปฏฺฐิโต โหติ เกวลกปฺปา จ องฺคมคธา ปหูตํ ขาทนียํ โภชนียํ อาทาย อภิกฺกมิตุกามา โหนฺติ  อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ 
atha kho bhagavā ([page 028] 28 MAHĀVAGGA. [I. 19. 2-20. 2.) Uruvelakassapassa jaṭilassa cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya Uttarakuruṃ gantvā tato piṇḍapātaṃ āharitvā Anotattadahe paribhuñjitvā tatth’ eva divāvihāraṃ akāsi.  atha kho Uruvelakassapo jaṭilo tassā rattiyā accayena yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ etad avoca: kālo mahāsamaṇa, niṭṭhitaṃ bhattaṃ.  kiṃ nu kho mahāsamaṇa hiyyo nāgamāsi.  api ca mayaṃ taṃ sarāma kiṃ nu kho mahāsamaṇo nāgacchatīti, khādaniyassa ca bhojaniyassa ca te paṭiviso ṭhapito ’ti. |2| 
Well, the great Samana shall not appear here to-morrow.'  Then the Blessed One, understanding by the power of his mind this reflection which had arisen in the mind of the Gatila Uruvelâ Kassapa, went to Uttara Kuru; having begged alms there, he took the food (he had received) to the Anotatta lake; there he took his meal and rested during the heat of the day at the same place.  And when the night had elapsed, the Gatila Uruvelâ Kassapa went to the place where the Blessed One was; having approached him, he said to the Blessed One: 'It is time, great Samana, the meal is ready.  Why did you not come yesterday, great Samana? 
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของชฎิลอุรุเวลกัสสปด้วยพระทัยแล้ว เสด็จไปอุตตรกุรุทวีป ทรงนำบิณฑบาตมาจากอุตตรกุรุทวีปนั้น แล้วเสวยที่ริมสระอโนดาต ประทับกลางวันอยู่ ณ ที่นั้นแหละ.  ครั้นล่วงราตรีนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงแล้วได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว  เพราะเหตุไรหนอ วานนี้ท่านจึงไม่มา  เป็นความจริง พวกข้าพเจ้าระลึกถึงท่านว่า เพราะเหตุไรหนอ พระมหาสมณะจึงไม่มาแต่ส่วนแห่งขาทนียาหาร ข้าพเจ้าได้จัดไว้เพื่อท่าน 
“เอตรหิ โข เม มหายญฺโญ ปจฺจุปฏฺฐิโต เกวลกปฺปา จ องฺคมคธา ปหูตํ ขาทนียํ โภชนียํ อาทาย อภิกฺกมิสฺสนฺติ.  สเจ มหาสมโณ มหาชนกาเย อิทฺธิปาฏิหาริยํ กริสฺสติ มหาสมณสฺส ลาภสกฺกาโร อภิวฑฺฒิสฺสติ มม ลาภสกฺกาโร ปริหายิสฺสติ.  อโห นูน มหาสมโณ สฺวาตนาย นาคจฺเฉยฺยา”ติ.  อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย อุตฺตรกุรุํ คนฺตฺวา ตโต ปิณฺฑปาตํ อาหริตฺวา อโนตตฺตทเห ปริภุญฺชิตฺวา ตตฺเถว ทิวาวิหารํ อกาสิ. 
nanu te Kassapa etad ahosi: etarahi kho me mahāyañño paccupaṭṭhito kevalakappā ca Aṅgamagadhā pahūtaṃ khādaniyaṃ bhojaniyaṃ ādāya abhikkamissanti.  sace mahāsamaṇo mahājanakāye iddhipāṭihāriyaṃ karissati, mahāsamaṇassa lābhasakkāro abhivaḍḍhissati, mama lābhasakkāro parihāyissati.  aho nūna mahāsamaṇo svātanāya nāgaccheyyā ’ti. |3| 
We have thought of you: "Why does the great Samana not come?" and your portions of food, both hard and soft, were served up for you.'  (Buddha replied): 'Did you not think, Kassapa: "Presently my great sacrifice (&c., as above down to:).   
พระผู้มีพระภาคตรัสย้อนถามว่า ดูกรกัสสป ท่านได้ดำริอย่างนี้มิใช่หรือว่า บัดนี้เราได้เตรียมการบูชายัญเป็นการใหญ่ และประชาชนชาวอังคะและมคธทั้งสิ้นได้นำของเคี้ยวและของบริโภคเป็นอันมากบ่ายหน้ามุ่งมาหา  ถ้าพระมหาสมณะจักทำอิทธิปาฏิหาริย์ ในหมู่มหาชนลาภสักการะจักเจริญยิ่งแก่พระมหาสมณะ ลาภสักการะของเราจักเสื่อม  โอ ทำไฉน วันพรุ่งนี้พระมหาสมณะจึงจะไม่มาฉัน 
อถ โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ “กาโล มหาสมณ นิฏฺฐิตํ ภตฺตํ.  กึ นุ โข มหาสมณ หิยฺโย นาคมาสิ?  อปิ จ มยํ ตํ สราม กึ นุ โข มหาสมโณ นาคจฺฉตีติ? ขาทนียสฺส จ โภชนียสฺส จ เต ปฏิวีโส ฐปิโต”ติ. 
so kho ahaṃ Kassapa tava cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya Uttarakuruṃ gantvā tato piṇḍapātaṃ āharitvā Anotattadahe paribhuñjitvā tatth’ eva divāvihāraṃ akāsin ti.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi: mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma cetasāpi cittaṃ pajānissati, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti.  atha kho bhagavā Uruvelakassapassa jaṭilassa bhattaṃ paribhuñjitvā tasmiṃ yeva vanasaṇḍe vihāsi. |4| 
Well, the great Samana shall not appear here tomorrow?"  'Now I understood, Kassapa, by the power of my mind this reflection which had arisen in your mind, and I went to Uttara Kuru; having begged alms there, I took the food to the Anotatta lake; there I took my meal and rested during the heat of the day at the same place.'  Then the Gatila Uruvelâ Kassapa thought: 'Truly the great Samana possesses high magical powers and great faculties, since he is able to understand by the power of his mind the thoughts of other people. He is not, however, holy like fie.' 
ดูกรกัสสป เรานั้นแลทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่านด้วยใจของเรา จึงไปอุตตรกุรุทวีป นำบิณฑบาตมาจากอุตตรกุรุทวีปนั้น มาฉันที่ริมสระอโนดาตแล้ว ได้พักกลางวันอยู่ ณ ที่นั้นแหละ.  ทีนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ จึงได้ทราบความคิดนึกแม้ด้วยใจได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป แล้วประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล. 
นนุ เต กสฺสป เอตทโหสิ “‘เอตรหิ โข เม มหายญฺโญ ปจฺจุปฏฺฐิโต เกวลกปฺปา จ องฺคมคธา ปหูตํ ขาทนียํ โภชนียํ อาทาย อภิกฺกมิสฺสนฺติ  สเจ มหาสมโณ มหาชนกาเย อิทฺธิปาฏิหาริยํ กริสฺสติ มหาสมณสฺส ลาภสกฺกาโร อภิวฑฺฒิสฺสติ มม ลาภสกฺกาโร ปริหายิสฺสติ  อโห นูน มหาสมโณ สฺวาตนาย นาคจฺเฉยฺยา’ติ. 
pañcamaṃ paṭihāriyaṃ. ||19|| 
And the Blessed One ate (&c., as in chap. 16, 2). 
ปาฏิหาริย์ที่ ๕ จบ 
โส โข อหํ กสฺสป ตว เจตสา เจโตปริวิตกฺกํ อญฺญาย อุตฺตรกุรุํ คนฺตฺวา ตโต ปิณฺฑปาตํ อาหริตฺวา อโนตตฺตทเห ปริภุญฺชิตฺวา ตตฺเถว ทิวาวิหารํ อกาสิ”นฺติ. 
tena kho pana samayena bhagavato paṃsukūlaṃ uppannaṃ hoti.  atha kho bhagavato etad ahosi: kattha nu kho ahaṃ paṃsukūlaṃ dhoveyyan ti.  atha kho Sakko devānam indo bhagavato cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya pāṇinā pokkharaṇiṃ khanitvā bhagavantaṃ etad avoca:  idha bhante bhagavā paṃsukūlaṃ dhovatū ’ti.  atha kho bhagavato etad ahosi: kimhi nu kho ahaṃ paṃsukūlaṃ parimaddeyyan ti.  atha kho Sakko devānam indo bhagavato cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya mahatiṃ silaṃ upanikkhipi idha bhante bhagavā paṃsukūlaṃ parimaddatū ’ti. |1| 
End of the fifth Wonder.  At that time the Blessed One had rags taken from a dust heap (of which he was going to make himiself a dress).  Now the Blessed One thought: 'Where shall I wash these rags?'  Then Sakka the king of the devas, understanding in his mind the thought which had arisen in the mind of the Blessed One, dug a tank with his own hand, and said to the Blessed One:  'Lord, might the Blessed One wash the rags here.'  And the Blessed One thought: 'What shall I rub the rags upon?' 
ผ้าบังสุกุล [๔๔] ก็โดยสมัยนั้น ผ้าบังสุกุลบังเกิดแก่พระผู้มีพระภาค.  จึงพระองค์ได้ทรงพระดำริว่า เราจะพึงซักผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ.  ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบพระดำริในพระทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยพระทัยของพระองค์ จึงขุดสระโบกขรณีด้วยพระหัตถ์ แล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคว่า  พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดซักผ้าบังสุกุลในสระนี้.  ที่นั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า เราจะพึงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ.  ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบพระดำริในพระทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ได้ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวางพลางทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงขยำผ้าบังสุกุลบนศิลาแผ่นนี้. 
อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ “มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม เจตสาปิ จิตฺตํ ปชานิสฺสติ น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ.  อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา ตสฺมึเยว วนสณฺเฑ วิหาสิ.  ปญฺจมํ ปาฏิหาริยํ.  ๔๔. เตน โข ปน สมเยน ภควโต ปํสุกูลํ อุปฺปนฺนํ โหติ.  อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “กตฺถ นุ โข อหํ ปํสุกูลํ โธเวยฺย”นฺติ?  อถ โข สกฺโก เทวานมินฺโท ภควโต เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย ปาณินา โปกฺขรณึ ขณิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ 
atha kho bhagavato etad ahosi: kimhi nu kho ahaṃ ālambitvā uttareyyan ti.  atha kho kakudhe adhivatthā devatā bhagavato cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya sākhaṃ onamesi idha bhante bhagavā (29) ālambitvā uttaratū ’ti.  atha kho bhagavato etad ahosi: kimhi nu kho ahaṃ paṃsukūlaṃ vissajjeyyan ti.  atha kho Sakko devānam indo bhagavato cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya mahatiṃ silaṃ upanikkhipi idha bhante bhagavā paṃsukūlaṃ vissajjetū ’ti. |2| 
Then Sakka the king of the devas, understanding, &c., put there a great stone and said: 'Lord, might the Blessed One rob the rags upon this stone.'  And the Blessed One thought: 'What shall I take hold of when going up (from the tank)?'  Then a deity that resided in a Kakudha tree, understanding, &c., bent down a branch and said: 'Lord, might the Blessed One take hold of this branch when going up (from the tank).'  And the Blessed One thought: 'What shall I lay the rags upon (in order to dry them)?' 
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า เราจะพึงพาดผ้าบังสุกุลไว้ ณ ที่ไหนหนอ.  ครั้งนั้น เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบก ทราบพระดำริในพระหทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยใจของตน จึงน้อมกิ่งกุ่มลงมา พลางกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงพาดผ้าบังสุกุลไว้ที่กิ่งกุ่มนี้.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า เราจะผึ่งผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ.  ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบพระดำริในพระหทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ได้ยกแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้ พลางกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงผึ่งผ้าบังสุกุลบนศิลาแผ่นนี้. 
“อิธ ภนฺเต ภควา ปํสุกูลํ โธวตู”ติ.  อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “กิมฺหิ นุ โข อหํ ปํสุกูลํ ปริมทฺเทยฺย”นฺติ?  อถ โข สกฺโก เทวานมินฺโท ภควโต เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย มหตึ สิลํ อุปนิกฺขิปิ อิธ ภนฺเต ภควา ปํสุกูลํ ปริมทฺทตูติ.  อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “กิมฺหิ นุ โข อหํ อาลมฺพิตฺวา อุตฺตเรยฺย”นฺติ? 
atha kho Uruvelakassapo jaṭilo tassā rattiyā accayena yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ etad avoca: kālo mahāsamaṇa, niṭṭhitaṃ bhattaṃ.  kiṃ nu kho mahāsamaṇa nāyaṃ pubbe idha pokkharaṇī, sāyaṃ idha pokkharaṇī, na yimā silā pubbe upanikkhittā, ken’ imā silā upanikkhittā, na yimassa kakudhassa pubbe sākhā onatā, sāyaṃ sākhā onatā ’ti. |3| 
Then Sakka the king of the devas, understanding, &c., put there a great stone and sald: 'Lord, might the Blessed One lay the rags upon this stone.'  And when that night had elapsed, the Gatila Uruvelâ Kassapa went to the place where the Blessed One was; having approached him, he said to the Blessed One: 'It is time, great Samana, the meal is ready. 
หลังจากนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคโดยล่วงราตรีนั้น ครั้นถึงแล้ว ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว  เพราะเหตุไรหนอ มหาสมณะ เมื่อก่อนสระนี้ไม่มีที่นี้ เดี๋ยวนี้มีสระอยู่ที่นี้ เมื่อก่อนศิลาเหล่านี้ไม่มีวางอยู่ ใครยกศิลาเหล่านี้มาวางไว้ เมื่อก่อนกิ่งกุ่มบกต้นนี้ไม่น้อมลง เดี๋ยวนี้กิ่งนั้นน้อมลง? 
อถ โข กกุเธ อธิวตฺถา เทวตา ภควโต เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย สาขํ โอนาเมสิ อิธ ภนฺเต ภควา อาลมฺพิตฺวา อุตฺตรตูติ.  อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “กิมฺหิ นุ โข อหํ ปํสุกูลํ วิสฺสชฺเชยฺย”นฺติ? 
idha me Kassapa paṃsukūlaṃ uppannaṃ ahosi, tassa mayhaṃ Kassapa etad ahosi: kattha nu kho ahaṃ paṃsukūlaṃ dhoveyyan ti.  atha kho Kassapa Sakko devānam indo mama cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya pāṇinā pokkharaṇiṃ khanitvā maṃ etad avoca: idha bhante bhagavā paṃsukūlaṃ dhovatū ’ti.  sāyaṃ amanussena pāṇinā khanitā pokkharaṇī.  tassa mayhaṃ Kassapa etad ahosi: kimhi nu kho ahaṃ paṃsukūlaṃ parimaddeyyan ti.  atha kho Kassapa Sakko devānam indo mama cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya mahatiṃ silaṃ upanikkhipi idha bhante paṃsukūlaṃ parimaddatū ’ti.  sāyaṃ amanussena nikkhittā silā. |4| 
What is this, great Samana? Formerly there was here no tank, and now here is this tank. Formerly no stone was put here; by whom has this stone been put here? Formerly this Kakudha tree did not bend down its branch, and now this branch is bent down.'  'I had rags, Kassapa, taken from a dust heap; and I thought, Kassapa: "Where shall I wash these rags?"  Then, Kassapa, Sakka the king of the devas, understanciing in his mind the thought which had arisen in my mind, dug a tank with his hand and said to me: "Lord, might the Blessed One wash the rags here."  Thus this tank has been dug by the hand of a non-human being.  'And I thought, Kassapa: "What shall I rub the rags upon?" Then, Kassapa, Sakka, &c.   
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป ผ้าบังสุกุลบังเกิดแก่เรา ณ ที่นี้ เรานั้นได้ดำริว่า จะพึงซักผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ  ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบความดำริในจิตของเราด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว จึงขุดสระโบกขรณีด้วยพระหัตถ์ แล้วตรัสบอกแก่เราว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงซักผ้าบังสุกุลในสระนี้  สระนี้อันผู้มิใช่มนุษย์ได้ขุดแล้วด้วยมือ  ดูกรกัสสป เรานั้นได้ดำริว่า จะพึงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ  ครั้งนั้นท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทราบความดำริในจิตของเราด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ได้ทรงยกศิลาแผ่นใหญ่มาวางไว้ โดยทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงขยำผ้าบังสุกุลบนศิลาแผ่นนี้  ศิลาแผ่นนี้อันผู้มิใช่มนุษย์ได้ยกมาวางไว้ 
อถ โข สกฺโก เทวานมินฺโท ภควโต เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย มหตึ สิลํ อุปนิกฺขิปิ อิธ ภนฺเต ภควา ปํสุกูลํ วิสฺสชฺเชตูติ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ “กาโล มหาสมณ นิฏฺฐิตํ ภตฺตํ.  กึ นุ โข มหาสมณ นายํ ปุพฺเพ อิธ โปกฺขรณี สายํ อิธ โปกฺขรณี. นยิมา สิลา ปุพฺเพ อุปนิกฺขิตฺตา. เกนิมา สิลา อุปนิกฺขิตฺตา? นยิมสฺส กกุธสฺส ปุพฺเพ สาขา โอนตา สายํ สาขา โอนตา”ติ.  อิธ เม กสฺสป ปํสุกูลํ อุปฺปนฺนํ อโหสิ. ตสฺส มยฺหํ กสฺสป เอตทโหสิ “กตฺถ นุ โข อหํ ปํสุกูลํ โธเวยฺย”นฺติ?  อถ โข กสฺสป สกฺโก เทวานมินฺโท มม เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย ปาณินา โปกฺขรณึ ขณิตฺวา มํ เอตทโวจ “อิธ ภนฺเต ภควา ปํสุกูลํ โธวตู”ติ.  สายํ กสฺสป อมนุสฺเสน ปาณินา ขณิตา โปกฺขรณี. 
tassa mayhaṃ Kassapa etad ahosi: kimhi nu kho ahaṃ ālambitvā uttareyyan ti.  atha kho Kassapa kakudhe adhivatthā devatā mama cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya sākhaṃ onamesi idha bhante bhagavā ālambitvā uttaratū ’ti.  sv āyaṃ āharahattho kakudho.  tassa mayhaṃ Kassapa etad ahosi: kimhi nu kho ahaṃ paṃsukūlaṃ vissajjeyyan ti.  atha kho Sakko devānam indo mama cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya mahatiṃ silaṃ upanikkhipi idha bhante bhagavā paṃsukūlaṃ vissajjetū ’ti.  sāyaṃ amanussena nikkhittā silā ’ti. |5| 
Thus this stone has been put here by a non-human being.  'And I thought, Kassapa: "What shall I take hold of when going up (from the tank)?"  Then, Kassapa, a deity, &c.  Thus this Kakudha tree has served me as a hold for my hand.  'And I thought, Kassapa: "Where shall I lay the rags upon (in order to dry them)?"  Then, Kassapa, Sakka, &c. 
ดูกรกัสสป เรานั้นได้ดำริว่า จะพึงพาดผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ  ครั้งนั้น เทพดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบก ทราบความดำริในจิตของเราด้วยใจของตนแล้ว จึงน้อมกิ่งกุ่มลงมาโดยทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงพาดผ้าบังสุกุลไว้บนกิ่งกุ่มนี้  ต้นกุ่มบกนี้นั้นประหนึ่งจะกราบทูลว่า ขอพระองค์จงทรงนำพระหัตถ์มาแล้วน้อมลง  ดูกรกัสสป เรานั้นได้ดำริว่า จะพึงผึ่งผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอ  ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบความดำริแห่งจิตของเราด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ได้ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวางไว้ โดยทูลว่า พระพุทธเจ้า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงผึ่งผ้าบังสุกุลบนศิลาแผ่นนี้  ศิลาแผ่นนี้อันผู้มิใช่มนุษย์ได้ยกมาวางไว้. 
ตสฺส มยฺหํ กสฺสป เอตทโหสิ “กิมฺหิ นุ โข อหํ ปํสุกูลํ ปริมทฺเทยฺย”นฺติ?  อถ โข กสฺสป สกฺโก เทวานมินฺโท มม เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย มหตึ สิลํ อุปนิกฺขิปิ “อิธ ภนฺเต ภควา ปํสุกูลํ ปริมทฺทตู”ติ.  สายํ กสฺสป อมนุสฺเสน อุปนิกฺขิตฺตา สิลา.  ตสฺส มยฺหํ กสฺสป เอตทโหสิ “กิมฺหิ นุ โข อหํ อาลมฺพิตฺวา อุตฺตเรยฺย”นฺติ?  อถ โข กสฺสป กกุเธ อธิวตฺถา เทวตาชฺ มม เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย สาขํ โอนาเมสิ “อิธ ภนฺเต ภควา อาลมฺพิตฺวา อุตฺตรชฺตู”ติ.  สฺวายํ อาหรหตฺโถ กกุโธ. 
atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi: mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma Sakko devānam indo veyyāvaccaṃ karissati, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti.  atha kho bhagavā Uruvelakassapassa jaṭilassa bhattaṃ bhuñjitvā tasmiṃ yeva vanasaṇḍe vihāsi. |6| 
Thus this stone has been put here by a non-human being.'  Then the Gatila Uruvelâ Kassapa thought: 'Truly the great Samana possesses high magical powers and great faculties, since Sakka the king of the devas does service to him. He is not, however, holy like me.' 
ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับท้าวสักกะจอมทวยเทพได้ทำการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสป แล้วประทับอยู่ในไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล. ผ้าบังสุกุล จบ. 
ตสฺส มยฺหํ กสฺสป เอตทโหสิ “กิมฺหิ นุ โข อหํ ปํสุกูลํ วิสฺสชฺเชยฺย”นฺติ?  อถ โข กสฺสป สกฺโก เทวานมินฺโท มม เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย มหตึ สิลํ อุปนิกฺขิปิ “อิธ ภนฺเต ภควา ปํสุกูลํ วิสฺสชฺเชตู”ติ 
atha kho Uruvelakassapo jaṭilo tassā rattiyā accayena yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhaga-(30)vato kālaṃ ārocesi: kālo mahāsamaṇa niṭṭhitaṃ bhattan ti.  gaccha tvaṃ Kassapa, āyām’ ahan ti Uruvelakassapaṃ jaṭilaṃ uyyojetvā yāya jambuyāyaṃ Jambudīpo paññāyati, tato phalaṃ gahetvā paṭhamataraṃ āgantvā agyāgāre nisīdi. |7| 
And the Blessed One ate (&c., as in chap. 16. 2 ).  And when that night had elapsed, the Gatila Uruvelâ Kassapa went to the place where the Blessed One was; having approached him, he announced to the Blessed One that it was time, by saying, 'It is time, great Samana, the meal is ready.' 
ปาฏิหาริย์เก็บผลหว้าเป็นต้น [๔๕] ครั้นล่วงราตรีนั้นไป ชฎิลอุรุเวลกัสสปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วจึงกราบทูลภัตตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ท่านไปเถิด เราจะตามไป. พระผู้มีพระภาคทรงส่งชฎิลอุรุเวลกัสสปไปแล้ว ทรงเก็บผลหว้าจากต้นหว้าประจำชมพูทวีป แล้วเสด็จมาประทับนั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน. 
สายํ กสฺสป อมนุสฺเสน อุปนิกฺขิตฺตา สิลาติ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ “มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม สกฺโกปิ เทวานมินฺโท เวยฺยาวจฺจํ กริสฺสติ น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ. 
addasa kho Uruvelakassapo jaṭilo bhagavantaṃ agyāgāre nisinnaṃ, disvāna bhagavantaṃ etad avoca: katamena tvaṃ mahāsamaṇa maggena āgato.  ahaṃ tayā paṭhamataraṃ pakkanto, so tvaṃ paṭhamataraṃ āgantvā agyāgāre nisinno ’ti. |8| 
(Buddha replied): 'Go you, Kassapa; I will follow you.' Having thus sent away the Gatila Uruvelâ Kassapa, he went to pluck a fruit from the gambu tree after which this continent of Gambudîpa (the Gambu Island, or India) is named; then arriving before Kassapa he sat down in the room where Kassapa's (sacred) fire was kept.  Then the Gatila Uruvelâ Kassapa saw the Blessed One sitting in the fire room; seeing him he said to the Blessed One: 'By what way have you come, great Samana? 
ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งในโรงบูชาเพลิงแล้ว ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่มหาสมณะ ท่านมาทางไหน  ข้าพเจ้ากลับมาก่อนท่าน แต่ท่านยังมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน? 
อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา ตสฺมึเยว วนสณฺเฑ วิหาสิ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต กาลํ อาโรเจสิ “กาโล มหาสมณ นิฏฺฐิตํ ภตฺต”นฺติ. 
idhāhaṃ Kassapa taṃ uyyojetvā yāya jambuyāyaṃ Jambudīpo paññāyati, tato phalaṃ gahetvā paṭhamataraṃ āgantvā agyāgāre nisinno.  idaṃ kho Kassapa jambuphalaṃ vaṇṇasampannaṃ gandhasampannaṃ rasasampannaṃ, sace ākaṅkhasi, paribhuñjā ’ti.  alaṃ mahāsamaṇa, tvaṃ yev’ etaṃ arahasi, tvaṃ yev’ etaṃ paribhuñjāhīti.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi:  mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma maṃ paṭhamataraṃ uyyojetvā yāya jambuyāyaṃ Jambūdipo paññāyati, tato phalaṃ gahetvā paṭhamataraṃ āgantvā agyāgāre nisīdissati, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti.  atha kho bhagavā Uruvelakassapassa jaṭilassa bhattaṃ bhuñjitvā tasmiṃ yeva vanasaṇḍe vihāsi. |9| 
I have departed before you, and you have arrived before me and are sitting in the fire room.'  'When I had sent you away, Kassapa, I went to pluck a fruit from the garnbu tree after which this continent of Gambudîpa is named; then I arrived before you and sat down in the fire room.  Here is the gambu fruit, Kassapa, it is beautiful, fragrant, and full of flavour; you may eat it, if you like.'  'Nay, great Samana, to you alone it is becoming to eat it; eat it yourself.'  And the Gatila Uruvelâ Kassapa thought:  'Truly the great Samana possesses high magical powers and great faculties, since he is able, having sent me away before him, to go and pluck a fruit from the gambu tree after which this continent of Gambudîpa is named, and then to arrive before me and to sit down in the fire room. He is not however, holy like me.' 
ภ. ดูกรกัสสป เราส่งท่านไปแล้ว ได้เก็บผลหว้าจากต้นหว้าประจำชมพูทวีป แล้วมานั่งในโรงบูชาเพลิงนี้ก่อน  ดูกรกัสสป ผลหว้านี้แล สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น รส ถ้าท่านต้องการ เชิญบริโภคเถิด.  อุรุ. อย่าเลย มหาสมณะ ท่านนั่นแหละเก็บผลไม้นี้มา ท่านนั่นแหละ จงฉันผลไม้นี้เถิด.  ลำดับนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ เพราะส่งเรามาก่อนแล้ว ยังเก็บผลหว้าจากต้นหว้าประจำชมพูทวีปแล้วมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของชฎิลอุรุเวลกัสสปแล้ว ประทับอยู่ในไพรสณฑ์ตำบลนั้นแล. 
“คจฺฉ ตฺวํ กสฺสป อายามห”นฺติ อุรุเวลกสฺสปํ ชฏิลํ อุยฺโยเชตฺวา ยาย ชมฺพุยา ‘ชมฺพุทีโป’ ปญฺญายติ ตโต ผลํ คเหตฺวา ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา อคฺยาคาเร นิสีทิ.  อทฺทสา โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ภควนฺตํ อคฺยาคาเร นิสินฺนํ ทิสฺวาน ภควนฺตํ เอตทโวจ “กตเมน ตฺวํ มหาสมณ มคฺเคน อาคโต?  อหํ ตยา ปฐมตรํ ปกฺกนฺโต โส ตฺวํ ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา อคฺยาคาเร นิสินฺโน”ติ.  “อิธาหํ กสฺสป ตํ อุยฺโยเชตฺวา ยาย ชมฺพุยา ‘ชมฺพุทีโป’ ปญฺญายติ ตโต ผลํ คเหตฺวา ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา อคฺยาคาเร นิสินฺโน.  อิทํ โข กสฺสป ชมฺพุผลํ วณฺณสมฺปนฺนํ คนฺธสมฺปนฺนํ รสสมฺปนฺนํ. สเจ อากงฺขสิ ปริภุญฺชา”ติ.  “อลํ มหาสมณ ตฺวํเยว ตํ อรหสิ ตฺวํเยว ตํ ปริภุญฺชาหี”ติ. 
atha kho Uruvelakassapo jaṭilo tassā rattiyā accayena yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavato kālaṃ ārocesi: kālo mahāsamaṇa niṭṭhitaṃ bhattan ti.  gaccha tvaṃ Kassapa, āyām’ ahan ti Uruvelakassapaṃ jaṭilaṃ uyyojetvā yāya jambuyāyaṃ Jambudīpo paññāyati, tassā avidūre ambo --gha-- tassā avidūre āmalakī --la-- tassā avidūre harītakī --la-- Tāvatiṃsaṃ gantvā pāricchattakapupphaṃ gahetvā paṭhamataraṃ āgantvā agyāgāre nisīdi.  addasa kho Uruvelakassapo jaṭilo bhagavantaṃ agyāgāre nisinnaṃ, disvāna bhagavantaṃ etad avoca: katamena tvaṃ mahāsamaṇa maggena āgato.  ahaṃ tayā paṭhamataraṃ pakkanto, so tvaṃ paṭhamataraṃ āgantvā agyāgāre nisinno ’ti. |10| 
And the Blessed One ate (&c., as in chap. 16. 2).  And when that night had elapsed (&c., as in § 7, down to:).  Having thus sent away the Gatila Uruvelâ Kassapa, he went to pluck a fruit from a mango tree growing near the gambu tree after which this continent of Gambudîpa is named, &c. He went to pluck a fruit from an emblic myrobalan tree, &c., from a yellow myrobalan tree growing near the gambu tree, &c. He went to the Tâvatimsa heaven to pluck a pârikkhattaka (or pârigâtaka) flower; then arriving before Kassapa he sat down in the fire room. Then the Gatila Uruvelâ Kassapa saw (&c., as in § 8).   
ครั้นล่วงราตรีนั้นไป ชฎิลอุรุเวลกัสสปไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้ว จึงทูลภัตตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว มหาสมณะ ภัตตาหารเสร็จแล้ว.  พระผู้มีพระภาคทรงส่งชฎิลอุรุเวลกัสสปไปด้วยพระดำรัสว่า ดูกรกัสสป ท่านไปเถิด เราจักตามไป แล้วทรงเก็บผลมะม่วง ... ผลมะขามป้อม ... ผลสมอ ในที่ไม่ไกลต้นหว้าประจำชมพูทวีปนั้น ... เสด็จไปสู่ภพดาวดึงส์ ทรงเก็บดอกปาริฉัตตกะ แล้วมาประทับนั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน.  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งในโรงบูชาเพลิง ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่มหาสมณะ ท่านมาทางไหน  ข้าพเจ้ากลับมาก่อนท่าน แต่ท่านยังมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน?. 
อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ  “มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม มํ ปฐมตรํ อุยฺโยเชตฺวา ยาย ชมฺพุยา ‘ชมฺพุทีโป’ ปญฺญายติ ตโต ผลํ คเหตฺวา ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา อคฺยาคาเร นิสีทิสฺสติ น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ.  อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา ตสฺมึเยว วนสณฺเฑ วิหาสิ.  ๔๕. อถ โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต กาลํ อาโรเจสิ “กาโล มหาสมณ นิฏฺฐิตํ ภตฺต”นฺติ. 
idhāhaṃ Kassapa taṃ uyyojetvā Tāvatiṃsaṃ gantvā pāricchattakapupphaṃ gahetvā paṭhamataraṃ āgantvā agyāgāre nisinno.  idaṃ kho Kassapa pāricchattakapupphaṃ vaṇṇasampannaṃ gandhasampannaṃ, sace ākaṅkhasi, gaṇhā ’ti.  alaṃ mahāsamaṇa, tvaṃ yev’ etaṃ arahasi, tvaṃ yev’ etaṃ (31) gaṇhā ’ti.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi:  mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma maṃ paṭhamataraṃ uyyojetvā Tāvatiṃsaṃ gantvā pāricchattakapupphaṃ gahetvā paṭhamataraṃ āgantvā agyāgāre nisīdissati, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti. |11| 
  'When I had sent you away, Kassapa, I went to the Tâvatimsa heaven to pluck a pârikkhattaka flower; then I arrived before you and sat down in the fire room.  Here is the pârikkhattaka flower, Kassapa; it is beautiful and fragrant; you may take it, if you like.'  'Nay, great Samana, to you alone it is becoming to keep it; keep it yourself.'  And the Gatila (&c., as in § 9). 
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัสสป เราส่งท่านแล้วได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ เก็บดอกปาริฉัตตกะแล้ว มานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน  ดูกรกัสสป ดอกปาริฉัตตกะนี้แล สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่น.  ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ เพราะส่งเรามาก่อนแล้วยังไปสู่ภพดาวดึงส์ เก็บดอกปาริฉัตตกะแล้ว มานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อน แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
คจฺฉ ตฺวํ กสฺสป อายามหนฺติ อุรุเวลกสฺสปํ ชฏิลํ อุยฺโยเชตฺวา ยาย ชมฺพุยา ‘ชมฺพุทีโป’ ปญฺญายติ ตสฺสา อวิทูเร อมฺโพฯเปฯ ตสฺสา อวิทูเร อามลกีฯเปฯ ตสฺสา อวิทูเร หรีตกีฯเปฯ ตาวตึสํ คนฺตฺวา ปาริจฺฉตฺตกปุปฺผํ คเหตฺวา ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา อคฺยาคาเร นิสีทิ.  อทฺทสา โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ภควนฺตํ อคฺยาคาเร นิสินฺนํ ทิสฺวาน ภควนฺตํ เอตทโวจ “กตเมน ตฺวํ มหาสมณ มคฺเคน อาคโต?  อหํ ตยา ปฐมตรํ ปกฺกนฺโต โส ตฺวํ ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา อคฺยาคาเร นิสินฺโน”ติ.  “อิธาหํ กสฺสป ตํ อุยฺโยเชตฺวา ตาวตึสํ คนฺตฺวา ปาริจฺฉตฺตกปุปฺผํ คเหตฺวา ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา อคฺยาคาเร นิสินฺโน.  อิทํ โข กสฺสป ปาริจฺฉตฺตกปุปฺผํ วณฺณสมฺปนฺนํ คนฺธสมฺปนฺนํ . (สเจ อากงฺขสิ คณฺหา”ติ. 
tena kho pana samayena te jaṭilā aggī paricaritukāmā na sakkonti kaṭṭhāni phāletuṃ.  atha kho tesaṃ jaṭilānaṃ etad ahosi: nissaṃsayaṃ kho mahāsamaṇassa iddhānubhāvo, yathā mayaṃ na sakkoma kaṭṭhāni phāletun ti.  atha kho bhagavā Uruvelakassapaṃ jaṭilaṃ etad avoca: phāliyantu Kassapa kaṭṭhānīti.  phāliyantu mahāsamaṇā ’ti.  sakid eva pañcakaṭṭhasatāni phāliyiṃsu.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi:  mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma kaṭṭhāni pi phāliyissanti, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti. |12| 
'He is not, however, holy as I am.'  At that time one day the Gatilas, who wished to attend on their sacred fires, could not succeed in splitting fire-wood.  Now these Gatilas thought: 'Doubtless this is the magical power and the high faculty of the great Samana that we cannot succeed in splitting fire-wood.'  Then the Blessed One said to the Gatila Uruvelâ Kassapa: 'Shall the fire-wood be split, Kassapa?'  'Let it be split, great Samana.'  Then in a moment the five hundred pieces of fire-wood were split.  And the Gatila Uruvelâ Kassapa thought: 
ปาฏิหาริย์ผ่าฟืน [๔๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิลเหล่านั้นปรารถนาจะบำเรอไฟ แต่ไม่อาจจะฝ่าฟืนได้.  จึงชฎิลเหล่านั้นได้มีความดำริต้องกันว่า ข้อที่พวกเราไม่อาจผ่าฟืนได้นั้น คงเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะ ไม่ต้องสงสัยเลย.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะชฎิลอุรุเวลกัสสปว่า ดูกรกัสสป พวกชฎิลจงผ่าฟืนเถิด.  ชฎิลอุรุเวลกัสสป รับพระพุทธดำรัสว่า ข้าแต่มหาสมณะ พวกชฎิลจงผ่าฟืนกัน.  ชฎิลทั้งหลายได้ผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนคราวเดียวเท่านั้น.  ครั้งนั้นแล ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับให้พวกชฎิลผ่าฟืนได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
“อลํ มหาสมณ ตฺวํเยว ตํ อรหสิ ตฺวํเยว ตํ คณฺหา”ติ) .  อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ  “มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม มํ ปฐมตรํ อุยฺโยเชตฺวา ตาวตึสํ คนฺตฺวา ปาริจฺฉตฺตกปุปฺผํ คเหตฺวา ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา อคฺยาคาเร นิสีทิสฺสติ น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ.  ๔๖. เตน โข ปน สมเยน เต ชฏิลา อคฺคิ๎ ปริจริตุกามา น สกฺโกนฺติ กฏฺฐานิ ผาเลตุํ  อถ โข เตสํ ชฏิลานํ เอตทโหสิ “นิสฺสํสยํ โข มหาสมณสฺส อิทฺธานุภาโว ยถา มยํ น สกฺโกม กฏฺฐานิ ผาเลตุ”นฺติ.  อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปํ ชฏิลํ เอตทโวจ “ผาลิยนฺตุ กสฺสป กฏฺฐานี”ติ.  “ผาลิยนฺตุ มหาสมณา”ติ. 
tena kho pana samayena te jaṭilā aggī paricaritukāmā na sakkonti aggī ujjaletuṃ.  atha kho tesaṃ jaṭilānaṃ etad ahosi: nissaṃsayaṃ kho mahāsamaṇassa iddhānubhāvo, yathā mayaṃ na sakkoma aggī ujjaletun ti.  atha kho bhagavā Uruvelakassapaṃ jaṭilaṃ etad avoca: ujjaliyantu Kassapa aggīti.  ujjaliyantu mahāsamaṇā ’ti.  sakid eva pañca aggisatāni ujjaliṃsu.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi: mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma aggī pi ujjaliyissanti, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti. |13| 
'Truly the great Samana possesses high magical powers and great faculties, since even the fire-wood splits itself (at his command). He is not, however, holy like me.'  At that time the Gatilas who wished to attend on their sacred fires, could not succeed in lighting up the fires (&c., as in the preceding story).         
ปาฏิหาริย์ก่อไฟ [๔๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิลเหล่านั้นปรารถนาจะบำเรอไฟ แต่ไม่อาจจะก่อไฟให้ลุกได้.  จึงชฎิลเหล่านั้นได้มีความดำริต้องกันว่า ข้อที่พวกเราไม่อาจจะก่อไฟให้ลุกขึ้นได้นั้น คงเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะ ไม่ต้องสงสัยเลย.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะชฎิลอุรุเวลกัสสปว่า ดูกรกัสสป พวกชฎิลจงก่อไฟให้ลุกเถิด.  ชฎิลอุรุเวลกัสสป รับพระพุทธดำรัสว่า ข้าแต่มหาสมณะ พวกชฎิลจงก่อไฟให้ลุก.  ไฟทั้ง ๕๐๐ กอง ได้ลุกขึ้นคราวเดียวกันเทียว.  ลำดับนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสป ได้มีความดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับให้ไฟลุกขึ้นได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
สกิเทว ปญฺจ กฏฺฐสตานิ ผาลิยิ๎สุ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ  “มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม กฏฺฐานิปิ ผาลิยิสฺสนฺติ น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ.  ๔๗. เตน โข ปน สมเยน เต ชฏิลา อคฺคิ๎ ปริจริตุกามา น สกฺโกนฺติ อคฺคิ๎ อุชฺชเลตุํ .  อถ โข เตสํ ชฏิลานํ เอตทโหสิ “นิสฺสํสยํ โข มหาสมณสฺส อิทฺธานุภาโว ยถา มยํ น สกฺโกม อคฺคิ๎ อุชฺชเลตุ”นฺติ.  อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปํ ชฏิลํ เอตทโวจ “อุชฺชลิยนฺตุ กสฺสป อคฺคี”ติ. 
tena kho pana samayena te jaṭilā aggī paricaritvā na sakkonti aggī vijjhāpetuṃ.  atha kho tesaṃ jaṭilānaṃ etad ahosi: nissaṃsayaṃ kho mahāsamaṇassa iddhānubhāvo, yathā mayaṃ na sakkoma aggī vijjhāpetun ti.  atha kho bhagavā Uruvelakassapaṃ jaṭilaṃ etad avoca: vijjhāyantu Kassapa aggīti.  vijjhāyantu mahāsamaṇā ’ti.  sakid eva pañca aggisatāni vijjhāyiṃsu.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi:  mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma aggī pi vijjhāyissanti, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti. |14| 
  At that time the Gatilas, after having attended on their sacred fires, could not succeed in extinguishing the fires (&c., as above).           
ปาฏิหาริย์ดับไฟ [๔๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิลเหล่านั้นบำเรอไฟกันแล้วไม่อาจดับไฟได้.  จึงได้คิดต้องกันว่า ข้อที่พวกเราไม่อาจดับไฟได้นั้น คงเป็นอิทธานุภาพของพระสมณะ ไม่ต้องสงสัยเลย.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะชฎิลอุรุเวลกัสสปว่า ดูกรกัสสป พวกชฎิลจงดับไฟเถิด.  ชฎิลอุรุเวลกัสสป รับพระพุทธดำรัสว่า ข้าแต่มหาสมณะ พวกชฎิลจงดับไฟกัน.  ไฟทั้ง ๕๐๐ กอง ได้ดับคราวเดียวกันเทียว.  ครั้งนั้นแล ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับให้พวกชฏิลดับไฟได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
“อุชฺชลิยนฺตุ มหาสมณา”ติ.  สกิเทว ปญฺจ อคฺคิสตานิ อุชฺชลิยิ๎สุ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ “มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม อคฺคีปิ อุชฺชลิยิสฺสนฺติ น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ.  ๔๘. เตน โข ปน สมเยน เต ชฏิลา อคฺคิ๎ ปริจริตฺวา น สกฺโกนฺติ อคฺคิ๎ วิชฺฌาเปตุํ.  อถ โข เตสํ ชฏิลานํ เอตทโหสิ “นิสฺสํสยํ โข มหาสมณสฺส อิทฺธานุภาโว ยถา มยํ น สกฺโกม อคฺคิ๎ วิชฺฌาเปตุ”นฺติ.  อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปํ ชฏิลํ เอตทโวจ “วิชฺฌายนฺตุ กสฺสป อคฺคี”ติ.  “วิชฺฌายนฺตุ มหาสมณา”ติ. 
tena kho pana samayena te jaṭilā sītāsu hemantikāsu rattisu antaraṭṭhakāsu himapātasamaye najjā Nerañjarāyaṃ nimujjanti pi, ummujjanti pi, ummujjanimujjam pi karonti.  atha kho bhagavā pañcamattāni mandāmukhisatāni abhinimmini, yattha te jaṭilā uttaritvā visib-(32)besuṃ.  atha kho tesaṃ jaṭilānaṃ etad ahosi: nissaṃsayaṃ kho mahāsamaṇassa iddhānubhāvo, yathā h’ imā mandāmukhiyo nimmitā ’ti.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi:  mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma mahāmandāmukhiyo abhinimminissati, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti. |15| 
  At that time in the cold winter nights, in the time between the ashtakâ festivals, when snow falls, the Gatilas plunged into the river Nerañgarâ, and emerged again, and repeatedly plunged into the water and emerged.  And the Blessed One created five hundred vessels with burning fire; at those the Gatilas coming out of the river warmed themselves.  And the Gatilas thought: 'Doubtless this is the magical power and the high faculty of the great Samana that these vessels with fire have been caused to appear here.  'And the Gatila Uruvelâ Kassapa thought: 
ปาฏิหาริย์กองไฟ [๔๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิลเหล่านั้น พากันดำลงบ้าง ผุดขึ้นบ้าง ทั้งดำทั้งผุดบ้างในแม่น้ำเนรัญชรา ในราตรีหนาวเหมันตฤดู ระหว่างท้ายเดือน ๓ ต้นเดือน ๔ ในสมัยน้ำค้างตก.  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงนิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง สำหรับให้ชฎิลเหล่านั้นขึ้นจากน้ำแล้วจะได้ผิง.  จึงชฎิลเหล่านั้นได้มีความดำริต้องกันว่า ข้อที่กองไฟเหล่านี้ถูกนิรมิตไว้นั้น คงต้องเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะ ไม่ต้องสงสัยเลย.  ครั้งนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับนิรมิตกองไฟได้มากมายถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
สกิเทว ปญฺจ อคฺคิสตานิ วิชฺฌายิ๎สุ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ  “มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม อคฺคีปิ วิชฺฌายิสฺสนฺติ น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ.  ๔๙. เตน โข ปน สมเยน เต ชฏิลา สีตาสุ เหมนฺติกาสุ รตฺตีสุ อนฺตรฏฺฐกาสุ หิมปาตสมเย นชฺชา เนรญฺชราย อุมฺมุชฺชนฺติปิ นิมุชฺชนฺติปิ อุมฺมุชฺชนนิมุชฺชนมฺปิ กโรนฺติ.  อถ โข ภควา ปญฺจมตฺตานิ มนฺทามุขิสตานิ อภินิมฺมินิ ยตฺถ เต ชฏิลา อุตฺตริตฺวา วิสิพฺเพสุํ 
tena kho pana samayena mahāakālamegho vassi, mahāudakavāhako sañjāyi.  yasmiṃ padese bhagavā viharati, so padeso udakena anuotthaṭo hoti.  atha kho bhagavato etad ahosi: yaṃ nūnāhaṃ samantā udakaṃ ussāretvā majjhe reṇuhatāya bhūmiyā caṅkameyyan ti.  atha kho bhagavā samantā udakaṃ ussāretvā majjhe reṇuhatāya bhūmiyā caṅkami.  atha kho Uruvelakassapo jaṭilo mā h’ eva kho mahāsamaṇo udakena vuḷho ahosīti nāvāya sambahulehi jaṭilehi saddhiṃ yasmiṃ padese bhagavā viharati taṃ padesaṃ agamāsi.  addasa kho Uruvelakassapo jaṭilo bhagavantaṃ samantā udakaṃ ussāretvā majjhe reṇuhatāya bhūmiyā caṅkamantaṃ, disvāna bhagavantaṃ etad avoca: idha nu tvaṃ mahāsamaṇā ’ti.  ayam ah’ asmi Kassapā ’ti bhagavā vehāsaṃ abbhuggantvā nāvāya paccuṭṭhāsi.  atha kho Uruvelakassapassa jaṭilassa etad ahosi: mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, yatra hi nāma udakam pi na pavahissati, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti. |16| 
'Truly the great Samana possesses high magical powers and great faculties, since he can create such great vessels with fire. He is not, however, holy like me.'  At that time a great rain fell out of season; and a great inundation arose.  The place where the Blessed One livcd was covered with water.  Then the Blessed One thought: 'What if I were to cause the water to recede round about, and if I were to walk up and down in the midst of the water on a dust-covered spot.  'And the Blessed One caused the water to recede round about, and he walked up and down in the midst of the water on a dust-covered spot.  And the Gatila Uruvelâ Kassapa, who was afraid that the water might have carried away the great Samana, went with a boat together with many Gatilas to the place where the Blessed One lived.  Then the Gatila Uruvelâ Kassapa saw the Blessed One, who had caused the water to recede round about, walking up and down in the midst of the water on a dust-covered spot. Seeing him, he said to the Blessed One: 'Are you there, great Samana?'  'Here I am, Kassapa,' replied the Blessed One, and he rose in the air and stationed himself in the boat. 
ปาฏิหาริย์น้ำท่วม [๕๐] ก็โดยสมัยนั้นแล เมฆใหญ่ในสมัยที่มิใช่ฤดูกาลยังฝนให้ตกแล้ว ห้วงน้ำใหญ่ได้ไหลนองไป.  ประเทศที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่นั้นถูกน้ำท่วม.  ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบ แล้วจงกรมอยู่บนภาคพื้นอันมีฝุ่นฟุ้งขึ้นตอนกลาง.  ครั้นแล้วจึงทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบแล้วเสด็จจงกรมอยู่บนภาคพื้น อันมีฝุ่นฟุ้งขึ้นตอนกลาง.  ต่อมา ชฎิลอุรุเวลกัสสปกล่าวว่า พระมหาสมณะอย่าได้ถูกน้ำพัดไปเสียเลย ดังนี้ แล้วพร้อมด้วยชฎิลมากด้วยกัน ได้เอาเรือไปสู่ประเทศที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่.  ได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้ทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบแล้ว เสด็จจงกรมอยู่บนภาคพื้นอันมีฝุ่นฟุ้งขึ้นตอนกลาง แล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่มหาสมณะ ท่านยังอยู่ที่นี่ดอกหรือ?  พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่าถูกละ กัสสป เรายังอยู่ที่นี่ ดังนี้แล้วเสด็จขึ้นสู่เวหาสปรากฏอยู่ที่เรือ.  จึงชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับบันดาลไม่ให้น้ำไหลไปได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
อถ โข เตสํ ชฏิลานํ เอตทโหสิ “นิสฺสํสยํ โข มหาสมณสฺส อิทฺธานุภาโว ยถยิมา มนฺทามุขิโย นิมฺมิตา”ติ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ  “มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม ตาว พหู มนฺทามุขิโยปิ อภินิมฺมินิสฺสติ น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ.  ๕๐. เตน โข ปน สมเยน มหา อกาลเมโฆ ปาวสฺสิ มหา อุทกวาหโก สญฺชายิ.  ยสฺมึ ปเทเส ภควา วิหรติ โส ปเทโส อุทเกน น โอตฺถโฏ โหติ.  อถ โข ภควโต เอตทโหสิ “ยํนูนาหํ สมนฺตา อุทกํ อุสฺสาเรตฺวา มชฺเฌ เรณุหตาย ภูมิยา จงฺกเมยฺย”นฺติ.  อถ โข ภควา สมนฺตา อุทกํ อุสฺสาเรตฺวา มชฺเฌ เรณุหตาย ภูมิยา จงฺกมิ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล มาเหว โข มหาสมโณ อุทเกน วูฬฺโห อโหสีติ นาวาย สมฺพหุเลหิ ชฏิเลหิ สทฺธึ ยสฺมึ ปเทเส ภควา วิหรติ ตํ ปเทสํ อคมาสิ. 
atha kho bhagavato etad ahosi:  ciram pi kho imassa moghapurisassa evaṃ bhavissati:  mahiddhiko kho mahāsamaṇo mahānubhāvo, na tv eva ca kho arahā yathā ahan ti.  yaṃ nūnāhaṃ imaṃ jaṭilaṃ saṃvejeyyan ti.  atha kho bhagavā Uruvelakassapaṃ {jaṭilaṃ} etad avoca:  n’ eva kho tvaṃ Kassapa arahā, na pi arahattamaggaṃ samāpanno, sā pi te paṭipadā n’ atthi, yāya tvaṃ arahā vā assa arahattamaggaṃ vā samāpanno ’ti.  atha kho Uruvelakassapo jaṭilo bhagavato pādesu sirasā nipatitvā bhagavantaṃ etad avoca:  labheyyāhaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, labheyyaṃ upasampadan ti. |17| 
And the Gatila Uruvelâ Kassapa thought: 'Truly the great Samana possesses high magical powers and great faculties, since the water does not carry him away. He is not, however, holy like me.'  Then the Blessed One thought:  'This foolish man will still for a long time think thus:  "Truly the great Samana possesses high magical powers and great faculties; he is not, however, holy like me."  What if I were to move the mind of this Gatila (in order to show him my superiority).'  And the Blessed One said to the Gatila Uruvelâ Kassapa:  'You are not holy (arahâ), Kassapa, nor have you entered the path of Arahatship, nor do you walk in such a practice as will lead you to Arahatship. or to entering the path of Arahatship.'  Then the Gatila Uruvelâ. Kassapa prostrated himself, inclining his head to the feet of the Blessed One, and said to the Blessed One: 
ทูลขอบรรพชาและอุปสมบท [๕๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า  โมฆบุรุษนี้ ได้มีความคิดอย่างนี้มานานแล้วว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่  ถ้ากระไร เราพึงให้ชฎิลนี้สลดใจ  แล้วจึงตรัสกะชฎิลอุรุเวลกัสสปว่า  ดูกรกัสสป ท่านไม่ใช่พระอรหันต์แน่ ทั้งยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ แม้ปฏิปทาของท่านที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์ หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่มี.  ทีนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ขอข้าพระพุทธเจ้าพึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า. 
อทฺทสา โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ภควนฺตํ สมนฺตา อุทกํ อุสฺสาเรตฺวา มชฺเฌ เรณุหตาย ภูมิยา จงฺกมนฺตํ ทิสฺวาน ภควนฺตํ เอตทโวจ “อิทํ นุ ตฺวํ มหาสมณา”ติ?  “อยมหมสฺมิ กสฺสปา”ติ ภควา เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา นาวาย ปจฺจุฏฺฐาสิ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสปสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ “มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว ยตฺร หิ นาม อุทกมฺปิ น ปวาหิสฺสติ น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห”นฺติ.  ๕๑. อถ โข ภควโต เอตทโหสิ  “จิรมฺปิ โข อิมสฺส โมฆปุริสสฺส เอวํ ภวิสฺสติ  ‘มหิทฺธิโก โข มหาสมโณ มหานุภาโว น ตฺเวว จ โข อรหา ยถา อห’นฺติ  ยํนูนาหํ อิมํ ชฏิลํ สํเวเชยฺย”นฺติ.  อถ โข ภควา อุรุเวลกสฺสปํ ชฏิลํ เอตทโวจ 
tvaṃ kho ’si Kassapa pañcannaṃ jaṭilasatānaṃ nāyako vināyako aggo pamukho pāmokkho, te pi tāva apalokehi, yathā te maññissanti tathā karissantīti.  atha kho Uruvelakassapo jaṭilo yena te jaṭilā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā te jaṭile etad avoca:  icchām’ (33) ahaṃ bho mahāsamaṇe brahmacariyaṃ carituṃ, yathā bhavanto maññanti tathā karontū ’ti.  cirapaṭikā mayaṃ bho mahāsamaṇe abhippasannā, sace bhavaṃ mahāsamaṇe brahmacariyaṃ carissati, sabbeva mayaṃ mahāsamaṇe brahmacariyaṃ carissāmā ’ti. |18| 
'Lord, let me receive the pabbaggâ and upasampadâ ordinations from the Blessed One.'  (Buddha replied): 'You, Kassapa, are chief, leader, foremost, first, and highest of five hundred Gatilas; go first and inform them of your intention, and let them do what they think fit.'  Then the Gatila Uruvelâ Kassapa went to those Gatilas; having gone to them, he said to those Gatilas:  'I wish, Sirs, to lead a religious life under the direction of the great Samana; you may do, Sirs, what you think fit.' 
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ท่านเป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็นหัวหน้า เป็นประธานของชฎิล ๕๐๐ คน ท่านจงบอกกล่าวพวกนั้นก่อน พวกนั้นจักทำตามที่เข้าใจ.  ลำดับนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปเข้าไปหาชฎิลเหล่านั้น ครั้นแล้วได้แจ้งความประสงค์ต่อชฎิลเหล่านั้นว่า  ผู้เจริญทั้งหลาย เราปรารถนาจะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงทำตามที่เข้าใจ.  ชฎิลพวกนั้นกราบเรียนว่า พวกข้าพเจ้าเลื่อมใสยิ่งในพระมหาสมณะมานานแล้ว ขอรับ ถ้าท่านอาจารย์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ พวกข้าพเจ้าทั้งหมดก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะเหมือนกัน. 
“เนว จ โข ตฺวํ กสฺสป อรหา นาปิ อรหตฺตมคฺคสมาปนฺโน. สาปิ เต ปฏิปทา นตฺถิ ยาย ตฺวํ อรหา วา อสฺสสิ อรหตฺตมคฺคํ วา สมาปนฺโน”ติ.  อถ โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ  “ลเภยฺยาหํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปท”นฺติ.  ตฺวํ โขสิ กสฺสป ปญฺจนฺนํ ชฏิลสตานํ นายโก วินายโก อคฺโค ปมุโข ปาโมกฺโข. เตปิ ตาว อปโลเกหิ ยถา เต มญฺญิสฺสนฺติ ตถา เต กริสฺสนฺตีติ. 
atha kho te jaṭilā kesamissaṃ jaṭāmissaṃ khārikājamissaṃ aggihuttamissaṃ udake pavāhetvā yena bhagavā ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā bhagavato pādesu sirasā nipatitvā bhagavantaṃ etad avocuṃ: labheyyāma mayaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, labheyyāma upasampadan ti.  etha bhikkhavo ’ti bhagavā avoca, svākkhāto dhammo, caratha brahmacariyaṃ sammā dukkhassa antakiriyāyā ’ti.  sā ’va tesaṃ āyasmantānaṃ upasampadā ahosi. |19| 
(The Gatilas replied): 'We have conceived, Sir, an affection for the great Samana long since; if you will lead. Sir, a religious life under the great Samana' s direction; we will all lead a religious life under the great Samana's direction.'  Then the Gatilas flung their hair, their braids, their provisions, and the things for the agnihotra sacrifice into the river, and went to the place where the Blessed One was; having approached him and prostrated themselves before him, inclining their heads to the feet of the Blessed One, they said to the Blessed One: 'Lord, let us receive the pabbaggâ and upasampadâ ordinations from the Blessed One.'  'Come, O Bhikkhus,' said the Blessed One, 'well taught is the doctrine; lead a holy life for the sake of the complete extinction of suffering.' 
ต่อมา ชฎิลเหล่านั้นได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ แล้วพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ซบเศียรลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า ขอพวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้แล้ว ได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. 
อถ โข อุรุเวลกสฺสโป ชฏิโล เยน เต ชฏิลา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ชฏิเล เอตทโวจ  “อิจฺฉามหํ โภ มหาสมเณ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ ยถา ภวนฺโต มญฺญนฺติ ตถา กโรนฺตู”ติ.  “จิรปฏิกา มยํ โภ มหาสมเณ อภิปฺปสนฺนา สเจ ภวํ มหาสมเณ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสติ สพฺเพว มยํ มหาสมเณ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามา”ติ. 
addasa kho Nadīkassapo jaṭilo kesamissaṃ jaṭāmissaṃ khārikājamissaṃ aggihuttamissaṃ udake vuyhamāne, disvān’ assa etad ahosi:  mā h’ eva me bhātuno upasaggo ahosīti, jaṭile pāhesi gacchatha me bhātaraṃ jānāthā ’ti, sāmañ ca tīhi jaṭilasatehi saddhiṃ yenāyasmā Uruvelakassapo ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā āyasmantaṃ Uruvelakassapaṃ etad avoca: idaṃ nu kho Kassapa seyyo ’ti.  āmāvuso idaṃ seyyo ’ti. |20| 
Thus these venerable persons received the upasampadâ ordination.  And the Gatila Nadî Kassapa saw the hair, the braids, the provisions, the things for the agnihotra sacrifice, which were carried down by the river; when he saw that, he became afraid that some misfortune might have befallen his brother. He sent some Gatilas, saying,  'Go and look after my brother,' and went himself with his three hundred Gatilas to the venerable Uruvelâ Kassapa; having approached him, he said to the venerable Uruvelâ Kassapa: 'Now, Kassapa, is this bliss?' 
[๕๒] ชฎิลนทีกัสสปได้เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงลอยน้ำมา ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า  อุปสรรคอย่าได้มีแก่พี่ชายเราเลย จึงส่งชฎิลไปด้วยคำสั่งว่า พวกเธอจงไป จงรู้พี่ชายของเรา ดังนี้แล้ว ทั้งตนเองกับชฎิล ๓๐๐ ได้เข้าไปหาท่านพระอุรุเวลกัสสป แล้วเรียนถามว่า ข้าแต่พี่กัสสป พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ?  พระอุรุเวลกัสสปตอบว่า แน่ละเธอ พรหมจรรย์นี้ประเสริฐ. 
อถ โข เต ชฏิลา เกสมิสฺสํ ชฏามิสฺสํ ขาริกาชมิสฺสํ อคฺคิหุตมิสฺสํ อุทเก ปวาเหตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ “ลเภยฺยาม มยํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยาม อุปสมฺปท”นฺติ.  “เอถ ภิกฺขโว”ติ ภควา อโวจ “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายา”ติ.  สาว เตสํ อายสฺมนฺตานํ อุปสมฺปทา อโหสิ. 
atha kho te jaṭilā kesamissaṃ jaṭāmissaṃ khārikājamissaṃ aggihuttamissaṃ udake pavāhetvā yena bhagavā ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā bhagavato pādesu sirasā nipatitvā bhagavantaṃ etad avocuṃ: labheyyāma mayaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, labheyyāma upasampadan ti.  etha bhikkhavo ’ti bhagavā avoca, svākkhāto dhammo, caratha brahmacariyaṃ sammā dukkhassa antakiriyāyā ’ti.  sā ’va tesaṃ āyasmantānaṃ upasampadā ahosi. |21| 
(Uruvelâ Kassapa replied): 'Yes, friend, this is bliss.'  And the Gatilas (who had come with Nadî Kassapa) (&c., as in § 19).   
หลังจากนั้น ชฎิลเหล่านั้นลอยผม ชฎา เครื่องบริขารและเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ แล้วพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ซบเศียรลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า ขอพวกข้าพระพุทธเจ้าพึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้แล้ว ได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. 
๕๒. อทฺทสา โข นทีกสฺสโป ชฏิโล เกสมิสฺสํ ชฏามิสฺสํ ขาริกาชมิสฺสํ อคฺคิหุตมิสฺสํ อุทเก วุยฺหมาเน ทิสฺวานสฺส เอตทโหสิ  “มาเหว เม ภาตุโน อุปสคฺโค อโหสี”ติ. ชฏิเล ปาเหสิ คจฺฉถ เม ภาตรํ ชานาถาติ. สามญฺจ ตีหิ ชฏิลสเตหิ สทฺธึ เยนายสฺมา อุรุเวลกสฺสโป เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อุรุเวลกสฺสปํ เอตทโวจ “อิทํ นุ โข กสฺสป เสยฺโย”ติ?  “อามาวุโส อิทํ เสยฺโย”ติ. 
addasa kho Gayākassapo jaṭilo kesamissaṃ jaṭāmissaṃ khārikājamissaṃ aggihuttamissaṃ udake vuyhamāne, disvān’ assa etad ahosi:  mā h’ eva me bhātūnaṃ upasaggo ahosīti, jaṭile pāhesi gacchatha me bhātaro jānāthā ’ti, sāmañ ca dvīhi jaṭilasatehi saddhiṃ yenāyasmā Uruvelakassapo ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā āyasmantaṃ Uruvelakassapaṃ etad avoca: idaṃ nu kho Kassapa seyyo ’ti.  āmāvuso idaṃ seyyo ’ti. |22| 
  And the Gatila Gayâ Kassapa saw (&c., as in § 20); when he saw that, he became afraid that some misfortune might have befallen his brothers. He sent some Gatilas, saying, 'Go and look after my brothers,' and went himself with his two hundred Gatilas to the venerable Uruvelâ Kassapa (&c., as above).   
[๕๓] ชฎิลคยากัสสปได้เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิง ลอยน้ำมา. ครั้นแล้ว ได้มีความดำริว่า  อุปสรรคอย่าได้มีแก่พี่ชายทั้งสองของเราเลย แล้วส่งชฎิลไปด้วยคำสั่งว่า พวกเธอจงไป จงรู้พี่ชายทั้งสองของเรา ดังนี้แล้ว ทั้งตนเองกับชฎิล ๒๐๐ คน ได้เข้าไปหาท่านพระอุรุเวลกัสสป แล้วเรียนถามว่า ข้าแต่พี่กัสสป พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ?  พระอุรุเวลกัสสปตอบว่า แน่ละเธอ พรหมจรรย์นี้ประเสริฐ. 
อถ โข เต ชฏิลา เกสมิสฺสํ ชฏามิสฺสํ ขาริกาชมิสฺสํ อคฺคิหุตมิสฺสํ อุทเก ปวาเหตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ “ลเภยฺยาม มยํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยาม อุปสมฺปท”นฺติ.  “เอถ ภิกฺขโว”ติ ภควา อโวจ “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายา”ติ.  สาว เตสํ อายสฺมนฺตานํ อุปสมฺปทา อโหสิ. 
atha kho te jaṭilā kesamissaṃ jaṭāmissaṃ khārikājamissaṃ aggihuttamissaṃ udake pavāhetvā yena bhagavā ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā bhagavato (34) pādesu sirasā nipatitvā bhagavantaṃ etad avocuṃ:  labheyyāma mayaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, labheyyāma upasampadan ti.  etha bhikkhavo ’ti bhagavā avoca, svākkhāto dhammo, caratha brahmacariyaṃ sammā dukkhassa antakiriyāyā ’ti.  sā ’va tesaṃ āyasmantānaṃ upasampadā ahosi. |23| 
  And the Gatilas (who had come with Gayâ Kassapa) (&c., as in § 19).     
หลังจากนั้น ชฎิลเหล่านั้นลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ แล้วพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ซบเศียรลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ขอพวกข้าพระพุทธเจ้าพึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้แล้ว ได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. 
๕๓. อทฺทสา โข คยากสฺสโป ชฏิโล เกสมิสฺสํ ชฏามิสฺสํ ขาริกาชมิสฺสํ อคฺคิหุตมิสฺสํ อุทเก วุยฺหมาเน ทิสฺวานสฺส เอตทโหสิ  “มาเหว เม ภาตูนํ อุปสคฺโค อโหสี”ติ. ชฏิเล ปาเหสิ คจฺฉถ เม ภาตโร ชานาถาติ. สามญฺจ ทฺวีหิ ชฏิลสเตหิ สทฺธึ เยนายสฺมา อุรุเวลกสฺสโป เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อุรุเวลกสฺสปํ เอตทโวจ “อิทํ นุ โข กสฺสป เสยฺโย”ติ?  “อามาวุโส อิทํ เสยฺโย”ติ.  อถ โข เต ชฏิลา เกสมิสฺสํ ชฏามิสฺสํ ขาริกาชมิสฺสํ อคฺคิหุตมิสฺสํ อุทเก ปวาเหตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ 
bhagavato adhiṭṭhānena pañca kaṭṭhasatāni na phāliyiṃsu, phāliyiṃsu, aggī na ujjaliṃsu, ujjaliṃsu, na vijjhāyiṃsu, vijjhāyiṃsu, pañca mandāmukhisatāni abhinimmini.  etena nayena aḍḍhuḍḍhapāṭihāriyasahassāni honti. |24| 
  At the command of the Blessed One the five hundred pieces of fire-wood could not be split and were split, the fires could not be lit up and were lit up, could not be extinguished and were extinguished; besides he created five hundred vessels with fire. 
[๕๔] พวกชฎิลนั้น ผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนไม่ได้ แล้วผ่าได้ ก่อไฟไม่ติด แล้วก่อไฟติดขึ้นได้ ดับไฟไม่ดับ แล้วดับได้ ด้วยการเพ่งอธิษฐานของพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงนิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง.  ปาฏิหาริย์ ๓๕๐๐ วิธี ย่อมมีโดยนัยนี้. 
“ลเภยฺยาม มยํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยาม อุปสมฺปท”นฺติ.  “เอถ ภิกฺขโว”ติ ภควา อโวจ “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายา”ติ. 
||20|| 
Thus the number of these miracles amounts to three thousand five hundred. 
สาว เตสํ อายสฺมนฺตานํ อุปสมฺปทา อโหสิ. 
atha kho bhagavā Uruvelāyaṃ yathābhirantaṃ viharitvā yena Gayāsīsaṃ tena cārikaṃ pakkāmi mahatā bhikkhusaṃghena saddhiṃ bhikkhusahassena sabbeh’ eva purāṇajaṭilehi.  tatra sudaṃ bhagavā Gayāyaṃ viharati Gayāsīse saddhiṃ bhikkhusahassena. |1| 
And the Blessed One, after having dwelt at Uruvelâ as long as he thought fit, went forth to Gayâsîsa, accompanied by a great number of Bhikkhus, by one thousand Bhikkhus who all had been Gatilas before. 
อาทิตตปริยายสูตร [๕๕] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลา ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลคยาสีสะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑๐๐๐ รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล.  ได้ยินว่า พระองค์ประทับอยู่ที่ตำบลคยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยานั้น พร้อมด้วยภิกษุ ๑๐๐๐ รูป. 
ภควโต อธิฏฺฐาเนน ปญฺจ กฏฺฐสตานิ น ผาลิยิ๎สุ ผาลิยิ๎สุ อคฺคี น อุชฺชลิยิ๎สุ อุชฺชลิยิ๎สุ น วิชฺฌายิ๎สุ วิชฺฌายิ๎สุ ปญฺจมนฺทามุขิสตานิ อภินิมฺมินิ.  เอเตน นเยน อฑฺฒุฑฺฒปาฏิหาริยสหสฺสานิ โหนฺติ. 
tatra kho bhagavā bhikkhū āmantesi: sabbaṃ bhikkhave ādittaṃ. kiñ ca bhikkhave sabbaṃ ādittaṃ. cakkhuṃ bhikkhave ādittaṃ, rūpā ādittā, cakkhuviññāṇaṃ ādittaṃ, cakkhusamphasso āditto, yad idaṃ cakkhusamphassapaccayā uppajjati vedayitaṃ sukhaṃ vā dukkhaṃ vā adukkhamasukhaṃ vā, tam pi ādittaṃ. kena ādittaṃ, rāgagginā dosagginā mohagginā ādittaṃ, jātiyā jarāya maraṇena sokehi paridevehi dukkhehi domanassehi upāyāsehi ādittan ti vadāmi. |2| 
There near Gayâ, at Gayâsîsa, the Blessed One dwelt together with those thousand Bhikkhus. 
ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:- ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ก็อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์ เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร? เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น. 
 
sotaṃ ādittaṃ, saddā ādittā, --la-- ghānaṃ ādittaṃ, gandhā ādittā, jivhā ādittā, rasā ādittā, kāyo āditto, phoṭṭhabbā ādittā, mano āditto, dhammā ādittā, manoviññāṇaṃ ādittaṃ, manosamphasso āditto, yad idaṃ manosamphassapaccayā uppajjati vedayitaṃ sukhaṃ vā dukkhaṃ vā adukkhamasukhaṃ vā, tam pi ādittaṃ.  kena ādittaṃ, rāgagginā dosagginā mohagginā ādittaṃ, jātiyā jarāya maraṇena sokehi paridevehi dukkhehi domanassehi upāyāsehi ādittan ti vadāmi. |3| 
There the Blessed One thus addressed the Bhikkhus: 'Everything, O Bhikkhus, is burning. And how, O Bhikkhus, is everything burning? 'The eye, O Bhikkhus, is burning; visible things are burning; the mental impressions based on the eye are burning; the contact of the eye (with visible things) is burning; the sensation produced by the contact of the eye (with visible things), be it pleasant, be it painful, be it neither pleasant nor painful, that also is burning. With what fire is it burning? I declare unto you that it is burning with the fire of lust, with the fire of anger, with the fire of ignorance; it is burning with (the anxieties of) birth, decay, death, grief, lamentation, suffering, dejection, and despair.  'The ear is burning, sounds are burning, &c. . . . . The nose is burning, odours are burning, &c. . . . . The tongue is burning, tastes are burning, &c. . . . . The body is burning, objects of contact are burning, &c. . . . . The mind is burning, thoughts are burning, &c. . . . . 
โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ... ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน ... ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน ... กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน ... มนะเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยมนะเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์เป็นสุข เป็นทุกข์หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร?  เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น. 
  ๕๔. อถ โข ภควา อุรุเวลายํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน คยาสีสํ เตน ปกฺกามิ มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ภิกฺขุสหสฺเสน สพฺเพเหว ปุราณชฏิเลหิ. 
evam passaṃ bhikkhave sutavā ariyasāvako cakkhusmiṃ pi nibbindati, rūpesu pi nibbindati, cakkhuviññāṇe pi nibbindati, cakkhusamphasse pi nibbindati, yad idaṃ cakkhusamphassapaccayā uppajjati vedayitaṃ sukhaṃ vā dukkhaṃ vā adukkhamasukhaṃ vā, tasmiṃ pi nibbindati.  sotasmiṃ pi nibbindati, saddesu pi nibbindati, ghānasmiṃ pi nibbin-(35)dati, gandhesu pi nibbindati, jivhāya pi nibbindati, rasesu pi nibbindati, kāyasmiṃ pi nibbindati, phoṭṭhabbesu pi nibbindati, manasmiṃ pi nibbindati, dhammesu pi nibbindati, manoviññāṇe pi nibbindati, manosamphasse pi nibbindati, yad idaṃ manosamphassapaccayā uppajjati vedayitaṃ sukhaṃ vā dukkhaṃ vā adukkhamasukhaṃ vā, tasmiṃ pi nibbindati, nibbindaṃ virajjati, virāgā vimuccati, vimuttasmiṃ vimutt’ amhīti ñāṇaṃ hoti, khīṇā jāti, vusitaṃ brahmacariyaṃ, kataṃ karaṇīyaṃ, nāparaṃ itthattāyā ’ti pajānātīti.  imasmiṃ ca pana veyyākaraṇasmiṃ bhaññamāne tassa bhikkhusahassassa anupādāya āsavehi cittāni vimucciṃsu. |4| 
  'Considering this, O Bhikkhus, a disciple learned (in the scriptures), walking in the Noble Path, becomes weary of the eye, weary of visible things, weary of the mental impressions based on the eye, weary of the contact of the eye (with visible things), weary also of the sensation produced by the contact of the eye (with visible things), be it pleasant, be it painful, be it neither pleasant nor painful.  He becomes weary of the ear (&c. . . . . , down to . . . . thoughts). Becoming weary of all that, he divests himself of passion; by absence of passion he is made free; when he is free, he becomes aware that he is free; and he realises that re-birth is exhausted; that holiness is completed; that duty is fulfilled; and that there is no further return to this world.' 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสต ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียงทั้งหลาย ... ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่นทั้งหลาย ... ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรสทั้งหลาย ... ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย ... ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย.  เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี.  ก็แล เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 
ตตฺร สุทํ ภควา คยายํ วิหรติ คยาสีเส สทฺธึ ภิกฺขุสหสฺเสน.  ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ “สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ. กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ อาทิตฺตํ? จกฺขุ อาทิตฺตํ รูปา อาทิตฺตา จกฺขุวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ จกฺขุสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ. เกน อาทิตฺตํ? ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา อาทิตฺตํ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตฺตนฺติ วทามิ.  โสตํ อาทิตฺตํ สทฺทา อาทิตฺตา โสตวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ โสตสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมิทํ โสตสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ. เกน อาทิตฺตํ? ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา อาทิตฺตํ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตฺตนฺติ วทามิ. ฆานํ อาทิตฺตํ คนฺธา อาทิตฺตา ฆานวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ ฆานสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมิทํ ฆานสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ. เกน อาทิตฺตํ? ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา อาทิตฺตํ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตฺตนฺติ วทามิ. ชิวฺหา อาทิตฺตา รสา อาทิตฺตา ชิวฺหาวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ ชิวฺหาสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมิทํ ชิวฺหาสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ. เกน อาทิตฺตํ? ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา อาทิตฺตํ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตฺตนฺติ วทามิ. กาโย อาทิตฺโต โผฏฺฐพฺพา อาทิตฺตา กายวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ กายสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมิทํ กายสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ. เกน อาทิตฺตํ? ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา อาทิตฺตํ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตฺตนฺติ วทามิ. มโน อาทิตฺโต ธมฺมา อาทิตฺตา มโนวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ มโนสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ. 
ādittapariyāyaṃ niṭṭhitaṃ. ||21|| 
When this exposition was propounded, the minds of those thousand Bhikkhus became free from attachment to the world, and were released from the Âsavas. 
อาทิตตปริยายสูตร จบ 
เกน อาทิตฺตํ? ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา อาทิตฺตํ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตฺตนฺติ วทามิ. 
Uruvelapāṭihāriyaṃ tatiyakabhāṇavāraṃ niṭṭhitaṃ. 
Here ends the sermon on 'The Burning.' 
อุรุเวลปาฏิหาริย์ ตติยภาณวาร จบ. 
“เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก จกฺขุสฺมิมฺปิ นิพฺพินฺทติ รูเปสุปิ นิพฺพินฺทติ จกฺขุวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ จกฺขุสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ ยมิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตสฺมิมฺปิ นิพฺพินฺทติ. 
atha kho bhagavā Gayāsīse yathābhirantaṃ viharitvā yena Rājagahaṃ tena cārikaṃ pakkāmi mahatā bhikkhusaṃghena saddhiṃ bhikkhusahassena sabbeh’ eva purāṇajaṭilehi.  atha kho bhagavā anupubbena cārikaṃ caramāno yena Rājagahaṃ tad avasari.  tatra sudaṃ bhagavā Rājagahe viharati Laṭṭhivanuyyāne Supatiṭṭhe cetiye. |1| 
End of the third Bhânavâra concerning the Wonders done at Uruvelâ.  And the Blessed One, after having dwelt at Gayâsisa as long as he thought fit, went forth to Râgaha, accompanied by a great number of Bhikkhus, by one thousand Bhikkhus who all had been Gatilas before. And the Blessed One, wandering from place to place, came to Râgagaha.  There the Blessed One dwelt near Râgagaha, 
ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร เสด็จพระนครราชคฤห์ครั้งแรก [๕๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไป โดยมรรคาอันจะไปสู่พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน ๑๐๐๐ รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล.  เสด็จจาริกโดยลำดับถึงพระนครราชคฤห์แล้ว.  ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ใต้ต้นไทรชื่อสุประดิษฐเจดีย์ ในสวนตาลหนุ่ม เขตพระนครราชคฤห์นั้น. 
โสตสฺมิมฺปิ นิพฺพินฺทติ สทฺเทสุปิ นิพฺพินฺทติฯเปฯ ฆานสฺมิมฺปิ นิพฺพินฺทติ คนฺเธสุปิ นิพฺพินฺทติฯเปฯ ชิวฺหายปิ นิพฺพินฺทติ รเสสุปิ นิพฺพินฺทติฯเปฯ กายสฺมิมฺปิ นิพฺพินฺทติ โผฏฺฐพฺเพสุปิ นิพฺพินฺทติฯเปฯ มนสฺมิมฺปิ นิพฺพินฺทติ ธมฺเมสุปิ นิพฺพินฺทติ มโนวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ มโนสมฺผสฺเสปิ นิพฺพินฺทติ ยมิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตสฺมิมฺปิ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ. ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตี”ติ.  อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน ตสฺส ภิกฺขุสหสฺสสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสุ.  อาทิตฺตปริยายสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ. 
assosi kho rājā Māgadho Seniyo Bimbisāro: samaṇo khalu bho Gotamo Sakyaputto Sakyakulā pabbajito Rājagahaṃ anuppatto Rājagahe viharati Laṭṭhivanuyyāne Supatiṭṭhe cetiye.  taṃ kho pana bhagavantaṃ Gotamaṃ evaṃ kalyāṇo kittisaddo abbhuggato iti pi, so bhagavā arahaṃ sammāsambuddho vijjācaraṇasampanno sugato lokavidū anuttaro purisadammasārathi satthā devamanussānaṃ buddho bhagavā, so imaṃ lokaṃ sadevakaṃ samārakaṃ sabrahmakaṃ sassamaṇabrāhmaṇiṃ pajaṃ sadevamanussaṃ sayaṃ abhiññā sacchikatvā pavedeti, so dhammaṃ deseti ādikalyāṇaṃ majjhekalyāṇaṃ pariyosānakalyāṇaṃ sātthaṃ savyañjanaṃ kevalaparipuṇṇaṃ parisuddhaṃ brahmacariyaṃ pakāseti.  sādhu kho pana tathārūpānaṃ arahataṃ dassanaṃ hotīti. |2| 
in the Latthivana pleasure garden, near the sacred shrine of Supatittha.  Then the Magadha king Seniya Bimbisâra heard: 'The Samana Gotama Sakyaputta, an ascetic of the Sakya tribe, has just arrived at Râgagaha and is staying near Râgagaha, in the Latthivana pleasure garden, near the sacred shrine of Supatittha.  Of Him the blessed Gotama such a glorious fame is spread abroad: "Truly he is the blessed, holy, absolute Sambuddha, endowed with knowledge and conduct, the most happy One, who understands all worlds, the highest One, who guides men as a driver curbs a bullock, the teacher of gods and men, the blessed Buddha. He makes known the Truth, which he has understood himself and seen face to face, to this world system with its devas, its Mâras, and its Brahmâs; to all beings, Samanas and Brâhmanas, gods and men; he preaches that Truth (Dhamma) which is glorious in the beginning, glorious in the middle, glorious at the end, in the spirit and in the letter; he proclaims a consummate, perfect, and pure life." 
[๕๗] พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ได้ทรงสดับข่าวถนัดแน่ว่า พระสมณโคดมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยตระกูล เสด็จพระนครราชคฤห์โดยลำดับ ประทับอยู่ใต้ต้นไทร ชื่อสุประดิษฐเจดีย์ ในสวนตาลหนุ่ม เขตพระนครราชคฤห์  ก็แลพระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรง เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี ทรงทราบโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัด ด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ ให้รู้ ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์บริสุทธิ์  อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นความดี. 
อุรุเวลปาฏิหาริยํ ตติยภาณวาโร นิฏฺฐิโต.  (๑๓. พิมฺพิสารสมาคมกถา) ๕๕. อถ โข ภควา คยาสีเส ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน ราชคหํ เตน จาริกํ ปกฺกามิ มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ภิกฺขุสหสฺเสน สพฺเพเหว ปุราณชฏิเลหิ.  อถ โข ภควา อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน ราชคหํ ตทวสริ. 
atha kho rājā Māgadho Seniyo Bimbisāro dvādasanahutehi Māgadhikehi brāhmaṇagahapatikehi parivuto yena bhagavā ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ nisīdi.  te pi kho dvādasanahutā Māgadhikā brāh-(36)maṇagahapatikā appekacce bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ nisīdiṃsu, appekacce bhagavatā saddhiṃ sammodiṃsu, sammodanīyaṃ kathaṃ sāraṇīyaṃ vītisāretvā ekamantaṃ nisīdiṃsu, appekacce yena bhagavā ten’ añjaliṃ paṇāmetvā ekamantaṃ nisīdiṃsu, appekacce bhagavato santike nāmagottaṃ sāvetvā ekamantam nisīdiṃsu, {appekacce} tuṇhibhūtā ekamantaṃ nisīdiṃsu. |3| 
It is good to obtain the sight of holy men (Arahats) like that.'  And the Magadha king Seniya Bimbisâra, surrounded by twelve myriads of Magadha Brâhmanas and householders, went to the place where the Blessed One was; having approached him and respectfully saluted the Blessed One, he sat down near him. 
หลังจากนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงแวดล้อมด้วยพราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  ส่วนพราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต นั้นแล บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประคองอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศนามและโคตรในสำนักพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. 
ตตฺร สุทํ ภควา ราชคเห วิหรติ ลฏฺฐิวเน สุปฺปติฏฺเฐ เจติเย.  อสฺโสสิ โข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร สมโณ ขลุ โภ โคตโม สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต ราชคหํ อนุปฺปตฺโต ราชคเห วิหรติ ลฏฺฐิวเน สุปฺปติฏฺเฐ เจติเย. 
atha kho tesaṃ dvādasanahutānaṃ Māgadhikānaṃ brāhmaṇagahapatikānaṃ etad ahosi:  kiṃ nu kho mahāsamaṇo Uruvelakassape brahmacariyaṃ carati, udāhu Uruvelakassapo mahāsamaṇe brahmacariyaṃ caratīti.  atha kho bhagavā tesaṃ dvādasanahutānaṃ Māgadhikānaṃ brāhmaṇagahapatikānaṃ cetasā cetoparivitakkaṃ aññāya āyasmantaṃ Uruvelakassapaṃ gāthāya ajjhabhāsi:  kim eva disvā Uruvelavāsi pahāsi aggiṃ kisako vadāno. pucchāmi taṃ Kassapa etam atthaṃ, kathaṃ pahīnaṃ tava aggihuttan ti. |  rūpe ca sadde ca atho rase ca kāmitthiyo cābhivadanti yaññā. etaṃ malan ti upadhīsu ñatvā, tasmā na yiṭṭhe na hute arañjin ti. |4| 
And of those twelve myriads of Magadha Brâhmanas and householders some also respectfully saluted the Blessed One and sat down near him; some exchanged greeting with the Blessed One, having exchanged with him greeting and complaisant words, they sat down near him; some bent their clasped hands towards the Blessed One and sat down near him; some shouted out their name and their family name before the Blessed One and sat down near him; some silently sat down near him.  Now those twelve myriads of Magadha Brâhmanas and householders thought:  'How now is this? has the great Samana placed himself under the spiritual direction of Uruvelâ Kassapa, or has Uruvelâ Kassapa placed himself under the spiritual direction of the great Samana?'  And the Blessed One, who understood in his mind the reflection which had arisen in the minds of those twelve myriads of Magadha Brâhmanas and householders, addressed the venerable Uruvelâ Kassapa in this stanza:  'What knowledge have you gained, O inhabitant of Uruvelâ, that has induced you, who were renowned for your penances, to forsake your sacred fire? I ask you, Kassapa, this question: How is it that your fire sacrifice has become deserted?' 
ครั้งนั้น พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุตนั้นได้มีความดำริว่า  พระมหาสมณะประพฤติพรหมจรรย์ในท่านอุรุเวลกัสสป หรือว่าท่านอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ.  ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความดำริในใจของพราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุตนั้น ด้วยพระทัยของพระองค์ ได้ตรัสกะท่านพระอุรุเวลกัสสปด้วยพระคาถาว่า ดังนี้:-  ดูกรท่านผู้อยู่ในอุรุเวลามานาน เคยเป็นอาจารย์สั่งสอนหมู่ชฎิลผู้ผอม เพราะกำลังพรต ท่านเห็นเหตุอะไร จึงยอมละเพลิงเสียเล่า? ดูกรกัสสป เราถามเนื้อความนี้กะท่าน ท่านละเพลิงที่บูชาเสียทำไมเล่า?  ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า ยัญทั้งหลายกล่าวยกย่องรูปเสียงและรสที่น่าปรารถนาและสตรีทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้ารู้ว่านั่นเป็นมลทินในอุปธิทั้งหลายแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงไม่ยินดี ในการเซ่นสรวง ในการบูชา. 
ตํ โข ปน ภควนฺตํ โคตมํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา . โส อิมํ โลกํ สเทวกํ สมารกํ สพฺรหฺมกํ สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ. โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ.  สาธุ โข ปน ตถารูปานํ อรหตํ ทสฺสนํ โหตีติ.  อถ โข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ทฺวาทสนหุเตหิ มาคธิเกหิ พฺราหฺมณคหปติเกหิ ปริวุโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ.  เตปิ โข ทฺวาทสนหุตา มาคธิกา พฺราหฺมณคหปติกา อปฺเปกจฺเจ ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สารณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ เยน ภควา เตนญฺชลึ ปณาเมตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ภควโต สนฺติเก นามโคตฺตํ สาเวตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ตุณฺหีภูตา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ.  อถ โข เตสํ ทฺวาทสนหุตานํ มาคธิกานํ พฺราหฺมณคหปติกานํ เอตทโหสิ 
ettha ca te mano na ramittha Kassapā ’ti bhagavā avoca, rūpesu saddesu atho rasesu atha ko carahi devamanussaloke rato mano Kassapa brūhi me tan ti. |  disvā padaṃ santam anupadhīkaṃ akiñcanaṃ kāmabhave asattaṃ anaññathābhāviṃ anaññaneyyaṃ, tasmā na yiṭṭhe na hute arañjin ti. |5| 
(Kassapa replied): 'It is visible things and sounds, and also tastes, pleasures and woman that the sacrifices speak of; because I understood that whatever belongs to existence is filth, therefore I took no more delight in sacrifices and offerings.'  'But if your mind, Kassapa (said the Blessed One), found there no more delight,--either in visible things, or sounds, or tastes,--what is it in the world of men or gods in which your mind, Kassapa, now finds delight? Tell me that.' 
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรกัสสป ก็ใจของท่านไม่ยินดีแล้วในอารมณ์ คือรูป เสียงและรสเหล่านั้น ดูกรกัสสป ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ใจของท่านยินดีในสิ่งไรเล่า ในเทวโลกหรือมนุษยโลก ท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา?  ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นทางอันสงบ ไม่มีอุปธิ ไม่มีกังวล ไม่ติดอยู่ในกามภพ ไม่มีภาวะเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่ธรรมที่ผู้อื่นแนะให้บรรลุ เพราะฉะนั้น จึงไม่ยินดีในการเซ่นสรวง ในการบูชา 
“กึ นุ โข มหาสมโณ อุรุเวลกสฺสเป พฺรหฺมจริยํ จรติ อุทาหุ อุรุเวลกสฺสโป มหาสมเณ พฺรหฺมจริยํ จรตี”ติ?  อถ โข ภควา เตสํ ทฺวาทสนหุตานํ มาคธิกานํ พฺราหฺมณคหปติกานํ เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย อายสฺมนฺตํ อุรุเวลกสฺสปํ คาถาย อชฺฌภาสิ 
atha kho āyasmā Uruvelakassapo uṭṭhāyāsanā ekaṃsaṃ uttarāsaṅgaṃ karitvā bhagavato pādesu sirasā nipatitvā bhagavantaṃ etad avoca: satthā me bhante bhagavā, sāvako ’ham asmi, satthā me bhante bhagavā, sāvako ’ham asmīti.  atha kho tesaṃ dvādasanahutānaṃ Māgadhikānaṃ brāhmaṇagahapatikānaṃ etad ahosi:  Uruvelakassapo mahāsamaṇe brahmacariyaṃ caratīti. |6| 
(Kassapa replied): 'I have seen the state of peace (i.e. Nirvâna) in which the basis of existence (upadhi) and the obstacles to perfection (kiñkana) have ceased, which is free from attachment to sensual existence, which cannot pass over into another state, which cannot be led to another state; therefore I took no more delight in sacrifices and offerings.'  Then the venerable Uruvelâ Kassapa rose from his seat, adjusted his upper robe so as to cover one shoulder, prostrated himself, inclining his head to the feet of the Blessed One, and said to the Blessed One: 'My teacher, Lord, is the Blessed One, I am his pupil; my teacher, Lord, is the Blessed One, I am his pupil.'  Then those twelve myriads of Magadha Brâhmanas and householders understood: 
[๕๘] ลำดับนั้น ท่านพระอุรุเวลกัสสปลุกจากอาสนะ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก, พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก พระพุทธเจ้าข้า.  ลำดับนั้น พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ทั้ง ๑๒ นหุต นั้น ได้มีความเข้าใจว่า  ท่านพระอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ. 
“กิเมว ทิสฺวา อุรุเวลวาสิ ปหาสิ อคฺคิ๎ กิสโกวทาโน. ปุจฺฉามิ ตํ กสฺสป เอตมตฺถํ กถํ ปหีนํ ตว อคฺคิหุตฺตนฺติฯ  “รูเป จ สทฺเท จ อโถ รเส จ. กามิตฺถิโย จาภิวทนฺติ ยญฺญา. เอตํ มลนฺติ อุปธีสุ ญตฺวา. ตสฺมา น ยิฏฺเฐ น หุเต อรญฺชินฺติฯ  “เอตฺเถว เต มโน น รมิตฺถ (กสฺสปาติ ภควา). รูเปสุ สทฺเทสุ อโถ รเสสุ. อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก. รโต มโน กสฺสป พฺรูหิ เมตนฺติฯ 
atha kho bhagavā tesaṃ dvādasanahutānaṃ Māgadhikānaṃ brāhmaṇagahapatikānaṃ ce-(37)tasā cetoparivitakkaṃ aññāya anupubbikathaṃ kathesi seyyath’ īdaṃ: dānakathaṃ sīlakathaṃ saggakathaṃ kāmānaṃ ādīnavaṃ okāraṃ saṃkilesaṃ nekkhamme ānisaṃsaṃ pakāsesi.  yadā te bhagavā aññāsi kallacitte muducitte vinīvaraṇacitte udaggacitte pasannacitte, atha yā buddhānaṃ sāmukkaṃsikā dhammadesanā, taṃ pakāsesi, dukkhaṃ samudayaṃ nirodhaṃ maggaṃ. |7| 
'Uruvelâ Kassapa has placed himself under the spiritual direction of the great Samana.'  And the Blessed One, who understood in his mind the reflection that had arisen in the minds of those twelve myriads of Magadha Brâhmanas and householders, preached to them in due course 
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของพราหมณ์คหบดีชาวมคธทั้ง ๑๒ นหุตนั้น ด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลายและอานิสงส์ในความออกจากกาม.  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. 
“ทิสฺวา ปทํ สนฺตมนูปธีกํ. อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ. อนญฺญถาภาวิมนญฺญเนยฺยํ. ตสฺมา น ยิฏฺเฐ น หุเต อรญฺชิ”นฺติฯ  ๕๖. อถ โข อายสฺมา อุรุเวลกสฺสโป อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ “สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหมสฺมิ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหมสฺมี”ติ. 
seyyathāpi nāma suddhaṃ vatthaṃ apagatakāḷakaṃ sammad eva rajanaṃ paṭigaṇheyya, evam eva ekādasanahutānaṃ Māgadhikānaṃ brāhmaṇagahapatikānaṃ Bimbisārapamukhānaṃ tasmiṃ yeva āsane virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhamman ti, ekanahutaṃ upāsakattaṃ paṭivedesi. |8| 
(&c., as in chap. 7, §§ 5, 6, down to:). 
ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๑ นหุต ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น. พราหมณ์คหบดีอีก ๑ นหุต แสดงตนเป็นอุบาสก. 
อถ โข เตสํ ทฺวาทสนหุตานํ มาคธิกานํ พฺราหฺมณคหปติกานํ เอตทโหสิ 
atha kho rājā Māgadho Seniyo Bimbisāro diṭṭhadhammo pattadhammo viditadhammo pariyogāḷhadhammo tiṇṇavicikiccho vigatakathaṃkatho vesārajjappatto aparappaccayo satthu sāsane bhagavantaṃ etad avoca:  pubbe me bhante kumārassa sato pañca assāsakā ahesuṃ, te me etarahi samiddhā. pubbe me bhante kumārassa sato etad ahosi:  aho vata maṃ rajje abhisiñceyyun ti, ayaṃ kho me bhante paṭhamo assāsako ahosi, so me etarahi samiddho.  tassa ca me vijitaṃ arahaṃ sammāsambuddho okkameyyā ’ti, ayaṃ kho me bhante dutiyo assāsako ahosi, so me etarahi samiddho. |9| 
Just as a clean cloth free from black specks properly takes the dye, thus eleven myriads of those Magadha Brâhmanas and householders with Bimbisâra at their head, while sitting there, obtained the pure and spotless Eye of the Truth (that is, the knowledge): 'Whatsoever is subject to the condition of origination is subject also to the condition of cessation.' One myriad announced their having become lay-pupils.  Then the Magadha king Seniya Bimbisâra, having seen the Truth (&c. . . . . down to) dependent on nobody else for the knowledge of the Teacher's doctrine, said to the Blessed One:  'In former days, Lord, when I was a prince, I entertained five wishes; these are fulfilled now.  In former days, Lord, when I was a prince, I wished: "O that I might be inaugurated as king." This was my first wish, Lord; this is fulfilled now. 
[๕๙] ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ได้ทรงเห็นธรรมแล้ว ได้ทรงบรรลุธรรมแล้ว ได้ทรงรู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว ทรงมีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ทรงข้ามความสงสัยได้แล้วnปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ทรงถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องทรงเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลพระวาจานี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า  ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราชกุมารได้มีความปรารถนา ๕ อย่าง บัดนี้ ความปรารถนา ๕ อย่างนั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว.  ความปรารถนา ๕ อย่าง ๑. ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราชกุมาร ได้มีความปรารถนาว่า ไฉนหนอ ชนทั้งหลายพึงอภิเษกเราในราชสมบัติดังนี้ นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๑ บัดนี้ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  ๒. ขอพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงเสด็จมาสู่แว่นแคว้นของหม่อมฉันนั้น นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๒ บัดนี้ ความปรารถนานั้นของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า 
“อุรุเวลกสฺสโป มหาสมเณ พฺรหฺมจริยํ จรตี”ติ.  อถ โข ภควา เตสํ ทฺวาทสนหุตานํ มาคธิกานํ พฺราหฺมณคหปติกานํ เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย อนุปุพฺพิ๎ กถํ กเถสิ เสยฺยถิทํ ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สํกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสิ.  ยทา เต ภควา อญฺญาสิ กลฺลจิตฺเต มุทุจิตฺเต วินีวรณจิตฺเต อุทคฺคจิตฺเต ปสนฺนจิตฺเต อถ ยา พุทฺธานํ สามุกฺกํสิกา ธมฺมเทสนา ตํ ปกาเสสิ ทุกฺขํ สมุทยํ นิโรธํ มคฺคํ.  เสยฺยถาปิ นาม สุทฺธํ วตฺถํ อปคตกาฬกํ สมฺมเทว รชนํ ปฏิคฺคณฺเหยฺย เอวเมว เอกาทสนหุตานํ มาคธิกานํ พฺราหฺมณคหปติกานํ พิมฺพิสารปฺปมุขานํ ตสฺมึ เยว อาสเน วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ. เอกนหุตํ อุปาสกตฺตํ ปฏิเวเทสิ. 
tañ cāhaṃ bhagavantaṃ payirupāseyyan ti, ayaṃ kho me bhante tatiyo assāsako ahosi, so me etarahi samiddho.  so ca me bhagavā dhammaṃ deseyyā ’ti, ayaṃ kho me bhante catuttho assāsako ahosi, so me etarahi samiddho.  tassa cāhaṃ bhagavato dhammaṃ ājāneyyan ti, ayaṃ kho me bhante pañcamo assāsako ahosi, so me etarahi samiddho.  pubbe me bhante kumārassa sato ime pañca assāsakā ahesuṃ, te me etarahi samiddhā. |10| 
"And might then the holy, absolute Sambuddha come into my kingdom." This was my second wish, Lord; this is fulfilled now.  '"And might I pay my respects to Him, the Blessed One." This was my third wish, Lord; this is fulfilled now.  "And might He the Blessed One preach his doctrine (Dhamma) to me." This was my fourth wish, Lord; this is fulfilled now.  "And might I understand His, the Blessed One's doctrine." This was my fifth wish, Lord; this is fulfilled now. 
๓. ขอหม่อมฉันพึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๓ บัดนี้ ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  ๔. ขอพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นพึงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๔ บัดนี้ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  ๕. ขอหม่อมฉันพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๕ บัดนี้ ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  พระพุทธเจ้าข้า ครั้งก่อนหม่อมฉันยังเป็นราชกุมาร ได้มีความปรารถนา ๕ อย่างนี้ บัดนี้ความปรารถนา ๕ อย่างนั้นของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว 
๕๗. อถ โข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ทิฏฺฐธมฺโม ปตฺตธมฺโม วิทิตธมฺโม ปริโยคาฬฺหธมฺโม ติณฺณวิจิกิจฺโฉ วิคตกถํกโถ เวสารชฺชปฺปตฺโต อปรปฺปจฺจโย สตฺถุสาสเน ภควนฺตํ เอตทโวจ  “ปุพฺเพ เม ภนฺเต กุมารสฺส สโต ปญฺจ อสฺสาสกา อเหสุํ เต เม เอตรหิ สมิทฺธา. ปุพฺเพ เม ภนฺเต กุมารสฺส สโต เอตทโหสิ  ‘อโห วต มํ รชฺเช อภิสิญฺเจยฺยุ’นฺติ อยํ โข เม ภนฺเต ปฐโม อสฺสาสโก อโหสิ โส เม เอตรหิ สมิทฺโธ.  ‘ตสฺส จ เม วิชิตํ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โอกฺกเมยฺยา’ติ อยํ โข เม ภนฺเต ทุติโย อสฺสาสโก อโหสิ โส เม เอตรหิ สมิทฺโธ. 
abhikkantaṃ bhante, abhikkantaṃ bhante, seyyathāpi bhante nikkujjitaṃ vā. ukkujjeyya paṭicchannaṃ vā vivareyya mūḷhassa vā maggaṃ ācikkheyya andhakāre vā telapajjotaṃ dhāreyya cakkhumanto rūpāni dakkhintīti, evam eva bhagavatā anekapariyāyena dhammo pakāsito.  es’ āhaṃ bhante bhagavantaṃ saraṇaṃ gacchāmi dhammañ ca bhikkhusaṃghañ ca, upāsakaṃ maṃ bhante bhagavā dhāretu ajjatagge pāṇupetaṃ saraṇaṃ gatan ti, adhivāsetu ca me bhante (38) bhagavā svātanāya bhattaṃ saddhiṃ bhikkhusaṃghenā ’ti.  adhivāsesi bhagavā tunhibhāvena. |11| 
These were the five wishes, Lord, which I entertalned in former days when I was a prince; these are fulfilled now.  'Glorious, Lord! (&c., as in chap. 7. 10, down to:) who has taken his refuge in Him.  And might the Blessed One, Lord, consent to take his meal with me to-morrow together with the fraternity of Bhikkhus.' 
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้  หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงทรงรับภัตตาหารของหม่อมฉัน ในวันพรุ่งนี้.  พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ. 
‘ตญฺจาหํ ภควนฺตํ ปยิรุปาเสยฺย’นฺติ อยํ โข เม ภนฺเต ตติโย อสฺสาสโก อโหสิ โส เม เอตรหิ สมิทฺโธ.  ‘โส จ เม ภควา ธมฺมํ เทเสยฺยา’ติ อยํ โข เม ภนฺเต จตุตฺโถ อสฺสาสโก อโหสิ โส เม เอตรหิ สมิทฺโธ.  ‘ตสฺส จาหํ ภควโต ธมฺมํ อาชาเนยฺย’นฺติ อยํ โข เม ภนฺเต ปญฺจโม อสฺสาสโก อโหสิ โส เม เอตรหิ สมิทฺโธ. 
atha kho rājā Māgadho Seniyo Bimbisāro bhagavato adhivāsanaṃ viditvā uṭṭhāyāsanā bhagavantaṃ abhivādetvā padakkhiṇaṃ katvā pakkāmi.  atha kho rājā Māgadho Seniyo Bimbisāro tassā rattiyā accayena paṇītaṃ khādaniyaṃ bhojaniyaṃ paṭiyādāpetvā bhagavato kālaṃ ārocāpesi: kālo bhante, niṭṭhitaṃ bhattan ti.  atha kho bhagavā pubbaṇhasamayaṃ nivāsetvā pattacīvaraṃ ādāya Rājagahaṃ pāvisi mahatā bhikkhusaṃghena saddhiṃ bhikkhusahassena sabbeh’ eva purāṇajaṭilehi. |12| 
The Blessed One expressed his consent by remaining silent.  Then the Magadha king Seniya Bimbisâra, when he understood that the Blessed One had accepted his invitation, rose from his seat, respectfully saluted the Blessed One, and, passing round him with his right side towards him, went away.  And when the night had elapsed, the Magadha king Seniya Bimbisâra ordered excellent food, both hard and soft, to be prepared, and had dinner-time announced to the Blessed One in the words: 'It is time, Lord, the meal is ready.' 
ครั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชทรงทราบการรับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาคแล้ว เสด็จลุกจากที่ประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับไป.  [๖๐] หลังจากนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช รับสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยผ่านราตรีนั้น แล้วให้เจ้าพนักงานไปกราบทูลภัตตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว.  ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวร เสด็จพระพุทธดำเนินสู่พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ จำนวน ๑๐๐๐ รูป ล้วนปุราณชฎิล. 
ปุพฺเพ เม ภนฺเต กุมารสฺส สโต อิเม ปญฺจ อสฺสาสกา อเหสุํ เต เม เอตรหิ สมิทฺธา.  อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เสยฺยถาปิ ภนฺเต นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต.  เอสาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ. อุปาสกํ มํ ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตํ อธิวาเสตุ จ เม ภนฺเต ภควา สฺวาตนาย ภตฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆนา”ติ 
tena kho pana samayena Sakko devānam indo māṇavakavaṇṇaṃ abhinimminitvā buddhapamukhassa bhikkhusaṃghassa purato-purato gacchati imā gāthāyo gīyamāno:  danto dantehi saha purāṇajaṭilehi vippamutto vippamuttehi siṅgīnikkhasuvaṇṇo Rājagahaṃ pāvisi bhagavā. |  mutto muttehi saha purāṇajaṭilehi vippamutto vippamuttehi siṅgīnikkhasuvaṇṇo Rājagahaṃ pāvisi bhagavā. |  tiṇṇo tiṇṇehi saha purāṇajaṭilehi vippamutto vippamuttehi siṅgīnikkhasuvaṇṇo Rājagahaṃ pāvisi bhagavā. |  dasavāso dasabalo dasadhammavidū dasabhi c’ upeto so dasasataparivāro Rājagahaṃ pāvisi bhagavā ’ti. |13| 
And in the forenoon the Blessed One, having put on his under-robes, took his alms-bowl, and with his kîvara on entered the city of Râgagaha accompanied by a great number of Bhikkhus, by one thousand Bhikkhus who all had been Gatilas before.  At that time Sakka the king of the devas, assuming the appearance of a young Brâhman, walked in front of the Bhikkhu fraternity with Buddha at its head, singing the following stanzas:  'The self-controlled One with the self-controlled, with the former Gatilas, the released One with the released, the Blessed One, gold-coloured like an ornament of singî gold, has entered Râgagaha.  'The emancipated One with the emancipated, with the former Gatilas, &c.  'He who has crossed (the ocean of passion) with them who have crossed (it), with the former Gatilas, the released One with the released, the Blessed One, gold-coloured like an ornament of singi gold, has entered Râgagaha. 
[๖๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมทวยเทพทรงนิรมิตเพศเป็นมาณพ เสด็จพระดำเนินนำหน้าภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พลางขับคาถาเหล่านี้ ว่าดังนี้:- คาถาสดุดีพระผู้มีพระภาค  พระผู้มีพระภาค มีพระฉวีเสมอด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงฝึกอินทรีย์แล้ว ทรงพ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้ฝึกอินทรีย์แล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว.  พระผู้มีพระภาค มีพระฉวีเสมอด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงพ้นแล้ว ทรงพ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้พ้นแล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว.  พระผู้มีพระภาค มีพระฉวีเสมอด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงสงบแล้ว ทรงพ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้สงบแล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว.  พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงมีอริยวาสธรรม ๑๐ ประการ เป็นเครื่องอยู่ ทรงประกอบด้วยพระกำลัง ๑๐ ทรงทราบธรรม คือ กรรมบถ ๑๐ และทรงประกอบด้วยธรรมอันเป็นองค์ของพระอเสขะ ๑๐ มีภิกษุบริวารพันหนึ่ง เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์ 
อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน.  อถ โข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ภควโต อธิวาสนํ วิทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ.  อถ โข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาทาเปตฺวา ภควโต กาลํ อาโรจาเปสิ “กาโล ภนฺเต นิฏฺฐิตํ ภตฺต”นฺติ.  ๕๘. อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปาวิสิ มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ภิกฺขุสหสฺเสน สพฺเพเหว ปุราณชฏิเลหิ.  เตน โข ปน สมเยน สกฺโก เทวานมินฺโท มาณวกวณฺณํ อภินิมฺมินิตฺวา พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ปุรโต ปุรโต คจฺฉติ อิมา คาถาโย คายมาโน 
manussā Sakkaṃ devānam indaṃ passitvā evaṃ āhaṃsu:  abhirūpo vatāyaṃ māṇavako, dassanīyo vatāyaṃ māṇavako, pāsādiko vatāyaṃ māṇavako.  kassa nu kho ayaṃ māṇavako ’ti.  evaṃ vutte Sakko devānam indo te manusse gāthāya ajjhabhāsi:  yo dhīro sabbadhī danto buddho appaṭipuggalo arahaṃ sugato loke tassāhaṃ paricārako ’ti. |14| 
'He who is possessed of the ten Noble States and of the ten Powers, who understands the ten Paths of Kamma and possesses the ten (attributes of Arahatship), the Blessed One, surrounded by ten hundred of followers, has entered Râgagaha.'  The people when they saw Sakka the king of the devas, said:  'This youth indeed is handsome; this youth indeed has a lovely appearance; this youth indeed is pleasing. Whose attendant may this youth be?'  When they talked thus,  Sakka the king of the devas addressed those people in this stanza: 
[๖๒] ประชาชนได้เห็นท้าวสักกะจอมทวยเทพแล้วพากันกล่าวอย่างนี้ว่า  พ่อหนุ่มนี้มีรูปงามยิ่งนัก น่าดูนัก น่าชมนัก พ่อหนุ่มนี้ของใครหนอ.  เมื่อประชาชนกล่าวอย่างนี้แล้ว  ท้าวสักกะจอมทวยเทพได้กล่าวตอบประชาชนพวกนั้นด้วยคาถา ว่าดังนี้:-  พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดเป็นนักปราชญ์ ทรงฝึกอินทรีย์ทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ผ่องแผ้วหาบุคคลเปรียบมิได้ ไกลจากกิเลส เสด็จไปดีแล้วในโลก ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. 
“ทนฺโต ทนฺเตหิ สห ปุราณชฏิเลหิ วิปฺปมุตฺโต วิปฺปมุตฺเตหิ. สิงฺคีนิกฺขสวณฺโณ ราชคหํ ปาวิสิ ภควาฯ  “มุตฺโต มุตฺเตหิ สห ปุราณชฏิเลหิ วิปฺปมุตฺโต วิปฺปมุตฺเตหิ. สิงฺคีนิกฺขสวณฺโณ ราชคหํ ปาวิสิ ภควาฯ  “ติณฺโณ ติณฺเณหิ สห ปุราณชฏิเลหิ. วิปฺปมุตฺโต วิปฺปมุตฺเตหิ. สิงฺคีนิกฺขสุวณฺโณ. ราชคหํ ปาวิสิ ภควาฯ “สนฺโต สนฺเตหิ สห ปุราณชฏิเลหิ. วิปฺปมุตฺโต วิปฺปมุตฺเตหิ. สิงฺคีนิกฺขสวณฺโณ. ราชคหํ ปาวิสิ ภควาฯ  “ทสวาโส ทสพโล ทสธมฺมวิทู ทสภิ จุเปโต. โส ทสสตปริวาโร ราชคหํ ปาวิสิ ภควา”ติฯ  มนุสฺสา สกฺกํ เทวานมินฺทํ ปสฺสิตฺวา เอวมาหํสุ 
atha kho bhagavā yena rañño Māgadhassa Seniyassa Bimbisārassa nivesanaṃ ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā paññatte āsane nisīdi saddhiṃ bhikkhusaṃghena.  atha kho rājā Māgadho Seniyo Bimbisāro buddhapamukhaṃ bhikkhusaṃghaṃ paṇītena khādaniyena bhojaniyena sahatthā santappetvā sampavāretvā bhagavantaṃ bhuttāviṃ onītapattapāṇiṃ ekamantaṃ nisīdi. |15| 
'He who is wise, entirely self-controlled, the unrivalled Buddha, tie Arahat, the most happy upon earth: his attendant am I.'  And the Blessed One went to the palace of the Magadha king Seniya Bimbisâra. Having gone there, he sat down with the Bhikkhus who followed him, on seats laid out for them. 
ทรงรับพระเวฬุวันเป็นสังฆิกาวาส [๖๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่พระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์.  จึงพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ จนให้พระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตร ห้ามภัตแล้ว จึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. 
“อภิรูโป วตายํ มาณวโก ทสฺสนีโย วตายํ มาณวโก ปาสาทิโก วตายํ มาณวโก.  กสฺส นุ โข อยํ มาณวโก”ติ? 
ekamantaṃ ni-(39)sinnassa kho rañño Māgadhassa Seniyassa Bimbisārassa etad ahosi:  kattha nu kho bhagavā vihareyya, yaṃ assa gāmato n’ eva avidūre na accāsanne gamanāgamanasampannaṃ atthikānaṃ-atthikānaṃ manussānaṃ abhikkamanīyaṃ, divā appākiṇṇaṃ rattiṃ appasaddaṃ appanigghosaṃ vijanavātaṃ manussarāhaseyyakaṃ paṭisallānasāruppan ti. |16| 
Then the Magadha king Seniya Bimbisâra with his own hands served and offered excellent food, both hard and soft, to the fraternity of Bhikkhus with the Buddha at its head; and when the Blessed One had finished his meal and cleansed his bowl and his hands, he sat down near him.  Sitting near him the Magadha king Seniya Bimbisâra thought: 
ท้าวเธอได้ทรงพระราชดำริว่า  พระผู้มีพระภาคพึงประทับอยู่ ณ ที่ไหนดีหนอ ซึ่งจะเป็นสถานที่ไม่ไกล ไม่ใกล้จากบ้านนัก สะดวกด้วยการคมนาคม ควรที่ประชาชนผู้ต้องประสงค์จะเข้าไปเฝ้าได้ กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนเงียบสงัด เสียงไม่กึกก้อง ปราศจากลมแต่ชนที่เดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ตามสมณวิสัย. 
เอวํ วุตฺเต สกฺโก เทวานมินฺโท เต มนุสฺเส คาถาย อชฺฌภาสิ  “โย ธีโร สพฺพธิ ทนฺโต สุทฺโธ อปฺปฏิปุคฺคโล. อรหํ สุคโต โลเก ตสฺสาหํ ปริจารโก”ติฯ 
atha kho rañño Māgadhassa Seniyassa Bimbisārassa etad ahosi:  idaṃ kho amhākaṃ Veḷuvanaṃ uyyānaṃ gāmato n’ eva avidūre na accāsanne gamanāgamanasampannaṃ atthikānaṃ-atthikānaṃ manussānaṃ abhikkamanīyaṃ, divā appākiṇṇaṃ, rattiṃ appasaddaṃ appanigghosaṃ vijanavātaṃ manussarāhaseyyakaṃ paṭisallānasāruppaṃ.  yaṃ nūnāhaṃ Veḷuvanaṃ uyyānaṃ buddhapamukhassa bhikkhusaṃghassa dadeyyan ti. |17| 
'Where may I find a place for the Blessed One to live in, not too far from the town and not too near, suitable for going and coming, easily accessible for all people who want (to see him), by day not too crowded, at night not exposed to much noise and alarm, clean of the smell of people, hidden from men, well fitted for a retired life?'  And the Magadha king Seniya Bimbisâra thought:  'There is the Veluvana, my pleasure garden, which is not too far from the town and not too near, suitable for going and coming, . . . . (&c., down to a retired life). 
แล้วได้ทรงพระราชดำริต่อไปว่า  สวนเวฬุวันของเรานี้แล ไม่ไกลไม่ใกล้จากบ้านนัก สะดวกด้วยการคมนาคม ควรที่ประชาชนผู้ต้องประสงค์จะพึงเข้าไปเฝ้าได้ กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนเงียบสงัด เสียงไม่กึกก้อง ปราศจากลมแต่ชนที่เข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ตามสมณวิสัย  ผิฉะนั้น เราพึงถวายสวนเวฬุวันแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ดังนี้. 
๕๙. อถ โข ภควา เยน รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน.  อถ โข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปตฺวา สมฺปวาเรตฺวา ภควนฺตํ ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ เอกมนฺตํ นิสีทิ.  เอกมนฺตํ นิสินฺนสฺส โข รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส เอตทโหสิ 
atha kho rājā Māgadho Seniyo Bimbisāro sovaṇṇamayaṃ bhiṅkāraṃ gahetvā bhagavato onojesi etāhaṃ bhante Veḷuvanaṃ uyyānaṃ buddhapamukhassa bhikkhusaṃghassa dammīti.  paṭiggahesi bhagavā ārāmaṃ.  atha kho bhagavā rājānaṃ Māgadhaṃ Seniyaṃ Bimbisāraṃ dhammiyā kathāya sandassetvā samādapetvā samuttejetvā saṃpahaṃsetvā uṭṭhāyāsanā pakkāmi.  atha kho bhagavā etasmiṃ nidāne dhammiṃ kathaṃ katvā bhikkhū āmantesi: anujānāmi bhikkhave ārāman ti. |18| 
What if I were to make an offering of the Veluvana pleasure garden to the fraternity of Bhikkhus with the Buddha at its head?'  And the Magadha king Seniya Bimbisâra took a golden vessel (with water in it, to be poured over the Buddha's hand); and dedicated (the garden) to the Blessed One (by saying), 'I give up this Veluvana pleasure garden, Lord, to the fraternity of Bhikkhus with the Buddha at its head.'  The Blessed One accepted the ârâma (park).  Then the Blessed One, after having taught, incited, animated, and gladdened the Magadha king Seniya Bimbisâra by religious discourse, rose from his seat and went away. 
ลำดับนั้น จึงทรงจับพระสุวรรณภิงคาร ทรงหลั่งน้ำน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาค ด้วยพระราชดำรัสว่า หม่อมฉันถวายสวนเวฬุวันนั่นแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระพุทธเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคทรงรับอารามแล้ว.  และทรงชี้แจงให้พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชทรงเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ.  ต่อมา พระองค์ทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอาราม. 
“กตฺถ นุ โข ภควา วิหเรยฺย? ยํ อสฺส คามโต เนว อวิทูเร น อจฺจาสนฺเน คมนาคมนสมฺปนฺนํ อตฺถิกานํ อตฺถิกานํ มนุสฺสานํ อภิกฺกมนียํ ทิวา อปฺปากิณฺณํ รตฺตึ อปฺปสทฺทํ อปฺปนิคฺโฆสํ วิชนวาตํ มนุสฺสราหสฺเสยฺยกํ ปฏิสลฺลานสารุปฺป”นฺติ.  อถ โข รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส เอตทโหสิ  “อิทํ โข อมฺหากํ เวฬุวนํ อุยฺยานํ คามโต เนว อวิทูเร น อจฺจาสนฺเน คมนาคมนสมฺปนฺนํ อตฺถิกานํ อตฺถิกานํ มนุสฺสานํ อภิกฺกมนียํ ทิวา อปฺปากิณฺณํ รตฺตึ อปฺปสทฺทํ อปฺปนิคฺโฆสํ วิชนวาตํ มนุสฺสราหสฺเสยฺยกํ ปฏิสลฺลานสารุปฺปํ.  ยํนูนาหํ เวฬุวนํ อุยฺยานํ พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทเทยฺย”นฺติ. 
||22|| 
And in consequence of this event the Blessed One, after having delivered a religious discourse, thus addressed the Bhikkhus: 'I allow you, O Bhikkhus, to receive the donation of an ârâma (a park).' 
ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร จบ. 
อถ โข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร โสวณฺณมยํ ภิงฺการํ คเหตฺวา ภควโต โอโณเชสิ “เอตาหํ ภนฺเต เวฬุวนํ อุยฺยานํ พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทมฺมี”ติ. 
tena kho pana samayena Sañjayo paribbājako Rājagahe paṭivasati mahatiyā paribbājakaparisāya saddhiṃ aḍḍhateyyehi paribbājakasatehi.  tena kho pana samayena Sāriputtamoggallānā Sañjaye paribbājake brahmacariyaṃ caranti, tehi katikā katā hoti: yo paṭhamaṃ amataṃ adhigacchati so ārocetū ’ti. |1| 
At that time Sañgaya, a paribbâgaka (wandering ascetic), resided at Râgagaha with a great retinue of paribbâgakas, with two hundred and fifty paribbâgakas. 
พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรพชา/พระอัสสชิเถระ [๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล สญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในพระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ จำนวน ๒๕๐ คน.  ก็ครั้งนั้น พระสารีบุตรพระโมคคัลลานะประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในสำนักสญชัยปริพาชก. ท่านทั้งสองได้ทำกติกากันไว้ว่า ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่อีกคนหนึ่ง. 
ปฏิคฺคเหสิ ภควา อารามํ.  อถ โข ภควา ราชานํ มาคธํ เสนิยํ พิมฺพิสารํ ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสตฺวา สมาทเปตฺวา สมุตฺเตเชตฺวา สมฺปหํเสตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ. 
atha kho āyasmā Assaji pubbaṇhasamayaṃ nivāsetvā pattacīvaraṃ ādāya Rājagahaṃ piṇḍāya pāvisi pāsādikena abhikkantena paṭikkantena ālokitena vilokitena sammiñjitena pasāritena okkhittacakkhu iriyāpathasampanno.  addasa kho Sāriputto paribbājako āyasmantaṃ Assajiṃ Rājagahe piṇḍāya carantaṃ pāsādikena abhikkantena paṭikkantena ālokitena vilokitena sammiñjitena pasāritena okkhittacakkhuṃ iriyāpathasampannaṃ, disvān’ assa etad ahosi:  ye vata loke arahanto vā arahattamaggaṃ vā samāpannā, ayaṃ tesaṃ bhikkhūnaṃ aññataro, yaṃ nūnā-(40)haṃ imaṃ bhikkhuṃ upasaṃkamitvā puccheyyaṃ: kaṃ ’si tvaṃ āvuso uddissa pabbajito, ko vā te satthā, kassa vā tvaṃ dhammaṃ rocesīti. |2| 
At that time Sâriputta and Moggallâna (two young Brâhmanas) led a religious life as followers of Sañgaya the paribbâgaka; these had given their word to each other: 'He who first attains to the immortal (amata, i.e. Nirvâna) shall tell the other one.'  Now one day the venerable Assagi in the forenoon, having put on his under-robes, and having taken his alms-bowl, and with his kîvara on, entered the city of Râgagaha for alms; his walking, turning back, regarding, looking, drawing (his arms) back, and stretching (them) out was decorous; he turned his eyes to the ground, and was dignified in deportment.  Now the paribbâgaka Sâriputta saw the venerable Assagi, who went through Râgagaha for alms, whose walking, &c., was docorous, who kept his eyes on the ground, and was dignified in deportment. Seeing him he thought: 
ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระอัสสชินุ่งอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ มีมรรยาทก้าวไป ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน น่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ.  สารีบุตรปาริพาชกได้เห็นท่านพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ มีมรรยาทก้าวไป ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน น่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า  บรรดาพระอรหันต์ หรือท่านผู้ได้บรรลุพระอรหัตมรรคในโลก ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้ใดผู้หนึ่งแน่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้ แล้วถามว่า ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร? 
อถ โข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ “อนุชานามิ ภิกฺขเว อาราม”นฺติ.  พิมฺพิสารสมาคมกถา นิฏฺฐิตา.  ๑๔. สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานปพฺพชฺชากถา 
atha kho Sāriputtassa paribbājakassa etad ahosi: akālo kho imaṃ bhikkhuṃ pucchituṃ, antaragharaṃ paviṭṭho piṇḍāya carati.  yaṃ nūnāhaṃ imaṃ bhikkhuṃ piṭṭhito-piṭṭhito anubandheyyaṃ atthikehi upaññātaṃ maggan ti.  atha kho āyasmā Assaji Rājagahe piṇḍāya caritvā piṇḍapātaṃ ādāya paṭikkami.  atha kho Sāriputto paribbājako yenāyasmā Assaji ten’ upasaṃkami, upasaṃkamitvā āyasmatā Assajinā saddhiṃ sammodi, sammodanīyaṃ kathaṃ sāraṇīyaṃ vītisāretvā ekamantaṃ aṭṭhāsi, ekamantaṃ ṭhito kho Sāriputto paribbājako āyasmantaṃ Assajiṃ etad avoca:  vippasannāni kho te āvuso indriyāni, parisuddho chavivaṇṇo pariyodāto, kaṃ ’si tvaṃ āvuso uddissa pabbajito, ko vā te satthā, kassa vā tvaṃ dhammaṃ rocesīti. |3| 
'Indeed this person is one of those Bhikkhus who are the worthy ones (Arahats) in the world, or who have entered the path of Arahatship. What if I were to approach this Bhikkhu and to ask him: "In whose name, friend, have you retired from the world? Who is your teacher? Whose doctrine do you profess?"'  Now the paribbâgaka Sâriputta thought: 'This is not the time to ask this Bhikkhu; he has entered the interior yard of a house, walking for alms.  What if I were to follow this Bhikkhu step by step, according to the course recognised by those who want something.'  And the venerable Assagi, having finished his alms-pilgrimage through Râgagaha, went back with the food he had received.  Then the paribbâgaka Sâriputta went to the place where the venerable Assagi was; having approached him, he exchanged greeting with the venerable Assagi; having exchanged with him greeting and complaisant words, he stationed himself at his side; standing at his side the paribbâgaka Sâriputta said to the venerable Assagi: 
แล้วได้ดำริต่อไปว่า ยังเป็นกาลไม่สมควรจะถามภิกษุรูปนี้ เพราะท่านกำลังเข้าละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต  ผิฉะนั้น เราพึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลังๆ เพราะเป็นทางอันผู้มุ่งประโยชน์ทั้งหลายจะต้องสนใจ.  ครั้งนั้น ท่านพระอัสสชิเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ถือบิณฑบาตกลับไป.  จึงสารีบุตรปริพาชกเข้าไปหาท่านพระอัสสชิ ถึงแล้วได้พูดปราศรัยกับท่านพระอัสสชิ ครั้นผ่านการพูดปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง. สารีบุตรปริพาชกยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระอัสสชิว่า  อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ขอรับ? 
๖๐. เตน โข ปน สมเยน สญฺจโย ปริพฺพาชโก ราชคเห ปฏิวสติ มหติยา ปริพฺพาชกปริสาย สทฺธึ อฑฺฒเตยฺเยหิ ปริพฺพาชกสเตหิ.  เตน โข ปน สมเยน สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานา สญฺจเย ปริพฺพาชเก พฺรหฺมจริยํ จรนฺติ. เตหิ กติกา กตา โหติ โย ปฐมํ อมตํ อธิคจฺฉติ โส อิตรสฺส อาโรเจตูติ.  อถ โข อายสฺมา อสฺสชิ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ปาสาทิเกน อภิกฺกนฺเตน ปฏิกฺกนฺเตน อาโลกิเตน วิโลกิเตน สมิญฺชิเตน ปสาริเตน โอกฺขิตฺตจกฺขุ อิริยาปถสมฺปนฺโน.  อทฺทสา โข สาริปุตฺโต ปริพฺพาชโก อายสฺมนฺตํ อสฺสชึ ราชคเห ปิณฺฑาย จรนฺตํ ปาสาทิเกน อภิกฺกนฺเตน ปฏิกฺกนฺเตน อาโลกิเตน วิโลกิเตน สมิญฺชิเตน ปสาริเตน โอกฺขิตฺตจกฺขุํ อิริยาปถสมฺปนฺนํ. ทิสฺวานสฺส เอตทโหสิ  “เย วต โลเก อรหนฺโต วา อรหตฺตมคฺคํ วา สมาปนฺนา อยํ เตสํ ภิกฺขุ อญฺญตโร. ยํนูนาหํ อิมํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺเฉยฺยํ ‘กํสิ ตฺวํ อาวุโส อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต โก วา เต สตฺถา กสฺส วา ตฺวํ ธมฺมํ โรเจสี”’ติ? 
atth’ āvuso mahāsamaṇo Sakyaputto Sakyakulā pabbajito, tāhaṃ bhagavantaṃ uddissa pabbajito, so ca me bhagavā satthā, tassa cāhaṃ bhagavato dhammaṃ rocemīti.  kiṃvādī panāyasmato satthā kimakkhāyīti.  ahaṃ kho āvuso navo acirapabbajito adhunāgato imaṃ dhammavinayaṃ, na t’ āhaṃ sakkomi vitthārena dhammaṃ desetuṃ, api ca te saṃkhittena atthaṃ vakkhāmīti.  atha kho Sāriputto paribbājako āyasmantaṃ Assajiṃ etad avoca: hotu āvuso, appaṃ vā bahuṃ vā bhāsassu, atthaṃ yeva me brūhi, atthen’ eva me attho, kiṃ kāhasi vyañjanaṃ bahun ti. |4| 
'Your countenance, friend, is serene; your complexion is pure and bright. In whose name, friend, have you retired from the world? Who is your teacher? Whose doctrine do you profess?'  (Assagi replied): 'There is, friend, the great Samana Sakyaputta, an ascetic of the Sakya tribe; in His, the Blessed One's, name have I retired from the world; He, the Blessed One, is my teacher; and His, the Blessed One's, doctrine do I profess.'  'And what is the doctrine, Sir, which your teacher holds, and preaches to you?'  'I am only a young disciple, friend; I have but recently received the ordination; and I have newly adopted this doctrine and discipline. I cannot explain to you the doctrine in detail; but I will tell you in short what it means.' 
อ. มีอยู่ ท่าน พระมหาสมณะศากยบุตร เสด็จออกทรงผนวชจากศากยตระกูล เราบวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น.  สา. ก็พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร แนะนำอย่างไร?  อ. เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านได้กว้างขวาง แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อ.  สา. น้อยหรือมาก นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียว ท่านจักทำพยัญชนะให้มากทำไม. 
อถ โข สาริปุตฺตสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอตทโหสิ “อกาโล โข อิมํ ภิกฺขุํ ปุจฺฉิตุํ อนฺตรฆรํ ปวิฏฺโฐ ปิณฺฑาย จรติ.  ยํนูนาหํ อิมํ ภิกฺขุํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺเธยฺยํ อตฺถิเกหิ อุปญฺญาตํ มคฺค”นฺติ.  อถ โข อายสฺมา อสฺสชิ ราชคเห ปิณฺฑาย จริตฺวา ปิณฺฑปาตํ อาทาย ปฏิกฺกมิ.  อถ โข สาริปุตฺโตปิ ปริพฺพาชโก เยนายสฺมา อสฺสชิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา อสฺสชินา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สารณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ. เอกมนฺตํ ฐิโต โข สาริปุตฺโต ปริพฺพาชโก อายสฺมนฺตํ อสฺสชึ เอตทโวจ 
atha kho āyasmā Assaji Sāriputtassa paribbājakassa imaṃ dhammapariyāyaṃ abhāsi:  ye dhammā hetuppabhavā tesaṃ hetuṃ tathāgato āha tesañ ca yo nirodho evaṃvādī mahāsamaṇo ’ti.  atha kho Sāriputtassa paribbājakassa imaṃ dhammapariyāyaṃ sutvā virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhamman ti.  es’ eva dhammo yadi tāvad eva paccavyathā padam asokaṃ adiṭṭhaṃ {abbhatītaṃ} bahukehi kappanahutehīti. |5| 
Then the paribbâgaka Sâriputta said to the venerable Assagi: 'Well, friend, tell me much or little as you like, but be sure to tell me the spirit (of the doctrine); I want but the spirit; why do you make so much of the letter?'  Then the venerable Assagi pronounced to the paribbâgaka Sâriputta the following text of the Dhamma:  'Of all objects which proceed from a cause, the Tathâgata has explained the cause, and He has explained theîr cessation also; this is the doctrine of the 'great Samana.'  And the paribbâgaka 'Sâriputta after having heard this text obtained the pure and spotless Eye of the Truth (that is, the following knowledge): 'Whatsoever is subject to the condition of origination is subject also to the condition of cessation.' 
พระอัสสชิเถระแสดงธรรม [๖๕] ลำดับนั้น ท่านพระอัสสชิ ได้กล่าวธรรมปริยายนี้แก่สารีบุตรปริพาชก ว่าดังนี้:-  ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้.  สารีบุตรปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม [๖๖] ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา ได้เกิดขึ้นแก่สารีบุตรปริพาชก  ธรรมนี้แหละถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น ท่านทั้งหลายจงแทงตลอดบทอันหาความโศกมิได้ บทอันหาความโศกมิได้นี้ พวกเรายังไม่เห็น ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัลป์. 
“วิปฺปสนฺนานิ โข เต อาวุโส อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต. กํสิ ตฺวํ อาวุโส อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต โก วา เต สตฺถา กสฺส วา ตฺวํ ธมฺมํ โรเจสี”ติ?  “อตฺถาวุโส มหาสมโณ สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต ตาหํ ภควนฺตํ อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต โส จ เม ภควา สตฺถา ตสฺส จาหํ ภควโต ธมฺมํ โรเจมี”ติ.  “กึวาที ปนายสฺมโต สตฺถา กิมกฺขายี”ติ?  “อหํ โข อาวุโส นโว อจิรปพฺพชิโต อธุนาคโต อิมํ ธมฺมวินยํ น ตาหํ สกฺโกมิ วิตฺถาเรน ธมฺมํ เทเสตุํ อปิ จ เต สํขิตฺเตน อตฺถํ วกฺขามี”ติ. 
atha kho Sāriputto paribbājako yena Moggallāno paribbājako ten’ upasaṃkami.  addasa kho Moggallāno paribbājako Sāriputtaṃ paribbājakaṃ dūrato ’va āgacchantaṃ, disvāna Sāri-(41)puttaṃ paribbājakaṃ etad avoca: vippasannāni kho te āvuso indriyāni, parisuddho chavivaṇṇo pariyodāto, kacci nu tvaṃ āvuso amataṃ adhigato ’ti.  āmāvuso amataṃ adhigato ’ti.  yathā kathaṃ pana tvaṃ āvuso amataṃ adhigato ’ti. |6| 
(And he said): 'If this alone be the Doctrine (the Dhamma), now you have reached up to the state where all sorrow ceases (i.e. Nirvâna), (the state) which has remained unseen through many myriads of Kappas (world-ages) of the past.'  Then the paribbâgaka Sâriputta went to the place where the paribbâgaka Moggallâna was.  And the paribbâgaka Moggallâna saw the paribbâgaka Sâriputta coming from afar; seeing him he said to the paribbâgaka Sâriputta: 'Your countenance, friend, is serene; your complexion is pure and bright. Have you then really reached the immortal, friend?'  'Yes, friend, I have attained to the immortal.' 
สารีบุตรปริพาชกเปลื้องคำปฏิญญา [๖๗] เวลาต่อมา สารีบุตรปริพาชกเข้าไปหาโมคคัลลานปริพาชก.  โมคคัลลานปริพาชกได้เห็นสารีบุตรปริพาชกเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้ถามสารีบุตรปริพาชกว่า ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านได้บรรลุอมตธรรมแล้วกระมังหนอ?  สา. ถูกละ ผู้มีอายุ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว.  โมค. ท่านบรรลุอมตธรรมได้อย่างไร ด้วยวิธีไร? 
อถ โข สาริปุตฺโต ปริพฺพาชโก อายสฺมนฺตํ อสฺสชึ เอตทโวจ “โหตุ อาวุโส “อปฺปํ วา พหุํ วา ภาสสฺสุ อตฺถํเยว เม พฺรูหิ. อตฺเถเนว เม อตฺโถ กึ กาหสิ พฺยญฺชนํ พหุ”นฺติฯ  อถ โข อายสฺมา อสฺสชิ สาริปุตฺตสฺส ปริพฺพาชกสฺส อิมํ ธมฺมปริยายํ อภาสิ  “เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห. เตสญฺจ โย นิโรโธ เอวํวาที มหาสมโณ”ติฯ  อถ โข สาริปุตฺตสฺส ปริพฺพาชกสฺส อิมํ ธมฺมปริยายํ สุตฺวา วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ “ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺม”นฺติ. 
idhāhaṃ āvuso addasaṃ Assajiṃ bhikkhuṃ Rājagahe piṇḍāya carantaṃ pāsādikena abhikkantena paṭikkantena ālokitena vilokitena sammiñjitena pasāritena okkhittacakkhuṃ iriyāpathasampannaṃ, disvāna me etad ahosi:  ye vata loke arahanto vā arahattamaggaṃ vā samāpannā, ayaṃ tesaṃ bhikkhūnaṃ aññataro, yaṃ nūnāhaṃ imaṃ bhikkhuṃ upasaṃkamitvā puccheyyaṃ:  kaṃ ’si tvaṃ āvuso uddissa pabbajito, ko vā te satthā, kassa vā tvaṃ dhammaṃ rocesīti. |7| 
'And how, friend, have you done so?'  'I saw, friend, the Bhikkhu Assagi who went through Râgagaha for alms (&c.1, down to:);   
สา. ผู้มีอายุ วันนี้เราได้เห็นพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ มีมรรยาทก้าวไป ถอยกลับ แลเหลียว เหยียดแขน คู้แขน น่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ครั้นแล้วเราได้มีความดำริว่า  บรรดาพระอรหันต์หรือท่านผู้ได้บรรลุอรหัตมรรคในโลก ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้ใดผู้หนึ่งแน่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้ แล้วถามว่า  ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร 
เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว ปจฺจพฺยตฺถ ปทมโสกํ. อทิฏฺฐํ อพฺภตีตํ พหุเกหิ กปฺปนหุเตหีติฯ  ๖๑. อถ โข สาริปุตฺโต ปริพฺพาชโก เยน โมคฺคลฺลาโน ปริพฺพาชโก เตนุปสงฺกมิ.  อทฺทสา โข โมคฺคลฺลาโน ปริพฺพาชโก สาริปุตฺตํ ปริพฺพาชกํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน สาริปุตฺตํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจ “วิปฺปสนฺนานิ โข เต อาวุโส อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต. กจฺจิ นุ ตฺวํ อาวุโส อมตํ อธิคโต”ติ? 
tassa mayhaṃ āvuso etad ahosi: akālo kho imaṃ bhikkhuṃ pucchituṃ, antaragharaṃ paviṭṭho piṇḍāya carati.  yaṃ nūnāhaṃ imaṃ bhikkhuṃ piṭṭhito-piṭṭhito anubandheyyaṃ atthikehi upaññātaṃ maggan ti. atha kho āvuso Assaji {bhikkhu} Rājagahe piṇḍāya caritvā piṇḍapātaṃ ādāya paṭikkami.  atha khv’ āhaṃ avuso yena Assaji bhikkhu ten’ upasaṃkamiṃ, upasaṃkamitvā Assajinā bhikkhunā saddhiṃ sammodiṃ, sammodanīyaṃ kathaṃ sāraṇīyaṃ vītisāretvā ekamantaṃ aṭṭhāsiṃ, ekamantaṃ ṭhito kho ahaṃ āvuso Assajiṃ bhikkhuṃ etad avocaṃ:  vippasannāni kho te āvuso indriyāni, parisuddho chavivaṇṇo pariyodāto, kaṃ ’si tvaṃ āvuso uddissa pabbajito, ko vā te satthā, kassa vā tvaṃ dhammaṃ rocesīti. |8| 
       
เรานั้นได้ยั้งคิดว่า ยังเป็นกาลไม่สมควรจะถามภิกษุรูปนี้ เพราะท่านยังกำลังเข้าละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต  ผิฉะนั้น เราพึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลังๆ เพราะเป็นทางอันผู้มุ่งประโยชน์ทั้งหลายจะต้องสนใจ ลำดับนั้น พระอัสสชิเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ถือบิณฑบาตกลับไปแล้ว  ต่อมา เราได้เข้าไปหาพระอัสสชิ ครั้นถึงแล้ว ได้พูดปราศรัยกับพระอัสสชิ ครั้นผ่านการพูดปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เรายืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคำนี้ต่อพระอัสสชิว่า  อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ขอรับ? 
“อามาวุโส อมตํ อธิคโต”ติ.  “ยถากถํ ปน ตฺวํ อาวุโส อมตํ อธิคโต”ติ?  “อิธาหํ อาวุโส อทฺทสํ อสฺสชึ ภิกฺขุํ ราชคเห ปิณฺฑาย จรนฺตํ ปาสาทิเกน อภิกฺกนฺเตน ปฏิกฺกนฺเตน อาโลกิเตน วิโลกิเตน สมิญฺชิเตน ปสาริเตน โอกฺขิตฺตจกฺขุํ อิริยาปถสมฺปนฺนํ. ทิสฺวาน เม เอตทโหสิ ‘  เย วต โลเก อรหนฺโต วา อรหตฺตมคฺคํ วา สมาปนฺนา อยํ เตสํ ภิกฺขุ อญฺญตโร. ยํนูนาหํ อิมํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺเฉยฺยํ 
atth’ āvuso mahāsamaṇo Sakyaputto Sakyakulā pabbajito, tāhaṃ bhagavantaṃ uddissa pabbajito, so ca me bhagavā satthā, tassa cāhaṃ bhagavato dhammaṃ rocemīti.  kiṃvādī panāyasmato satthā kimakkhāyīti.  ahaṃ kho āvuso navo acirapabbajito adhunāgato imaṃ dhammavinayaṃ, na t’ āhaṃ sakkomi vitthārena dhammaṃ desetuṃ, api ca te saṃkhittena atthaṃ vakkhāmīti.  appaṃ vā bahuṃ vā bhāsassu, atthaṃ yeva me brūhi, atthen’ eva me attho, kiṃ kāhasi vyañjanaṃ bahun ti. |9| 
      "But I will tell you in short what it means." 
พระอัสสชิตอบว่า มีอยู่ ท่าน พระมหาสมณะศากยบุตรเสด็จออกทรงผนวชจากศากยตระกูล เราบวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น  เราได้ถามพระอัสสชิต่อไปว่า ก็พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร แนะนำอย่างไร?  พระอัสสชิตอบว่า เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านได้กว้างขวาง แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อ  เราได้เรียนว่า น้อยหรือมาก นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียว ท่านจักทำพยัญชนะให้มากทำไม. 
กํสิ ตฺวํ อาวุโส อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต โก วา เต สตฺถา กสฺส วา ตฺวํ ธมฺมํ โรเจสี”’ติ.  ตสฺส มยฺหํ อาวุโส เอตทโหสิ “อกาโล โข อิมํ ภิกฺขุํ ปุจฺฉิตุํ อนฺตรฆรํ ปวิฏฺโฐ ปิณฺฑาย จรติ  ยํนูนาหํ อิมํ ภิกฺขุํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺเธยฺยํ อตฺถิเกหิ อุปญฺญาตํ มคฺค”นฺติ. อถ โข อาวุโส อสฺสชิ ภิกฺขุ ราชคเห ปิณฺฑาย จริตฺวา ปิณฺฑปาตํ อาทาย ปฏิกฺกมิ.  อถ ขฺวาหํ อาวุโส เยน อสฺสชิ ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมึ อุปสงฺกมิตฺวา อสฺสชินา ภิกฺขุนา สทฺธึ สมฺโมทึ สมฺโมทนียํ กถํ สารณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสึ. เอกมนฺตํ ฐิโต โข อหํ อาวุโส อสฺสชึ ภิกฺขุํ เอตทโวจํ 
atha kho āvuso Assaji bhikkhu imaṃ dhammapariyāyaṃ abhāsi:  ye dhammā hetuppabhavā tesaṃ hetuṃ tathāgato āha tesañ ca yo nirodho evaṃvādī mahāsamaṇo ’ti.  atha kho Moggallānassa paribbājakassa imaṃ dhammapari-(42)yāyaṃ sutvā virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhamman ti.  es’ eva dhammo yadi tāvad eva paccavyathā padam asokaṃ adiṭṭhaṃ {abbhatītaṃ} bahukehi kappanahutehīti. |10| 
'"Tell me much or little as you like, but be sure to tell me the spirit (of the doctrine); I want but the spirit; why do you make so much of the letter?"  'Then, friend, the Bhikkhu Assagi pronounced the following Dhamma sentence:  "Of all objects which proceed from a cause, the Tathâgata has explained the cause, and He has explained their cessation also; this is the doctrine of the great Samana."'  And the paribbâgaka Moggallâna, after having heard (&c., as in § 5, down to the end). 
[๖๘] ผู้มีอายุ ครั้งนั้น พระอัสสชิได้กล่าวธรรมปริยายนี้ ว่าดังนี้:-  ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้.  โมคคัลลานปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม [๖๙] ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา ได้เกิดขึ้นแก่โมคคัลลานปริพาชก  ธรรมนี้แหละถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น ท่านทั้งหลายจงแทงตลอดบทอันหาความโศกมิได้ บทอันหาความโศกมิได้นี้ พวกเรายังไม่เห็น ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัลป์. 
“วิปฺปสนฺนานิ โข เต อาวุโส อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต. ‘กํสิ ตฺวํ อาวุโส อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต โก วา เต สตฺถา กสฺส วา ตฺวํ ธมฺมํ โรเจสี”’ติ?  ‘อตฺถาวุโส มหาสมโณ สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต ตาหํ ภควนฺตํ อุทฺทิสฺส ปพฺพชิโต โส จ เม ภควา สตฺถา ตสฺส จาหํ ภควโต ธมฺมํ โรเจมี’ติ.  ‘กึวาที ปนายสฺมโต สตฺถา กิมกฺขายี’ติ  ‘อหํ โข อาวุโส นโว อจิรปพฺพชิโต อธุนาคโต อิมํ ธมฺมวินยํ น ตาหํ สกฺโกมิ วิตฺถาเรน ธมฺมํ เทเสตุํ อปิ จ เต สํขิตฺเตน อตฺถํ วกฺขามี”’ติ อถ ขฺวาหํ อาวุโส อสฺสชึ ภิกฺขุํ เอตทโวจํ “โหตุ อาวุโส 
||23|| 
 
อปฺปํ วา พหุํ วา ภาสสฺสุ อตฺถํเยว เม พฺรูหิ. อตฺเถเนว เม อตฺโถ กึ กาหสิ พฺยญฺชนํ พหุ”นฺติฯ 
atha kho Moggallāno paribbājako Sāriputtaṃ paribbājakaṃ etad avoca: gacchāma mayaṃ āvuso bhagavato santike, so no bhagavā satthā ’ti.  imāni kho āvuso aḍḍhateyyāni paribbājakasatāni amhe nissāya amhe sampassantā idha viharanti, te pi tāva apalokāma, yathā te maññissanti, tathā karissantīti.  atha kho Sāriputtamoggallānā yena te paribbājakā ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā te paribbājake etad avocuṃ: gacchāma mayaṃ āvuso bhagavato santike, so no bhagavā satthā ’ti.  mayaṃ āyasmante nissāya āyasmante sampassantā idha viharāma, sace āyasmantā mahāsamaṇe brahmacariyaṃ carissanti, sabbeva mayaṃ mahāsamaṇe brahmacariyaṃ carissāmā ’ti. |1| 
Then the paribbâgaka Moggallâna said to the paribbâgaka Sâriputta: 'Let us go, friend, and join the Blessed One; that He, the Blessed One, may be our teacher.'  (Sâriputta replied): 'It is on our account, friend; that these two hundred and fifty paribbâgakas live here (as followers of Sañgaya), and it is we whom they regard; let us first inform them also of our intention; then they may do what they think fit.'  Then Sâriputta and Moggallâna went to the place where those paribbâgakas were; having approached them, they said to the paribbâgakas: 'Friends, we are going to join the Blessed One; that He, the Blessed One, may be our teacher.' 
สองสหายอำลาอาจารย์ [๗๐] ครั้งนั้น โมคคัลลานปริพาชกได้กล่าวชักชวนสารีบุตรปริพาชกว่า ผู้มีอายุ เราพากันไปสำนักพระผู้มีพระภาคเถิด เพราะพระผู้มีพระภาคนั้นเป็นพระศาสดาของเรา.  สารีบุตรปริพาชกกล่าวว่า ผู้มีอายุ ปริพาชก ๒๕๐ คนนี้อาศัยเรา เห็นแก่เรา จึงอยู่ในสำนักนี้ เราจงบอกกล่าวพวกนั้นก่อน พวกนั้นจักทำตามที่เข้าใจ.  ลำดับนั้น สารีบุตรโมคคัลลานะพากันเข้าไปหาปริพาชกเหล่านั้น ครั้นถึงแล้วได้กล่าวคำนี้ต่อพวกปริพาชกนั้นว่า ท่านทั้งหลาย เราจะไปในสำนักพระผู้มีพระภาค เพราะพระผู้มีพระภาคนั้นเป็นพระศาสดาของเรา.  พวกปริพาชกตอบว่า พวกข้าพเจ้าอาศัยท่าน เห็นแก่ท่านจึงอยู่ในสำนักนี้ ถ้าท่านจักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ พวกข้าพเจ้าทั้งหมด ก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะด้วย. 
อถ โข อาวุโส อสฺสชิ ภิกฺขุ อิมํ ธมฺมปริยายํ อภาสิ  “เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห. เตสญฺจ โย นิโรโธ เอวํวาที มหาสมโณ”ติฯ  อถ โข โมคฺคลฺลานสฺส ปริพฺพาชกสฺส อิมํ ธมฺมปริยายํ สุตฺวา วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ.  เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว ปจฺจพฺยตฺถ ปทมโสกํ. อทิฏฺฐํ อพฺภตีตํ พหุเกหิ กปฺปนหุเตหีติฯ 
atha kho Sāriputtamoggallānā yena Sañjayo paribbājako ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā Sañjayaṃ paribbājakaṃ etad avocuṃ:  gacchāma mayaṃ āvuso bhagavato santike, so no bhagavā satthā ’ti.  alaṃ āvuso mā agamittha, sabbeva tayo imaṃ gaṇaṃ pariharissāmā ’ti.  dutiyam pi kho --la-- tatiyam pi kho Sāriputtamoggallānā Sañjayaṃ paribbājakaṃ etad avocuṃ: gacchāma mayaṃ āvuso bhagavato santike, so no bhagavā satthā ’ti.  alaṃ avuso mā agamittha, sabbeva tayo imaṃ gaṇaṃ pariharissāmā ’ti. |2| 
(The paribbâgakas replied): 'It is on your account, Sirs, that we live here, and it is you whom we regard; if you, Sirs, are about to place yourselves under the spiritual direction of the great Samana, we all will place ourselves also under the spiritual direction of the great Samana.'  Then Sâriputta and Moggallâna went to the place where the paribbâgaka Sañgaya was; having approached him, they said to the paribbâgaka Sañgaya:  'Friend, we are going to join the Blessed One; that He, the Blessed One, may be our teacher.'  (Sañgaya replied): 'Nay, friends, do not go; let us all three share in the leadership of this body (of disciples).'  And a second time Sâriputta and Moggallâna said, &c. And a third time Sâriputta and Moggallâna said, &c. (And a third time he replied): 
ต่อมา สารีบุตรโมคคัลลานะได้พากันเข้าไปหาท่านสญชัยปริพาชก ครั้นถึงแล้วได้เรียนว่า  ท่านขอรับ พวกกระผมจะไปในสำนักพระผู้มีพระภาค เพราะพระผู้มีพระภาคนั้นเป็นพระศาสดาของพวกกระผม  สญชัยปริพาชกพูดห้ามว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลาย อย่าไปเลย เราทั้งหมด ๓ คน จักช่วยกันบริหารคณะนี้.  แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่สาม สารีบุตรโมคคัลลานะได้กล่าวคำนี้ต่อสญชัยปริพาชกว่า ท่านขอรับ พวกกระผมจะไปในสำนักพระผู้มีพระภาค เพราะพระผู้มีพระภาคนั้นเป็นพระศาสดาของพวกกระผม.  สญชัยปริพาชกพูดห้ามว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลาย อย่าไปเลย เราทั้งหมด ๓ คน จักช่วยกันบริหารคณะนี้. 
    ๖๒. อถ โข โมคฺคลฺลาโน ปริพฺพาชโก สาริปุตฺตํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจ “คจฺฉาม มยํ อาวุโส ภควโต สนฺติเก โส โน ภควา สตฺถา”ติ.  “อิมานิ โข อาวุโส อฑฺฒเตยฺยานิ ปริพฺพาชกสตานิ อมฺเห นิสฺสาย อมฺเห สมฺปสฺสนฺตา อิธ วิหรนฺติ เตปิ ตาว อปโลเกม . ยถา เต มญฺญิสฺสนฺติ ตถา เต กริสฺสนฺตี”ติ.  อถ โข สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานา เยน เต ปริพฺพาชกา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา เต ปริพฺพาชเก เอตทโวจุํ “คจฺฉาม มยํ อาวุโส ภควโต สนฺติเก โส โน ภควา สตฺถา”ติ. 
atha kho Sāriputtamoggallānā tāni aḍḍhateyyāni paribbājakasatāni ādāya yena Veḷuvanaṃ ten’ upasaṃkamiṃsu, Sañjayassa pana paribbājakassa tatth’ eva uṇhaṃ lohitaṃ mukhato uggacchi.  addasa kho bhagavā te Sāriputtamoggallāne dūrato ’va āgacchante, disvāna bhikkhū āmantesi:  ete bhikkhave dve sahāyakā āgacchanti Kolito Upatisso ca, etaṃ me sāvakayugaṃ bhavissati aggaṃ bhaddayugan ti.  gambhīre ñāṇavisaye anuttare upadhisaṃkhaye vimutte anuppatte Veḷuvanaṃ atha ne satthā vyākāsi:  ete dve sahāyakā āgacchanti Kolito Upatisso ca, etaṃ me sāvakayugaṃ bhavissati aggaṃ bhaddayugan ti. |3| 
'Nay, friends, do not go; let us all three share in the leadership of this body (of disciples).'  But Sâriputta and Moggallâna took with them those two hundred and fifty paribbâgakas and went to the Veluvana. But the paribbâgaka Sañgaya began, on the spot, to vomit hot blood from his mouth.  And the Blessed One saw them, Sâriputta and Moggallâna, coming from afar; on seeing them he thus addressed the Bhikkhus:  'There, O Bhikkhus, two companions arrive, Kolita and U patissa; these will be a pair of (true) pupils, a most distinguished, auspicious pair.  When (Sâriputta and Moggallâna), who had reached emancipation in the perfect destruction of the substrata (of existence), which is a profound subject accessible only to knowledge, came to the Veluvana, the Teacher, who saw them, foretold about them: 
ครั้งนั้น สารีบุตรโมคคัลลานะพาปริพาชก ๒๕๐ คนนั้น มุ่งไปทางที่จะไปพระวิหารเวฬุวัน. ก็โลหิตร้อนได้พุ่งออกจากปากสญชัยปริพาชกในที่นั้นเอง.  ทรงพยากรณ์พระอัครสาวก [๗๑] พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นสารีบุตรโมคคัลลานะมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย สหายสองคนนั้น คือโกลิตะ และอุปติสสะกำลังมานั่น จักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญชั้นเยี่ยมของเรา  ก็สหายสองคนนั้นพ้นวิเศษแล้ว ในธรรมอันเป็นที่สิ้นอุปธิ อันยอดเยี่ยม มีญาณวิสัยอันลึกซึ้งยังมาไม่ทันถึงพระวิหารเวฬุวัน พระศาสดาทรงพยากรณ์ ว่าดังนี้  สหายสองคนนี้คือ โกลิตะและอุปติสสะกำลังมานั่น จักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญชั้นเยี่ยมของเรา. 
“มยํ อายสฺมนฺเต นิสฺสาย อายสฺมนฺเต สมฺปสฺสนฺตา อิธ วิหราม สเจ อายสฺมนฺตา มหาสมเณ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสนฺติ สพฺเพว มยํ มหาสมเณ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามา”ติ.  อถ โข สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานา เยน สญฺจโย ปริพฺพาชโก เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา สญฺจยํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจุํ  “คจฺฉาม มยํ อาวุโส ภควโต สนฺติเก โส โน ภควา สตฺถา”ติ.  “อลํ อาวุโส มา อคมิตฺถ สพฺเพว ตโย อิมํ คณํ ปริหริสฺสามา”ติ.  ทุติยมฺปิ โขฯเปฯ ตติยมฺปิ โข สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานา สญฺจยํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจุํ “คจฺฉาม มยํ อาวุโส ภควโต สนฺติเก โส โน ภควา สตฺถา”ติ. 
atha kho Sāriputtamoggallānā yena bhagavā (43) ten’ upasaṃkamiṃsu, upasaṃkamitvā bhagavato pādesu sirasā nipatitvā bhagavantaṃ etad avocuṃ: labheyyāma mayaṃ bhante bhagavato santike pabbajjaṃ, labheyyāma upasampadan ti. etha bhikkhavo ’ti bhagavā avoca, svākkhāto dhammo, caratha brahmacariyaṃ sammā dukkhassa antakiriyāyā ’ti.  sā ’va tesaṃ āyasmantānaṃ upasampadā ahosi. |4| 
'These two companions who are now coming--Kolita and Upatissa--these will be a pair of (true) pupils, a most distinguished, auspicious pair.'  Then Sâriputta and Moggallâna went to the place where the Blessed One was; having approached him, they prostrated thernselves, inclining their heads to the feet of the Blessed One, and said to the Blessed One: 'Lord, let us receive the pabbaggâ and upasampadâ ordinations from the Blessed One.' 'Come, O Bhikkhus,' said the Blessed One, 'well taught is the doctrine; lead a holy life for the sake of the complete extinction of suffering.' 
เข้าเฝ้าทูลขอบรรพชาอุปสมบท [๗๒] ครั้งนั้น สารีบุตรโมคคัลลานะได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงแล้ว ได้ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า ขอพวกข้าพระพุทธเจ้า พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.  พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. 
“อลํ อาวุโส มา อคมิตฺถ สพฺเพว ตโย อิมํ คณํ ปริหริสฺสามา”ติ.  อถ โข สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานา ตานิ อฑฺฒเตยฺยานิ ปริพฺพาชกสตานิ อาทาย เยน เวฬุวนํ เตนุปสงฺกมึสุ. สญฺจยสฺส ปน ปริพฺพาชกสฺส ตตฺเถว อุณฺหํ โลหิตํ มุขโต อุคฺคญฺฉิ. 
tena kho pana samayena abhiññātā-abhiññātā Māgadhikā kulaputtā bhagavati brahmacariyaṃ caranti.  manussā ujjhāyanti khīyanti vipācenti: aputtakatāya paṭipanno samaṇo Gotamo, vedhavyāya paṭipanno samaṇo Gotamo, kulupacchedāya paṭipanno samaṇo Gotamo.  idāni anena jaṭilasahassaṃ pabbājitaṃ, imāni ca aḍḍhateyyāni paribbājakasatāni Sañjayāni pabbājitāni, ime ca abhiññātā-abhiññātā Māgadhikā kulaputtā samaṇe Gotame brahmacariyaṃ carantīti.  api ’ssu bhikkhū disvā imāya gāthāya codenti: āgato kho mahāsamaṇo Magadhānaṃ Giribbajaṃ sabbe Sañjaye netvāna, kaṃ su dāni nayissatīti. |5| 
Thus these venerable persons received the upasampadâ ordination.  At that time many distinguished young Magadha noblemen led a religious life under the direction of the Blessed One.  The people were annoyed, murmured, and became angry (saying),  'The Samana Gotama causes fathers to beget no sons; the Samana Gotama causes wives to become widows; the Samana Gotama causes families to become extinct. Now he has ordained one thousand Gatilas, and he has ordained these two hundred and fifty paribbâgakas who were followers of Sañgaya; and these many distingtiished young Magadha noblemen are now leading a religious life under the direction of the Samana Gotama.' 
เสียงติเตียน [๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียงๆ พากันประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค.  ประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะโคดมปฏิบัติเพื่อให้ชายไม่มีบุตร พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อให้หญิงเป็นหม้าย พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อตัดสกุล  บัดนี้ พระสมณโคดมให้ชฎิลพันรูปบวชแล้ว และให้ปริพาชกศิษย์ของท่านสญชัย ๒๕๐ คนนี้บวชแล้ว และกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียงๆ พากันประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดม.  อนึ่ง ประชาชนได้เห็นภิกษุทั้งหลายแล้วได้โจทย์ด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:- พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครคอกเขาของชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัยทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำใครไปอีกเล่า. 
อทฺทสา โข ภควา สาริปุตฺตโมคฺคลฺลาเน ทูรโตว อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวาน ภิกฺขู อามนฺเตสิ  “เอเต ภิกฺขเว ทฺเว สหายกา อาคจฺฉนฺติ โกลิโต อุปติสฺโส จ. เอตํ เม สาวกยุคํ ภวิสฺสติ อคฺคํ ภทฺทยุค”นฺติ.  คมฺภีเร ญาณวิสเย อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย. วิมุตฺเต อปฺปตฺเต เวฬุวนํ อถ เน สตฺถา พฺยากาสิฯ  เอเต ทฺเว สหายกา อาคจฺฉนฺติ โกลิโต อุปติสฺโส จ. เอตํ เม สาวกยุคํ ภวิสฺสติ อคฺคํ ภทฺทยุคนฺติฯ 
assosuṃ kho bhikkhū tesaṃ manussānaṃ ujjhāyantānaṃ khīyantānaṃ vipācentānaṃ.  atha kho te bhikkhū bhagavato etam atthaṃ ārocesuṃ. na bhikkhave so saddo ciraṃ bhavissati, sattāham eva bhavissati, sattāhassa accayena antaradhāyissati. tena hi bhikkhave ye tumhe imāya gāthāya codenti:  āgato kho mahāsamaṇo Magadhānaṃ Giribbajaṃ sabbe Sañjaye netvāna, kaṃ su dāni nayissatīti,  te tumhe imāya gāthāya paṭicodetha: nayanti ve mahāvīrā saddhammena tathāgatā, dhammena nayamānānaṃ kā usuyyā vijānatan ti. |6| 
And moreover, when they saw the Bhikkhus, they reviled them in the following stanza: 'The great Samana has come to Giribbaga (i.e. Râgagaha) of the Magadha people, leading with hi in all the follawers of Sañgaya; who will be the next to be led by him?'  Some Bhikkhus heard those people that were annoyed, murmured, and had hecome angry; these Bhikkhus told this thing to the Blessed One.  (He replied): 'This noise, O Bhikkhus, will not last long; it will last only seven days; after seven days it will he over. And if they revile you, O Bhikkhus, in this stanza:  "The great Samana has come, &c.," 
[๗๔] ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงนั้นจักอยู่ไม่ได้นาน จักอยู่ได้เพียง๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วันก็จักหายไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าชนเหล่าใดกล่าวหาต่อพวกเธอ ด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:-  พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครคอกเขาของชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัยทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำใครไปอีกเล่า.  [๗๕] พวกเธอจงกล่าวโต้ตอบต่อชนเหล่านั้น ด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:- พระตถาคตทั้งหลายผู้แกล้วกล้ามาก ย่อมทรงนำชนทั้งหลายไปด้วยพระสัทธรรม เมื่อชนทั้งหลายอันพระองค์ทรงนำไปอยู่โดยธรรม ผู้เข้าใจอย่างนี้จะริษยาทำไม. 
อถ โข สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ “ลเภยฺยาม มยํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยาม อุปสมฺปท”นฺติ. “เอถ ภิกฺขโว”ติ ภควา อโวจ “สฺวากฺขาโต ธมฺโม จรถ พฺรหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายา”ติ.  สาว เตสํ อายสฺมนฺตานํ อุปสมฺปทา อโหสิ. (อภิญฺญาตานํ ปพฺพชฺชา)  ๖๓. เตน โข ปน สมเยน อภิญฺญาตา อภิญฺญาตา มาคธิกา กุลปุตฺตา ภควติ พฺรหฺมจริยํ จรนฺติ.  มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ อปุตฺตกตาย ปฏิปนฺโน สมโณ โคตโม เวธพฺยาย ปฏิปนฺโน สมโณ โคตโม กุลุปจฺเฉทาย ปฏิปนฺโน สมโณ โคตโม 
tena kho pana samayena manussā bhikkhū disvā imāya gāthāya codenti:  āgato kho mahāsamaṇo Magadhānaṃ Giribbajaṃ sabbe Sañjaye netvāna, kaṃ su dāni nayissatīti.  bhikkhū te manusse imāya gāthāya paṭicodenti: nayanti ve mahāvīrā saddhammena tathāgatā, dhammena nayamānānaṃ kā usuyyā vijānatan ti.  (44) manussā dhammena kira samaṇā Sakyaputtiyā nenti no adhammenā ’ti sattāham eva so saddo ahosi, sattāhassa accayena antaradhāyi. |7| 
you should reply to the revilers in the following stanza: "It is by means of the true doctrine that the great heroes, the Tathâgatas, lead men. Who will murmur at the wise, who lead men by the power of the Truth?"'  At that time the people, when seeing the Bhikkhus, reviled them in the following stanza:  'The great Samana has come, &c.'  Then the Bhikkhus replied to the revilers in the following stanza: 'It is by means of the true doctrine, &c.' 
ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนทั้งหลายได้เห็นภิกษุทั้งหลายแล้ว ย่อมกล่าวหาด้วยคาถานี้ว่าดังนี้:-  พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครคอกเขาของชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัยทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำใครไปอีกเล่า.  ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวโต้ตอบต่อประชาชนพวกนั้น ด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:- พระตถาคตทั้งหลายผู้แกล้วกล้ามาก ย่อมทรงนำชนทั้งหลายไปด้วยพระสัทธรรม เมื่อชนทั้งหลายอันพระองค์ทรงนำไปอยู่โดยธรรม ผู้เข้าใจอย่างนี้จะริษยาทำไม.  [๗๖] ประชาชนกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทรงนำชนทั้งหลายไปโดยธรรม ไม่ทรงนำไปโดยอธรรม. เสียงนั้นได้มีเพียง ๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วันก็หายไป. 
อิทานิ อเนน ชฏิลสหสฺสํ ปพฺพาชิตํ อิมานิ จ อฑฺฒเตยฺยานิ ปริพฺพาชกสตานิ สญฺจยานิ ปพฺพาชิตานิ. อิเม จ อภิญฺญาตา อภิญฺญาตา มาคธิกา กุลปุตฺตา สมเณ โคตเม พฺรหฺมจริยํ จรนฺตีติ.  อปิสฺสุ ภิกฺขู ทิสฺวา อิมาย คาถาย โจเทนฺติ “อาคโต โข มหาสมโณ มาคธานํ คิริพฺพชํ. สพฺเพ สญฺจเย เนตฺวาน กํสุ ทานิ นยิสฺสตี”ติฯ  อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขิยฺยนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ.  อถ โข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํฯเปฯ น ภิกฺขเว โส สทฺโท จิรํ ภวิสฺสติ สตฺตาหเมว ภวิสฺสติ สตฺตาหสฺส อจฺจเยน อนฺตรธายิสฺสติ. เตน หิ ภิกฺขเว เย ตุมฺเห อิมาย คาถาย โจเทนฺติ 
Sāriputtamoggallānapabbajjā niṭṭhitā. ||24|| 
Then the people understood: 'It is by truth, and not by wrong, that the Sakyaputtiya Samanas lead men;' and thus that noise lasted only seven days, and after seven days it was over. 
พระสารีบุตรพระโมคคัลลานะบรรพชา จบ. 
“อาคโต โข มหาสมโณ มาคธานํ คิริพฺพชํ. สพฺเพ สญฺจเย เนตฺวาน กํสุ ทานิ นยิสฺสตี”ติฯ 
catutthakabhāṇavāraṃ niṭṭhitaṃ. 
Here ends the narration of the ordination of Sâriputta and Moggallâna. 
จตุตถภาณวาร จบ 
เต ตุมฺเห อิมาย คาถาย ปฏิโจเทถ “นยนฺติ เว มหาวีรา สทฺธมฺเมน ตถาคตา. ธมฺเมน นยมานานํ กา อุสูยา วิชานต”นฺติฯ 
tena kho pana samayena bhikkhū anupajjhāyakā anovadiyamānā ananusāsiyamānā dunnivatthā duppārutā anākappasampannā piṇḍāya caranti.  te manussānaṃ bhuñjamānānaṃ upari bhojane pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmenti, upari khādaniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmenti, upari sāyaniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmenti, upari pāniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmenti, sāmaṃ sūpam pi odanam pi viññāpetvā bhuñjanti, bhattagge pi uccāsaddā mahāsaddā viharanti. |1| 
End of the fourth Bhânavâra.  At that time some Bhikkhus, as they had no upagghâyas (preceptors) and received no exhortation and instruction, went on their rounds for alms wearing improper under and upper garments (or, wearing their under and upper garments improperly), and in an improper attire. 
ต้นเหตุอุปัชฌายวัตร [๗๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายไม่มีอุปัชฌาย์ ไม่มีใครตักเตือน ไม่มีใครพร่ำสอน ย่อมนุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควร เที่ยวบิณฑบาต  เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ย่อมน้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่. 
เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา ภิกฺขู ทิสฺวา อิมาย คาถาย โจเทนฺติ  “อาคโต โข มหาสมโณ มาคธานํ คิริพฺพชํ. สพฺเพ สญฺจเย เนตฺวาน กํสุ ทานิ นยิสฺสตี”ติฯ 
manussā ujjhāyanti khīyanti vipācenti: kathaṃ hi nāma samaṇā Sakyaputtiyā dunnivatthā duppārutā anākappasampannā piṇḍāya carissanti, manussānaṃ bhuñjamānānaṃ upari bhojane pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti, upari khādaniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti, upari sāyaniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti, upari pāniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti, sāmaṃ sūpam pi odanam pi viññāpetvā bhuñjissanti, bhattagge pi uccāsaddā mahāsaddā viharissanti, seyyathāpi brāhmaṇā brāhmaṇabhojane ’ti. |2| 
While people were eating, they held out their alms-bowls in which were leavings of food, over the hard food (which the people were eating), and held them out over soft food, and held them out over savoury food, and held them out over drinks. They asked for soup and boiled rice themselves, and ate it; in the dining halls they made a great and loud noise. 
คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควร เที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ได้น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ได้เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ เหมือนพวกพราหมณ์ในสถานที่เลี้ยงพราหมณ์ฉะนั้น. 
ภิกฺขู เต มนุสฺเส อิมาย คาถาย ปฏิโจเทนฺติ “นยนฺติ เว มหาวีรา สทฺธมฺเมน ตถาคตา. ธมฺเมน นยมานานํ กา อุสูยา วิชานต”นฺติฯ 
assosuṃ kho bhikkhū tesaṃ manussānaṃ ujjhāyantānaṃ khīyantānaṃ vipācentānaṃ.  ye te bhikkhū appicchā santuṭṭhā lajjino kukkuccakā sikkhākāmā, te ujjhāyanti khīyanti vipācenti:  kathaṃ hi nāma bhikkhū dunnivatthā duppārutā anākappasampannā piṇḍāya carissanti, manussānaṃ bhuñjamānānaṃ upari bhojane pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti, upari khādaniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti, upari sāyaniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti, upari pāniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti, sāmaṃ sūpam pi odanam pi viññāpetvā bhuñjissanti, bhattagge pi uccāsaddā mahāsaddā viharissantīti. |3| 
The people were annoyed, murmured, and became angry (saying), 'How can the Sakyaputtiya Samanas go on their rounds for alms wearing improper under and upper garments, . . . . (&c., as in § 1, down to drinks)? How can they make so great and loud a noise in the dining halls? They behave like Brâhmanas at the dinners given to them.'  Some Bhikkhus heard those people that were annoyed, murmured, and had become angry.  Those Bhikkhus who were moderate, frugal, modest, conscientious, anxious for training, were annoyed, murmured, and became angry: 
[๗๘] ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่.  บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า  ไฉนภิกษุทั้งหลาย จึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควร เที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ได้น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้างด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ได้เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ 
มนุสฺสา ธมฺเมน กิร สมณา สกฺยปุตฺติยา เนนฺติ โน อธมฺเมนาติ สตฺตาหเมว โส สทฺโท อโหสิ สตฺตาหสฺส อจฺจเยน อนฺตรธายิ.  สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานปพฺพชฺชากถา นิฏฺฐิตา.  จตุตฺถภาณวาโร นิฏฺฐิโต. 
atha kho te bhikkhū bhagavato etam atthaṃ ārocesuṃ.  atha kho bhagavā etasmiṃ nidāne etasmiṃ pakaraṇe bhikkhusaṃghaṃ sannipātāpetvā bhikkhū paṭipucchi:  saccaṃ kira bhikkhave bhikkhū dunnivatthā duppārutā anākappasampannā piṇḍāya caranti manussānaṃ bhuñjamānānaṃ (45) upari bhojane pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmenti, upari khādaniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmenti, upari sāyaniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmenti, upari pāniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmenti, sāmaṃ sūpam pi odanam pi viññāpetvā bhuñjanti, bhattagge pi uccāsaddā mahāsaddā viharantīti.  saccaṃ bhagavā. |4| 
'How can the Bhikkhus go on their rounds for alms wearing improper under and upper garments, &c.? How can they make so great and loud a noise in the dining halls?'  These Bhikkhus told this thing to the Blessed One.  In consequence of that and on this occasion the Blessed One, having ordered the fraternity of Bhikkhus to assemble, questioned the Bhikkhus:  'Is it true, O Bhikkhus, that some Bhikkhus go on their rounds, . . . . (&c., down to), that they make a great and loud noise in the dining halls?' 
ดังนี้ แล้วกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  ประชุมภิกษุสงฆ์ทรงสอบถาม [๗๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้นในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุทั้งหลาย นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควรเที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ย่อมน้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาต เข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ จริงหรือ?  ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. 
(๑๕. อุปชฺฌายวตฺตกถา) ๖๔. เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู อนุปชฺฌายกา อนาจริยกา อโนวทิยมานา อนนุสาสิยมานา ทุนฺนิวตฺถา ทุปฺปารุตา อนากปฺปสมฺปนฺนา ปิณฺฑาย จรนฺติ  มนุสฺสานํ ภุญฺชมานานํ อุปริโภชเนปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมนฺติ อุปริขาทนีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมนฺติ อุปริสายนีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมนฺติ อุปริปานีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมนฺติ สามํ สูปมฺปิ โอทนมฺปิ วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชนฺติ ภตฺตคฺเคปิ อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา วิหรนฺติ.  มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถญฺหิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา ทุนฺนิวตฺถา ทุปฺปารุตา อนากปฺปสมฺปนฺนา ปิณฺฑาย จริสฺสนฺติ มนุสฺสานํ ภุญฺชมานานํ อุปริโภชเนปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ อุปริขาทนีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ อุปริสายนีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ อุปริปานีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ สามํ สูปมฺปิ โอทนมฺปิ วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสนฺติ ภตฺตคฺเคปิ อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา วิหริสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณา พฺราหฺมณโภชเน”ติ.  อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขิยฺยนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ. 
vigarahi buddho bhagavā: ananucchaviyaṃ bhikkhave tesaṃ moghapurisānaṃ ananulomikaṃ appaṭirūpaṃ assāmaṇakaṃ akappiyaṃ akaraṇīyaṃ.  kathaṃ hi nāma te bhikkhave moghapurisā dunnivatthā duppārutā anākappasampannā piṇḍāya carissanti, manussānaṃ bhuñjamānānaṃ upari bhojane pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti upari khādaniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti, upari sāyaniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti, upari pāniye pi uttiṭṭhapattaṃ upanāmessanti, sāmaṃ sūpam pi odanam pi viññāpetvā bhuñjissanti, bhattagge pi uccāsaddā mahāsaddā viharissanti.  n’ etaṃ bhikkhave appasannānaṃ vā pasādāya pasannānaṃ vā bhiyyobhāvāya, atha kho taṃ bhikkhave appasannānañ c’ eva appasādāya, pasannānañ ca ekaccānaṃ aññathattāyā ’ti. |5| 
'It is true, Lord.'  Then the Blessed Buddha rebuked those Bhikkhus: 'It is improper, O Bhikkhus, what these foolish persons are doing, it is unbecoming, indecent, un worthy of Samanas, unallowable, and to be avoided.  How can these foolish persons, O Bhikkhus, go on their rounds, &c.? How can they make so great and loud a noise in the dining halls? 
ทรงติเตียน // พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ  ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควรเที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ได้น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ได้เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่  ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกผู้เลื่อมใสแล้ว. 
เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา สนฺตุฏฺฐา ลชฺชิโน กุกฺกุจฺจกา สิกฺขากามา เต อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ  “กถญฺหิ นาม ภิกฺขู ทุนฺนิวตฺถา ทุปฺปารุตา อนากปฺปสมฺปนฺนา ปิณฺฑาย จริสฺสนฺติ มนุสฺสานํ ภุญฺชมานานํ อุปริโภชเนปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ อุปริขาทนีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ อุปริสายนีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ อุปริปานีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ สามํ สูปมฺปิ โอทนมฺปิ วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสนฺติ ภตฺตคฺเคปิ อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา วิหริสฺสนฺตี”ติ.  อถ โข เต ภิกฺขูฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. 
atha kho bhagavā te bhikkhū anekapariyāyena vigarahitvā dubbharatāya dupposatāya mahicchatāya asantuṭṭhiyā saṃgaṇikāya kosajjassa avaṇṇaṃ bhāsitvā anekapariyāyena subharatāya suposatāya appicchassa santuṭṭhassa sallekhassa dhutassa pāsādikassa apacayassa viriyārambhassa vaṇṇaṃ bhāsitvā bhikkhūnaṃ tadanucchavikaṃ tadanulomikaṃ dhammiṃ kathaṃ katvā bhikkhū āmantesi: anujānāmi bhikkhave upajjhāyaṃ.  upajjhāyo bhikkhave saddhivihārikamhi puttacittaṃ upaṭṭhāpessati, saddhivihāriko upajjhāyamhi pitucittaṃ upaṭṭhāpessati.  evaṃ te aññamaññaṃ sagāravā sappatissā sabhāgavuttino viharantā imasmiṃ dhammavinaye vuḍḍhiṃ virūḷhiṃ vepullaṃ āpajjissanti. |6| 
This will not do, O Bhikkhus, for converting the unconverted, and for augmenting the number of the converted; but it will result, O Bhikkhus, in the unconverted being repulsed (from the faith), and in many of the converted being estranged.'  And the Blessed One rebuked those Bhikkhus in many ways, spoke against unfrugality, ill-nature, immoderation, insatiableness, delighting in society, and indolence; spoke in many ways in praise of frugality, good-nature, of the moderate, contented, who have eradicated (sin), who have shaken off (sin), of the gracious, of the reverent, and of the energetic. And having delivered beforethe Bhikkhus a religious discourse in accordance to, and in conformity with these subjects, he thus addressed the Bhikkhus: 'I prescribe, O Bhikkhus, (that young Bhikkhus choose) an upagghâya (or preceptor).  'The upagghâya, O Bhikkhus, ought to consider the saddhivihârika (i.e. pupil) as a son; the saddhivihârika ought to consider the upagghâya as a father. 
ทรงอนุญาตอุปัชฌายะ [๘๐] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว จึงตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความกำจัด ความขัดเกลา อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอุปัชฌายะ  อุปัชฌายะจักตั้งจิตสนิทสนมในสัทธิวิหาริกฉันบุตร สัทธิวิหาริกจักตั้งจิตสนิทสนมในอุปัชฌายะฉันบิดา  เมื่อเป็นเช่นนี้ อุปัชฌายะและสัทธิวิหาริกนั้น ต่างจักมีความเคารพ ยำเกรง ประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้. 
อถ โข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา ภิกฺขู ปฏิปุจฺฉิ  “สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ภิกฺขู ทุนฺนิวตฺถา ทุปฺปารุตา อนากปฺปสมฺปนฺนา ปิณฺฑาย จรนฺติ มนุสฺสานํ ภุญฺชมานานํ อุปริ โภชเนปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมนฺติ อุปริขาทนีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมนฺติ อุปริสายนีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมนฺติ อุปริปานีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมนฺติ สามํ สูปมฺปิ โอทนมฺปิ วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชนฺติ ภตฺตคฺเคปิ อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา วิหรนฺตี”ติ?  “สจฺจํ ภควา”ติ. 
evañ ca pana bhikkhave upajjhāyo gahetabbo: ekaṃsaṃ uttarāsaṅgaṃ karitvā pāde vanditvā ukkuṭikaṃ nisīditvā añjaliṃ paggahetvā evam assa vacanīyo:  upajjhāyo me bhante hohi, upajjhāyo me bhante hohi, {upajjhāyo} me bhante hohīti.  sāhū ’ti vā, lahū ’ti vā, opāyikan ti vā, paṭirūpan ti vā, pāsādikena sampādehīti vā kāyena viññāpeti, vācāya viññāpeti, kāyena vācāya viññāpeti, gahito hoti upajjhāyo, na kāyena viññāpeti, na vācāya viññā-(46)peti, na kāyenavācāya viññāpeti, na gahito hoti upajjhāyo. |7| 
Thus these two, united by mutual reverence, confidence, and communion of life, will progress, advance, and reach a high stage in this doctrine and discipline.  'And let them choose, O Bhikkhus, an upagghâya in this way: Let him (who is going to choose an upagghâya) adjust his upper robe so as to cover one shoulder, salute the feet (of the intended upagghâya), sit down squatting, raise his joined hands, and say:  "Venerable Sir, be my upagghâya; venerable Sir, be my upagghâya; venerable Sir, be my upagghâya." 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสัทธิวิหาริกพึงถืออุปัชฌายะอย่างนี้.(วิธีถืออุปัชฌายะ) สิทธิวิหาริกนั้น พึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้า นั่งกระหย่ง ประคองอัญชลีแล้วกล่าวคำอย่างนี้ ๓ หน  ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌายะของข้าพเจ้า, ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌายะของข้าพเจ้า, ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌายะของข้าพเจ้า.  อุปัชฌายะรับว่า ดีละ เบาใจละ ชอบแก่อุบายละ สมควรละ หรือรับว่า จงยังความปฏิบัติให้ถึงพร้อมด้วยอาการอันน่าเลื่อมใสเถิด ดังนี้ก็ได้ รับด้วยกาย รับด้วยวาจา รับด้วยกายด้วยวาจาก็ได้ เป็นอันสัทธิวิหาริกถืออุปัชฌายะแล้ว ไม่รับด้วยกาย ไม่รับด้วยวาจา ไม่รับด้วยทั้งกายและวาจา ไม่เป็นอันสิทธิวิหาริกถืออุปัชฌายะ. 
วิครหิ พุทฺโธ ภควา “อนนุจฺฉวิกํ ภิกฺขเว เตสํ โมฆปุริสานํ อนนุโลมิกํ อปฺปติรูปํ อสฺสามณกํ อกปฺปิยํ อกรณียํ.  กถญฺหิ นาม เต ภิกฺขเว โมฆปุริสา ทุนฺนิวตฺถา ทุปฺปารุตา อนากปฺปสมฺปนฺนา ปิณฺฑาย จริสฺสนฺติ มนุสฺสานํ ภุญฺชมานานํ อุปริโภชเนปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ อุปริขาทนีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ อุปริสายนีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ อุปริปานีเยปิ อุตฺติฏฺฐปตฺตํ อุปนาเมสฺสนฺติ สามํ สูปมฺปิ โอทนมฺปิ วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชิสฺสนฺติ ภตฺตคฺเคปิ อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา วิหริสฺสนฺติ.  เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย. อถ ขฺเวตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานญฺเจว อปฺปสาทาย ปสนฺนานญฺจ เอกจฺจานํ อญฺญถตฺตายา”ติ. 
saddhivihārikena bhikkhave upajjhāyamhi sammāvattitabbaṃ, tatrāyaṃ sammāvattanā:  kālass’ eva uṭṭhāya upāhanā omuñcitvā ekaṃsaṃ uttarāsaṅgaṃ karitvā dantakaṭṭhaṃ dātabbaṃ, mukhodakaṃ dātabbaṃ, āsanaṃ paññāpetabbaṃ.  sace yāgu hoti, bhājanaṃ dhovitvā yāgu upanāmetabbā.  yāguṃ pītassa udakaṃ datvā bhājanaṃ paṭiggahetvā nīcaṃ katvā sādhukaṃ aparighaṃsantena dhovitvā paṭisāmetabbaṃ.  upajjhāyamhi vuṭṭhite āsanaṃ uddharitabbaṃ.  sace so deso uklāpo hoti, so deso sammajjitabbo. |8| 
(If the other answer): "Well," or, "Certainly," or, "Good," or, "All right," or, "Carry on (your work) with friendliness (towards me)," or should he express this by gesture (lit. by his body). or by word, or by gesture and word, then the upagghâya has been chosen. If he does not express this by gesture, nor by word, nor by gesture and word, the upagghâya has not been chosen.  'The saddhivihârika, O Bhikkhus, ought to observe a strict conduct towards his upagghâya. And these are the rules for his conduct:  Let him arise betimes, and having taken off his shoes and adjusted his upper robe so as to cover one shoulder, let him give (to the upagghâya) the teeth-cleanser and water to rinse his mouth with. Then let him prepare a seat (for the upagghâya).  If there is rice-milk, let him rinse the jug and offer the rice-milk (to the upagghâya).  When he has drunk it, let him give water (to the upagghâya), take the jug, hold it down, rinse it properly without (damaging it by) rubbing, and put it away.  When the upagghâya has risen, let him take away the seat. 
อุปัชฌายวัตร [๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกพึงประพฤติชอบในอุปัชฌายะ. วิธีประพฤติชอบในอุปัชฌายะนั้น มีดังต่อไปนี้:-  สัทธิวิหาริกพึงลุกแต่เช้าตรู่ ถอดรองเท้า ห่มผ้าเฉวียงบ่า แล้วถวายไม้ชำระฟัน ถวายน้ำล้างหน้า ปูอาสนะไว้  ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะแล้วน้อมยาคูเข้าไปถวาย  เมื่ออุปัชฌายะดื่มยาคูแล้ว พึงถวายน้ำ รับภาชนะมา ถือต่ำๆ อย่าให้กระทบกัน ล้างให้สะอาดแล้วเก็บไว้  เมื่ออุปัชฌายะลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ  ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย. 
อถ โข ภควา เต ภิกฺขู อเนกปริยาเยน วิครหิตฺวา ทุพฺภรตาย ทุปฺโปสตาย มหิจฺฉตาย อสนฺตุฏฺฐิตาย สงฺคณิกาย โกสชฺชสฺส อวณฺณํ ภาสิตฺวา อเนกปริยาเยน สุภรตาย สุโปสตาย อปฺปิจฺฉสฺส สนฺตุฏฺฐสฺส สลฺเลขสฺส ธุตสฺส ปาสาทิกสฺส อปจยสฺส วีริยารมฺภสฺส วณฺณํ ภาสิตฺวา ภิกฺขูนํ ตทนุจฺฉวิกํ ตทนุโลมิกํ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ๖๕. “อนุชานามิ ภิกฺขเว อุปชฺฌายํ.  อุปชฺฌาโย ภิกฺขเว สทฺธิวิหาริกมฺหิ ปุตฺตจิตฺตํ อุปฏฺฐเปสฺสติ สทฺธิวิหาริโก อุปชฺฌายมฺหิ ปิตุจิตฺตํ อุปฏฺฐเปสฺสติ.  เอวํ เต อญฺญมญฺญํ สคารวา สปฺปติสฺสา สภาควุตฺติโน วิหรนฺตา อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒิ๎ วิรุฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสนฺติ.  เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อุปชฺฌาโย คเหตพฺโพ เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา ปาเท วนฺทิตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เอวมสฺส วจนีโย  ‘อุปชฺฌาโย เม ภนฺเต โหหิ อุปชฺฌาโย เม ภนฺเต โหหิ อุปชฺฌาโย เม ภนฺเต โหหี’ติ.  สาหูติ วา ลหูติ วา โอปายิกนฺติ วา ปติรูปนฺติ วา ปาสาทิเกน สมฺปาเทหีติ วา กาเยน วิญฺญาเปติ วาจาย วิญฺญาเปติ กาเยน วาจาย วิญฺญาเปติ คหิโต โหติ อุปชฺฌาโย น กาเยน วิญฺญาเปติ น วาจาย วิญฺญาเปติ น กาเยน วาจาย วิญฺญาเปติ น คหิโต โหติ อุปชฺฌาโย. 
sace upajjhāyo gāmaṃ pavisitukāmo hoti, nivāsanaṃ dātabbaṃ, paṭinivāsanaṃ paṭiggahetabbaṃ, kāyabandhanaṃ dātabbaṃ, saguṇaṃ katvā saṃghāṭiyo dātabbā, dhovitvā patto saudako dātabbo.  sace upajjhāyo pacchāsamaṇaṃ ākaṅkhati, timaṇḍalaṃ paṭicchādentena parimaṇḍalaṃ nivāsetvā kāyabandhanaṃ bandhitvā saguṇaṃ katvā saṃghāṭiyo pārupitvā gaṇṭhikaṃ paṭimuñcitvā dhovitvā pattaṃ gahetvā upajjhāyassa pacchāsamaṇena hotabbaṃ.  nātidūre gantabbaṃ, na accāsanne gantabbaṃ.  pattapariyāpannaṃ paṭiggahetabbaṃ. |9| 
If the place is dirty, let him sweep the place.  'If the upagghâya wishes to go into the village, let (the saddhivihârika) give (to the upagghâya) his under garment, take (from him) his second under garment (i.e. his house-dress ?), give him his girdle, lay the two upper garments upon each other and give them (to the upagghâya), rinse the alms-bowl, and give it him with some water in it.  If the upagghâya wishes (to go with) an attendant Bhikkhu, let him put on his under garment so as to conceal the three circles (viz. the navel and the two knees) and as to cover the body all around; then let him put on his girdle, lay the two upper garments upon each other and put them on, tie the knots, take his alms-bowl, after having it rinsed, and follow the upagghâya as his attendant.  Let him not go too far (from the upagghâya) nor too near. 
ถ้าอุปัชฌายะประสงค์จะเข้าบ้าน พึงถวายผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงถวายประคตเอว พึงพับผ้าสังฆาฏิเป็นชั้นถวาย พึงล้างบาตรแล้วถวายพร้อมทั้งน้ำด้วย  ถ้าอุปัชฌายะปรารถนาจะให้เป็นปัจฉาสมณะ พึงปกปิดมณฑล ๓ นุ่งให้เป็นปริมณฑลแล้วคาดประคตเอว ห่มสังฆาฏิ ทำเป็นชั้น กลัดดุม ล้างบาตรแล้ว ถือไป เป็นปัจฉาสมณะของอุปัชฌายะ  ไม่พึงเดินให้ห่างนัก ไม่พึงเดินให้ชิดนัก  พึงรับวัตถุที่เนื่องในบาตร 
๖๖. “สทฺธิวิหาริเกน ภิกฺขเว อุปชฺฌายมฺหิ สมฺมา วตฺติตพฺพํ. ตตฺรายํ สมฺมาวตฺตนา  “กาลสฺเสว วุฏฺฐาย อุปาหนา โอมุญฺจิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา ทนฺตกฏฺฐํ ทาตพฺพํ มุโขทกํ ทาตพฺพํ อาสนํ ปญฺญเปตพฺพํ.  สเจ ยาคุ โหติ ภาชนํ โธวิตฺวา ยาคุ อุปนาเมตพฺพา.  ยาคุํ ปีตสฺส อุทกํ ทตฺวา ภาชนํ ปฏิคฺคเหตฺวา นีจํ กตฺวา สาธุกํ อปฺปฏิฆํสนฺเตน โธวิตฺวา ปฏิสาเมตพฺพํ. 
na upajjhāyassa bhaṇamānassa antarantarā kathā opātetabbā.  upajjhāyo āpattisāmantā bhaṇamāno nivāretabbo.  nivattantena paṭhamataraṃ āgantvā āsanaṃ paññāpetabbaṃ, pādodakaṃ pādapīṭhaṃ pādakathalikaṃ upanikkhipitabbaṃ, paccuggantvā pattacīvaraṃ paṭiggahetabbaṃ, paṭinivāsanaṃ dātabbaṃ, nivāsanaṃ paṭiggahetabbaṃ.  sace cīvaraṃ sinnaṃ hoti, muhuttaṃ uṇhe otāpetabbaṃ, na ca uṇhe cīvaraṃ nidahitabbaṃ.  cīvaraṃ saṃharitabbaṃ.  cīvaraṃ saṃharantena caturaṅgulaṃ kaṇṇaṃ ussāretvā cīvaraṃ saṃharitabbaṃ mā majjhe bhaṅgo ahosīti.  obhoge kāyabandhanaṃ kātabbaṃ.  sace piṇḍapāto hoti upajjhāyo ca bhuñjitukāmo hoti, udakaṃ datvā piṇḍapāto upanāmetabbo. |10| 
Let him take (from the upagghâya) what has been put into his alms-bowl.  'When the upagghâya speaks, let (the saddhivihârika) not interrupt him.  If the upagghâya is in danger of committing an offence by the words he says, let (the saddhivihârika) keep him back.  When (the upagghâya) turns back (from his alms-pilgrimage), let the saddhivihârika go back (to the Vihâra) before (the upagghâya), prepares seat, get water for the washing of his feet, a foot-stool, and a towel; then let him go to meet the upagghâya, take his bowl and his robe, give him his second under garment (his house-dress ?), and take his under garment.  If the robe (of the upagghâya) is wet with perspiration, let him dry it a while in a hot place, but let him not leave the robe in a hot place.  Let him fold up the robe.  When folding up the robe, let him fold it up so as to leave (every day) four inches (more than the day before) hanging over at the corners, in order that no fold may arise in the middle of it.  Let him the girdle. 
เมื่ออุปัชฌายะกำลังพูด ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง  อุปัชฌายะกล่าวถ้อยคำใกล้ต่ออาบัติ พึงห้ามเสีย  เมื่อกลับ พึงมาก่อน แล้วปูอาสนะที่นั่งฉันไว้ พึงเตรียมน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้ากระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงลุกขึ้นรับบาตรและจีวร พึงถวายผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมา.  ถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผึ่งแดดไว้ครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด  พึงพับจีวร  เมื่อพับจีวร พึงพับให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจมิให้มีรอยพับตรงกลาง  พึงทำประคตเอวไว้ในขนดอันตรวาสก.  ถ้าบิณฑบาตมี และอุปัชฌายะประสงค์จะฉัน พึงถวายน้ำ แล้วน้อมบิณฑบาตเข้าไปถวาย 
อุปชฺฌายมฺหิ วุฏฺฐิเต อาสนํ อุทฺธริตพฺพํ.  สเจ โส เทโส อุกฺลาโป โหติ โส เทโส สมฺมชฺชิตพฺโพ.  “สเจ อุปชฺฌาโย คามํ ปวิสิตุกาโม โหติ นิวาสนํ ทาตพฺพํ ปฏินิวาสนํ ปฏิคฺคเหตพฺพํ กายพนฺธนํ ทาตพฺพํ สคุณํ กตฺวา สงฺฆาฏิโย ทาตพฺพา โธวิตฺวา ปตฺโต โสทโก ทาตพฺโพ.  สเจ อุปชฺฌาโย ปจฺฉาสมณํ อากงฺขติ ติมณฺฑลํ ปฏิจฺฉาเทนฺเตน ปริมณฺฑลํ นิวาเสตฺวา กายพนฺธนํ พนฺธิตฺวา สคุณํ กตฺวา สงฺฆาฏิโย ปารุปิตฺวา คณฺฐิกํ ปฏิมุญฺจิตฺวา โธวิตฺวา ปตฺตํ คเหตฺวา อุปชฺฌายสฺส ปจฺฉาสมเณน โหตพฺพํ.  นาติทูเร คนฺตพฺพํ นาจฺจาสนฺเน คนฺตพฺพํ  ปตฺตปริยาปนฺนํ ปฏิคฺคเหตพฺพํ.  น อุปชฺฌายสฺส ภณมานสฺส อนฺตรนฺตรา กถา โอปาเตตพฺพา.  อุปชฺฌาโย อาปตฺติสามนฺตา ภณมาโน นิวาเรตพฺโพ. 
upajjhāyo pāniyena pucchitabbo.  bhuttāvissa udakaṃ datvā pattaṃ paṭiggahetvā nīcaṃ katvā sādhukaṃ aparighaṃsantena dhovitvā vodakaṃ katvā muhuttaṃ uṇhe otāpetabbo, na ca uṇhe patto nidahitabbo.  pattacīvaraṃ nikkhipitabbaṃ.  pattaṃ nikkhipantena ekena hatthena pattaṃ gahetvā ekena hatthena heṭṭhāmañcaṃ vā (47)heṭṭhāpīṭhaṃ vā parāmasitvā patto nikkhipitabbo, na ca anantarahitāya bhūmiyā patto nikkhipitabbo.  cīvaraṃ nikkhipantena ekena hatthena cīvaraṃ gahetvā ekena hatthena cīvaravaṃsaṃ vā cīvararajjuṃ vā pamajjitvā pārato antaṃ orato bhogaṃ katvā cīvaraṃ nikkhipitabbaṃ.  upajjhāyamhi vuṭṭhite āsanaṃ uddharitabbaṃ, pādodakaṃ pādapīṭhaṃ pādakathalikaṃ paṭisāmetabbaṃ.  sace so deso uklāpo hoti, so deso sammajjitabbo. |11| 
If there is any food received in the alms-bowl, and the upagghâya desires to eat it, let him give water (to the upagghâya) and then offer him the food.  'Let him offer to the upagghâya (water) to drink.  When the upagghâya has finished his meal, let (the saddhivihârika) give him water, take his alms-bowl, hold it down, rinse it properly without (damaging it by) rubbing, pour the water out, and dry (the bowl) a while in some hot place, but let him not leave the bowl in the hot place.  Let him put away the alms-bowl and the robe.  When he puts away the alms-bowl, let him do so holding the alms-bowl with one hand, and first feeling with the other hand under the bed or under the chair (where he is going to put the bowl), and let him not put the bowl on the bare ground.  When he hangs up the robe, let him take the robe with one hand and stroke with the other hand along the bambu peg or rope on which the robe is to be hung up, and hang up the robe so that the border is turned away from him (and turned to the wall), and the fold is turned towards him.  When the upagghâya has risen, let him take away the seat and put away the water for the washing of the feet, the foot-stool, and the towel. 
พึงถามอุปัชฌายะด้วยน้ำฉัน  เมื่ออุปัชฌายะฉันแล้ว พึงถวายน้ำ รับบาตรมา ถือต่ำๆ อย่าให้กระทบ ล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้งแล้ว ผึ่งไว้ที่แดดครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด  พึงเก็บบาตรจีวร  เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลำใต้เตียงหรือใต้ตั่ง แล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตรไว้บนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง  เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวรหรือสายระเดียง แล้วทำชายไว้ข้างนอก ทำขนดไว้ข้างใน แล้วจึงเก็บจีวร  เมื่ออุปัชฌายะลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า  ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย. 
“นิวตฺตนฺเตน ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา อาสนํ ปญฺญเปตพฺพํ ปาโททกํ ปาทปีฐํ ปาทกถลิกํ อุปนิกฺขิปิตพฺพํ ปจฺจุคฺคนฺตฺวา ปตฺตจีวรํ ปฏิคฺคเหตพฺพํ ปฏินิวาสนํ ทาตพฺพํ นิวาสนํ ปฏิคฺคเหตพฺพํ.  สเจ จีวรํ สินฺนํ โหติ มุหุตฺตํ อุณฺเห โอตาเปตพฺพํ น จ อุณฺเห จีวรํ นิทหิตพฺพํ  จีวรํ สงฺฆริตพฺพํ  จีวรํ สงฺฆรนฺเตน จตุรงฺคุลํ กณฺณํ อุสฺสาเรตฺวา จีวรํ สงฺฆริตพฺพํ มา มชฺเฌ ภงฺโค อโหสีติ.  โอโภเค กายพนฺธนํ กาตพฺพํ.  “สเจ ปิณฺฑปาโต โหติ อุปชฺฌาโย จ ภุญฺชิตุกาโม โหติ อุทกํ ทตฺวา ปิณฺฑปาโต อุปนาเมตพฺโพ.  อุปชฺฌาโย ปานีเยน ปุจฺฉิตพฺโพ 
sace upajjhāyo {nahāyitukāmo} hoti, nahānaṃ paṭiyādetabbaṃ.  sace sītena attho hoti, sītaṃ paṭiyādetabbaṃ.  sace uṇhena attho hoti, uṇhaṃ paṭiyādetabbaṃ.  sace upajjhāyo jantāgharaṃ pavisitukāmo hoti, cuṇṇaṃ sannetabbaṃ, mattikā temetabbā, jantāgharapīṭhaṃ ādāya upajjhāyassa piṭṭhito-piṭṭhito gantvā jantāgharapīṭhaṃ datvā cīvaraṃ paṭiggahetvā ekamantaṃ nikkhipitabbaṃ, cuṇṇaṃ dātabbaṃ, mattikā dātabbā.  sace ussahati, jantāgharaṃ pavisitabbaṃ.  jantāgharaṃ pavisantena mattikāya mukhaṃ makkhetvā purato ca pacchato ca paṭicchādetvā jantāgharaṃ pavisitabbaṃ. |12| 
If the place is dirty, let him sweep the place.  'If the upagghâya wishes to bathe, let him prepare a bath.  If he wants cold water, let him get cold water;  if he wants hot water, let him get hot water.  If the upagghâya wishes to go to the gantâghara, let (the saddhivihârika) knead the powder, moisten the clay, take up the chair belonging to the gantâghara, follow the upagghâya from behind, give him the chair, take his robe and put it aside, give him the powder and the clay.  If he is able, let him also enter the gantâghara. 
ถ้าอุปัชฌายะใคร่จะสรงน้ำ พึงจัดน้ำสรงถวาย  ถ้าต้องการน้ำเย็น พึงจัดน้ำเย็นถวาย  ถ้าต้องการน้ำร้อน พึงจัดน้ำร้อนถวาย.  ถ้าอุปัชฌายะประสงค์จะเข้าเรือนไฟ พึงบดจุณ แช่ดิน ถือตั่งสำหรับเรือนไฟแล้ว เดินตามหลังอุปัชฌายะไป ถวายตั่งสำหรับเรือนไฟแล้ว รับจีวรมาวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พึงถวายจุณ ถวายดิน  ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงเข้าเรือนไฟ  เมื่อเข้าเรือนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปิดทั้งข้างหน้า ข้างหลัง แล้วเข้าเรือนไฟ 
ภุตฺตาวิสฺส อุทกํ ทตฺวา ปตฺตํ ปฏิคฺคเหตฺวา นีจํ กตฺวา สาธุกํ อปฺปฏิฆํสนฺเตน โธวิตฺวา โวทกํ กตฺวา มุหุตฺตํ อุณฺเห โอตาเปตพฺโพ น จ อุณฺเห ปตฺโต นิทหิตพฺโพ.  ปตฺตจีวรํ นิกฺขิปิตพฺพํ.  ปตฺตํ นิกฺขิปนฺเตน เอเกน หตฺเถน ปตฺตํ คเหตฺวา เอเกน หตฺเถน เหฏฺฐามญฺจํ วา เหฏฺฐาปีฐํ วา ปรามสิตฺวา ปตฺโต นิกฺขิปิตพฺโพ. น จ อนนฺตรหิตาย ภูมิยา ปตฺโต นิกฺขิปิตพฺโพ.  จีวรํ นิกฺขิปนฺเตน เอเกน หตฺเถน จีวรํ คเหตฺวา เอเกน หตฺเถน จีวรวํสํ วา จีวรรชฺชุํ วา ปมชฺชิตฺวา ปารโต อนฺตํ โอรโต โภคํ กตฺวา จีวรํ นิกฺขิปิตพฺพํ.  อุปชฺฌายมฺหิ วุฏฺฐิเต อาสนํ อุทฺธริตพฺพํ ปาโททกํ ปาทปีฐํ ปาทกถลิกํ ปฏิสาเมตพฺพํ.  สเจ โส เทโส อุกฺลาโป โหติ โส เทโส สมฺมชฺชิตพฺโพ. 
na there bhikkhū anupakhajja nisīditabbaṃ, na navā bhikkhū āsanena paṭibāhetabbā. jantāghare upajjhāyassa parikammaṃ kātabbaṃ.  jantāgharā nikkhamantena jantāgharapīṭhaṃ ādāya purato ca pacchato ca paṭicchādetvā jantāgharā nikkhamitabbaṃ.  udake pi upajjhāyassa parikammaṃ kātabbaṃ.  nahātena paṭhamataraṃ uttaritvā attano gattaṃ vodakaṃ katvā nivāsetvā upajjhāyassa gattato udakaṃ pamajjitabbaṃ, nivāsanaṃ dātabbaṃ, saṃghāṭi dātabbā, jantāgharapīṭhaṃ ādāya paṭhamataraṃ āgantvā āsanaṃ paññāpetabbaṃ, pādodakaṃ pādapīṭhaṃ pādakathalikaṃ upanikkhipitabbaṃ.  upajjhāyo pāniyena pucchitabbo. |13| 
When he is going to enter the gantâghara, let him besmear his face with clay, cover himself from before and behind, and thus enter the gantâghara.  'Let him not sit down so as to encroach on senior Bhikkhus, nor let him dislodge junior Bhikkhus from their seats. Let him wait upon the upagghâya in the gantâghara.  When he is going to leave thegantâghara, let him take up the chair belonging to the gantâghara, cover himself from before and behind, and thus leave the gantâghara.  Let him wait upon the upagghâya also in the water.  When he has bathed, let (the saddhivihârika) go out of the water first, let him dry his own body, put on his dress, then wipe off the water from his upagghâya's body, give him his under garment and his upper garment, take the chair belonging to the gantâghara, go before the upagghâya, prepare a seat for him, and get water for the washing of his feet, a foot-stool, and a towel. 
ไม่พึงนั่งเบียดภิกษุผู้เถระ ไม่พึงห้ามกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทำบริกรรม แก่อุปัชฌายะในเรือนไฟ  เมื่อออกจากเรือนไฟ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วปิดทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลังออกจากเรือนไฟ  พึงทำบริกรรมแก่อุปัชฌายะแม้ในน้ำ  อาบเสร็จแล้ว พึงขึ้นมาก่อน ทำตัวของตนให้แห้งน้ำ นุ่งผ้าแล้ว พึงเช็ดน้ำจากตัวของอุปัชฌายะ พึงถวายผ้านุ่ง พึงถวายผ้าสังฆาฏิ ถือตั่งสำหรับเรือนไฟมาก่อน แล้วปูอาสนะไว้ เตรียมน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้  พึงถามอุปัชฌายะด้วยน้ำฉัน. 
“สเจ อุปชฺฌาโย นหายิตุกาโม โหติ นหานํ ปฏิยาเทตพฺพํ.  สเจ สีเตน อตฺโถ โหติ สีตํ ปฏิยาเทตพฺพํ.  สเจ อุณฺเหน อตฺโถ โหติ อุณฺหํ ปฏิยาเทตพฺพํ.  “สเจ อุปชฺฌาโย ชนฺตาฆรํ ปวิสิตุกาโม โหติ จุณฺณํ สนฺเนตพฺพํ มตฺติกา เตเมตพฺพา ชนฺตาฆรปีฐํ อาทาย อุปชฺฌายสฺส ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต คนฺตฺวา ชนฺตาฆรปีฐํ ทตฺวา จีวรํ ปฏิคฺคเหตฺวา เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตพฺพํ จุณฺณํ ทาตพฺพํ มตฺติกา ทาตพฺพา.  สเจ อุสฺสหติ ชนฺตาฆรํ ปวิสิตพฺพํ. 
sace uddisāpetukāmo hoti, uddisāpetabbo. sace paripucchitukāmo hoti, paripucchitabbo.  yasmiṃ vihāre upajjhāyo viharati, sace so vihāro uklāpo hoti, sace ussahati, sodhetabbo.  vihāraṃ sodhentena paṭhamaṃ pattacīvaraṃ nīharitvā ekamantaṃ nikkhipitabbaṃ.  nisīdanapaccattharaṇaṃ nīharitvā ekamantaṃ nikkhipitabbaṃ. bhisibimbohanaṃ nīharitvā ekamantaṃ nikkhipitabbaṃ. |14| 
Let him offer to the upagghâya (water) to drink.  'If (the upagghâya) likes being called upon to deliver a discourse, let him call upon (the upagghâya to do so). If (the upagghâya) likes questions being put to him, let him put questions (to the upagghâya).  'If the Vihâra, in which the upagghâya dwells, is dirty, let him clean that Vihâra, if he is able to do so.  When cleaning the Vihâra, let him first take away the alms-bowl and the robe (of the upagghâya) and lay them aside. 
ถ้าประสงค์จะเรียนบาลี พึงขอให้อุปัชฌายะแสดงบาลีขึ้น ถ้าประสงค์จะสอบถามอรรถกถา พึงสอบถาม.  อุปัชฌายะอยู่ในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปัดกวาดเสีย  เมื่อปัดกวาดวิหาร พึงขนบาตรจีวรออกก่อน แล้ววางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พึงขนผ้าปูนั่งและผ้าปูนอน ฟูก หมอน ออกวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
ชนฺตาฆรํ ปวิสนฺเตน มตฺติกาย มุขํ มกฺเขตฺวา ปุรโต จ ปจฺฉโต จ ปฏิจฺฉาเทตฺวา ชนฺตาฆรํ ปวิสิตพฺพํ.  น เถเร ภิกฺขู อนุปขชฺช นิสีทิตพฺพํ. น นวา ภิกฺขู อาสเนน ปฏิพาหิตพฺพา. ชนฺตาฆเร อุปชฺฌายสฺส ปริกมฺมํ กาตพฺพํ.  ชนฺตาฆรา นิกฺขมนฺเตน ชนฺตาฆรปีฐํ อาทาย ปุรโต จ ปจฺฉโต จ ปฏิจฺฉาเทตฺวา ชนฺตาฆรา นิกฺขมิตพฺพํ.  “อุทเกปิ อุปชฺฌายสฺส ปริกมฺมํ กาตพฺพํ. 
mañco nīcaṃ katvā sādhukaṃ aparighaṃsantena asaṃghaṭṭantena kavāṭapiṭṭhaṃ nīharitvā ekamantaṃ nikkhipitabbo. pīṭhaṃ nīcaṃ katvā sādhukaṃ (48) aparighaṃsantena asaṃghaṭṭantena kavāṭapiṭṭhaṃ nīharitvā ekamantaṃ nikkhipitabbaṃ.  mañcapaṭipādakā nīharitvā ekamantaṃ nikkhipitabbā. kheḷamallako nīharitvā ekamantaṃ nikkhipitabbo.  apassenaphalakaṃ nīharitvā ekamantaṃ nikkhipitabbaṃ. bhummattharaṇaṃ yathāpaññattaṃ sallakkhetvā nīharitvā ekamantaṃ nikkhipitabbaṃ.  sace vihāre santānakaṃ hoti, ullokā paṭhamaṃ ohāretabbaṃ.  ālokasandhikaṇṇabhāgā pamajjitabbā.  sace gerukaparikammakatā bhitti kaṇṇakitā hoti, coḷakaṃ temetvā pīḷetvā pamajjitabbā. sace kāḷavaṇṇakatā bhūmi kaṇṇakitā hoti, coḷakaṃ temetvā pīḷetvā pamajjitabbā.  sace akatā hoti bhūmi, udakena parippositvā sammajjitabbā mā vihāro rajena ūhaññīti.  saṃkāraṃ vicinitvā ekamantaṃ chaḍḍetabbaṃ. |15| 
Let him take away the mat and the sheet and lay them aside. Let him take away the mattress and the pillow and lay them aside.  'Let him turn down the bed, take it away properly without rubbing it (against the floor) and without knocking it against door or doorpost, and put it aside. Let him turn down the chair, take it away properly without rubbing it (against the floor) and without knocking it against door or doorpost, and put it aside.  Let him take away the supporters of the bed and put them aside. Let him take away the spitting-box and put it aside. Let him take away the board to recline on and put it aside.  Let him take away the carpet, after having noticed how it was spread out, and put it aside.  If there are cobwebs in the Vihâra, let him remove them as soon as he sees them.  Let him wipe off the casements and the corners of the room.  If a wall which is coated with red chalk, is dirty, let him moisten the mop, wring it out, and scour the wall. If the floor is coated black and is dirty, let him moisten the mop, wring it out, and scour the floor.  If the floor is not blacked, let him sprinkle it with water and scrub it in order that the Vihâra may not become dusty. 
เตียงตั่ง สัทธิวิหาริกพึงยกต่ำๆ อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตู ขนออกให้เรียบร้อย แล้วตั้งไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  เขียงรองเตียง กระโถน พนักอิง พึงขนออกตั้งไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  เครื่องปูพื้น พึงสังเกตที่ปูไว้เดิม แล้วขนออกวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ถ้าในวิหารมีหยากเยื่อ พึงกวาดแต่เพดานลงมาก่อน  กรอบหน้าต่างและมุมห้องพึงเช็ดเสีย  ถ้าฝาเขาทำบริกรรมด้วยน้ำมัน หรือพื้นเขาทาสีดำขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ำบิดแล้วเช็ดเสีย  ถ้าพื้นเขามิได้ทำ พึงเอาน้ำประพรมแล้วเช็ดเสีย ระวังอย่าให้วิหารฟุ้งด้วยธุลี  พึงกวาดหยากเยื่อทิ้งเสีย ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 
นหาเตน ปฐมตรํ อุตฺตริตฺวา อตฺตโน คตฺตํ โวทกํ กตฺวา นิวาเสตฺวา อุปชฺฌายสฺส คตฺตโต อุทกํ ปมชฺชิตพฺพํ นิวาสนํ ทาตพฺพํ สงฺฆาฏิ ทาตพฺพา ชนฺตาฆรปีฐํ อาทาย ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา อาสนํ ปญฺญเปตพฺพํ ปาโททกํ ปาทปีฐํ ปาทกถลิกํ อุปนิกฺขิปิตพฺพํ  อุปชฺฌาโย ปานีเยน ปุจฺฉิตพฺโพ.  สเจ อุทฺทิสาเปตุกาโม โหติ อุทฺทิสิตพฺโพ. สเจ ปริปุจฺฉิตุกาโม โหติ ปริปุจฺฉิตพฺโพ.  “ยสฺมึ วิหาเร อุปชฺฌาโย วิหรติ สเจ โส วิหาโร อุกฺลาโป โหติ สเจ อุสฺสหติ โสเธตพฺโพ.  วิหารํ โสเธนฺเตน ปฐมํ ปตฺตจีวรํ นีหริตฺวา เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตพฺพํ.  นิสีทนปจฺจตฺถรณํ นีหริตฺวา เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตพฺพํ. ภิสิพิพฺโพหนํ นีหริตฺวา เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตพฺพํ.  มญฺโจ นีจํ กตฺวา สาธุกํ อปฺปฏิฆํสนฺเตน อสงฺฆฏฺเฏนฺเตน กวาฏปิฏฺฐํ นีหริตฺวา เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตพฺโพ. ปีฐํ นีจํ กตฺวา สาธุกํ อปฺปฏิฆํสนฺเตน อสงฺฆฏฺเฏนฺเตน กวาฏปิฏฺฐํ นีหริตฺวา เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตพฺพํ.  มญฺจปฏิปาทกา นีหริตฺวา เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตพฺพา. เขฬมลฺลโก นีหริตฺวา เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตพฺโพ. 
bhummattharaṇaṃ otāpetvā sodhetvā pappoṭhetvā atiharitvā yathāpaññattaṃ paññāpetabbaṃ.  mañcapaṭipādakā otāpetvā pamajjitvā atiharitvā yathāṭṭhāne ṭhapetabbā.  mañco otāpetvā sodhetvā pappoṭhetvā nīcaṃ katvā sādhukaṃ aparighaṃsantena asaṃghaṭṭantena kavāṭapiṭṭhaṃ atiharitvā yathāpaññattaṃ paññāpetabbo. pīṭhaṃ otāpetvā sodhetvā pappoṭhetvā nīcaṃ katvā sādhukaṃ aparighaṃsantena asaṃghaṭṭantena kavāṭapiṭṭhaṃ atiharitvā yathāpaññattaṃ paññāpetabbaṃ.  bhisibimbohanaṃ otāpetvā sodhetvā pappoṭhetvā atiharitvā yathāpaññattaṃ paññāpetabbaṃ. nisīdanapaccattharaṇaṃ otāpetvā sodhetvā pappoṭhetvā atiharitvā yathāpaññattaṃ paññāpetabbaṃ.  kheḷamallako otāpetvā pamajjitvā atiharitvā yathāṭṭhāne ṭhapetabbo. apassenaphalakaṃ otāpetvā pamajjitvā atiharitvā yathāṭṭhāne ṭhapetabbaṃ. |16| 
Let him heap up the sweepings and cast them aside.  'Let him bask the carpet in the sunshine, clean it, dust it by beating, take it back, and spread it out as it was spread before.  Let him put the supporters of the bed in the sunshine, wipe them take them back, and put them in their place.  Let him put the bed in the sunshine, dean it, dust it by beating, turn it down, take it back properly without rubbing it (against the floor) and without knocking it against door and doorpost, and put it in its place. Let him put the chair in the sunshine, &c.1  Let him put mattress and pillow in the sunshine, clean them, dust them by beating, take them back, and lay them out as they were laid out before. Let him put the mat and sheet in the sunshine, &c.1 
เครื่องลาดพื้น พึงผึ่งแดด ชำระ เคาะปัด แล้วขนกลับปูไว้ตามเดิม  เขียงรองเตียง พึงผึ่งแดด ขัด เช็ด แล้วขนกลับตั้งไว้ที่เดิม  เตียงตั่ง พึงผึ่งแดดขัดสี เคาะเสีย ยกต่ำๆ อย่าให้ครูดสี กระทบกระแทกบานและกรอบประตู ขนกลับไปให้ดีๆ แล้วตั้งไว้ตามเดิม  ฟูก หมอน ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน พึงผึ่งแดด ทำให้สะอาด ตบเสีย แล้วนำกลับวางปูไว้ตามเดิม  กระโถน พนักอิง พึงผึ่งแดด เช็ดถูเสียแล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม 
อปสฺเสนผลกํ นีหริตฺวา เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตพฺพํ. ภูมตฺถรณํ ยถาปญฺญตฺตํ สลฺลกฺเขตฺวา นีหริตฺวา เอกมนฺตํ นิกฺขิปิตพฺพํ.  สเจ วิหาเร สนฺตานกํ โหติ อุลฺโลกา ปฐมํ โอหาเรตพฺพํ  อาโลกสนฺธิกณฺณภาคา ปมชฺชิตพฺพา.  สเจ เครุกปริกมฺมกตา ภิตฺติ ก